พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน: การรู้จักพระราชกิจของพระเจ้า | บทตัดตอน 226

วันที่ 06 เดือน 02 ปี 2022

เราใช้สิทธิอำนาจของเราบนแผ่นดินโลก โดยเผยงานทั้งหมดทั้งมวลของเราให้ปรากฏ ทั้งหมดที่อยู่ในงานของเราสะท้อนอยู่บนพื้นโลก มวลมนุษย์บนแผ่นดินโลกไม่เคยสามารถจับความเข้าใจในความเคลื่อนไหวของเราในสวรรค์ อีกทั้งไม่เคยสามารถใคร่ครวญถึงวงโคจรและแนววิถีแห่งวิญญาณของเราได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน มนุษย์ส่วนมากจับความเข้าใจเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ภายนอกวิญญาณเท่านั้น ไม่สามารถจับใจความถึงสภาวะที่แท้จริงของวิญญาณ ข้อพึงประสงค์ที่เรากำหนดให้แก่มนุษยชาติไม่ได้มาจากตัวตนที่คลุมเครือของเราซึ่งอยู่ในสวรรค์ หรือจากตัวตนที่มิอาจประมาณได้ที่เราเป็นบนแผ่นดินโลก เราทำข้อพึงประสงค์ที่เหมาะสมโดยสอดคล้องกับวุฒิภาวะของมนุษย์บนแผ่นดินโลก เราไม่เคยทำให้ผู้ใดตกอยู่ในความลำบากยากเย็น อีกทั้งเราไม่เคยขอให้ใครต้อง "เค้นเลือดของเขาออกมา" เพื่อความยินดีของเรา—เป็นไปได้หรือที่ข้อพึงประสงค์ของเราจะจำกัดอยู่แต่ในภาวะเช่นนั้นเท่านั้น? ในบรรดาสิ่งสร้างนับไม่ถ้วนบนแผ่นดินโลก สิ่งสร้างใดเล่าที่ไม่นบนอบต่อลำดับการจัดเตรียมวจนะในปากของเรา? สิ่งสร้างเหล่านี้เมื่อมาอยู่ต่อหน้าเรา มีสิ่งใดที่ไม่ถูกวจนะของเราและกองไฟที่เผาไหม้ของเราเผาผลาญให้เป็นจุณไปจนหมดสิ้น? มีสิ่งใดในบรรดาสิ่งสร้างเหล่านี้ที่กล้า "เดินกร่าง" ด้วยความปราโมทย์อันเย่อหยิ่งต่อหน้าเรา? มีสิ่งใดในบรรดาสิ่งสร้างที่ไม่กราบไหว้เมื่ออยู่ตรงหน้าเรา? เราคือพระเจ้าที่เอาแต่บังคับให้สิ่งสร้างเงียบเสียงกระนั้นหรือ? เราเลือกสรรผู้ที่สนองเจตนารมณ์ของเราจากสิ่งต่างๆ มากมายเหลือคณานับในบรรดาสิ่งสร้าง เราเลือกสรรผู้ที่เอาใจใส่หัวใจของเราจากมนุษย์มากมายนับไม่ถ้วนในหมู่มวลมนุษย์ เราเลือกสรรดวงดาวที่ดีที่สุดในบรรดาดวงดาวทั้งปวง ด้วยผลจากการนั้นจึงได้เพิ่มแสงริบหรี่ของความสว่างให้กับราชอาณาจักรของเรา เราเดินไปบนแผ่นดินโลก กระจายสุคนธรสของเราไปทุกหนแห่ง และในทุกๆ แห่ง เราทิ้งรูปสัณฐานของเราไว้ข้างหลัง แต่ละแห่งกังวานก้องไปด้วยเสียงของเรา ผู้คนทุกแห่งอ้อยอิ่งอยู่กับทัศนียภาพอันงดงามของวันวาน ด้วยว่ามนุษยชาติทั้งมวลกำลังจดจำอดีต…

มนุษยชาติทั้งปวงถวิลหาที่จะได้เห็นใบหน้าของเรา แต่เมื่อเราลงมาบนแผ่นดินโลกในสภาวะบุคคล พวกเขาทั้งหมดไม่ชอบใจการมาถึงของเรา และพวกเขาขับไล่การมาถึงของความสว่าง ราวกับว่าเราคือศัตรูของมนุษย์ ศัตรูจากสวรรค์ มนุษย์ทักทายเราด้วยแสงแห่งการป้องกันตัวในดวงตาของเขา และยังคงตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา กลัวอยู่ลึกๆ ว่าเราอาจมีแผนการอื่นๆ สำหรับเขา เนื่องจากมนุษย์คำนึงถึงเราว่าเป็นเพื่อนที่ไม่สนิทสนมคุ้นเคย พวกเขาจึงรู้สึกราวกับว่าเราเก็บงำเจตนาที่จะประหัตประหารพวกเขาอย่างไม่เลือกหน้าเอาไว้ ในสายตาของมนุษย์ เราคือปรปักษ์ที่มุ่งสังหาร แม้เมื่อได้ลิ้มรสความอบอุ่นของเราในท่ามกลางหายนะแล้วก็ตาม มนุษย์ก็ยังคงไม่ตระหนักรู้ความรักของเรา และยังคงแน่วแน่ที่จะปัดป้องเราและเยาะเย้ยท้าทายเรา แทนที่จะใช้ประโยชน์จากภาวะของเขาเพื่อกระทำการต่อต้านเขา เรากลับโอบกอดมนุษย์ไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่น ป้อนความหวานจนเต็มปากของเขา และเอาอาหารที่จำเป็นใส่ท้องของเขา แต่เมื่อความเดือดดาลอันเปี่ยมโกรธของเราโยกคลอนภูเขาและแม่น้ำทั้งหลาย เราจะไม่มอบการบรรเทาทุกข์ในรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ให้แก่เขาอีกต่อไปเพราะความขี้ขลาดของมนุษย์ ในชั่วขณะเช่นนี้ เราจะโกรธเกรี้ยวยิ่งขึ้น ไม่ยอมให้สิ่งมีชีวิตทั้งปวงมีโอกาสกลับใจ และเมื่อทอดทิ้งความหวังทั้งหมดที่เรามีในตัวมนุษย์ เราย่อมจะมอบการลงทัณฑ์ที่เขาสมควรได้รับอย่างสาสมยิ่ง ในเวลาเช่นนี้ ฟ้าร้องและฟ้าแลบย่อมส่องแสงวาบและคำรามกึกก้อง ดุจคลื่นมหาสมุทรที่โหมกระหน่ำด้วยโทสะ ดังภูเขาหลายหมื่นลูกที่ถล่มทลายลงมา เนื่องแต่การเป็นกบฏของเขา มนุษย์จึงเสียชีวิตด้วยฟ้าร้องและฟ้าแลบ และสิ่งสร้างอื่นๆ ก็ถูกกวาดล้างด้วยแรงอัดของฟ้าร้องและฟ้าแลบ และทั้งจักรวาลก็พลันตกอยู่ในความอลหม่าน และสิ่งสร้างก็ไม่สามารถฟื้นลมหายใจดั้งเดิมของชีวิตได้ ชุมนุมชนมากมายเหลือคณานับของมนุษยชาติไม่สามารถหลีกหนีเสียงคำรามกึกก้องของฟ้าร้องได้ ในท่ามกลางแสงวาบของฟ้าแลบ มนุษย์กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าย่อมล้มคว่ำลงสู่กระแสน้ำที่ไหลเร็วรี่ เพื่อถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากที่หลากลงมาจากภูเขาพัดพาไป ทันใดนั้นเอง โลกของ "ปวงมนุษย์" ก็บรรจบกันในสถานที่แห่ง "บั้นปลาย" ของมนุษย์ ซากศพทั้งหลายลอยล่องไปมาทั่วผิวมหาสมุทร มนุษยชาติทั้งปวงไปไกลห่างจากเราเพราะความโกรธของเรา ด้วยว่ามนุษย์ได้กระทำบาปต่อแก่นแท้แห่งวิญญาณของเรา และการกบฏของเขาล่วงเกินเรา แต่ในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่มีน้ำ มนุษย์คนอื่นยังคงชื่นชมคำสัญญาที่เราได้มอบให้แก่พวกเขาท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงเพลง

เมื่อผู้คนทั้งปวงเงียบเสียง เราก็ฉายประกายแห่งความสว่างออกมาต่อหน้าต่อตาพวกเขา ครั้นแล้ว มนุษย์จึงกลายเป็นมีความรู้สึกนึกคิดที่ชัดเจนและมีดวงตาอันสดใส ไม่เต็มใจที่จะนิ่งเงียบอยู่เรื่อยอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกฝ่ายวิญญาณจึงได้รับการรำลึกถึงในหัวใจของพวกเขาทันที ขณะที่การนี้เกิดขึ้น มนุษยชาติทั้งปวงได้รับการฟื้นคืนชีพ เมื่อละวางความคับข้องใจที่ไม่ได้กล่าวออกมาของพวกเขา มนุษย์ทั้งปวงก็มาตรงหน้าเรา โดยได้รับโอกาสรอดชีวิตอีกครั้งผ่านทางวจนะที่เรากล่าวประกาศ นี่เป็นเพราะมนุษย์ทุกคนปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่บนพื้นโลก กระนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเขาเคยมีเจตนาที่จะดำรงชีวิตเพื่อเรา? ผู้ใดท่ามกลางพวกเขาเคยเปิดเผยสิ่งต่างๆ ที่แสนวิเศษในตัวเขาซึ่งเขามอบอุทิศเพื่อความชื่นชมยินดีของเรา? ผู้ใดท่ามกลางพวกเขาเคยได้กลิ่นหอมยวนใจของเรา? มนุษย์ทั้งปวงคือของหยาบที่ขาดการขัดเกลา กล่าวคือ ภายนอกพวกเขาดูเป็นประกายจนทำให้ดวงตาพร่าพราย แต่แก่นแท้ของพวกเขาไม่ใช่การรักเราอย่างจริงใจ ทั้งนี้เพราะในซอกหลืบลึกลงไปในหัวใจของมนุษย์ ไม่เคยมีองค์ประกอบอันใดของเราเลย มนุษย์ขาดพร่องเกินไป กล่าวคือ การเปรียบเทียบเขากับเราดูเหมือนจะเผยให้เห็นช่องว่างซึ่งกว้างใหญ่พอๆ กับพื้นที่ว่างระหว่างสวรรค์กับแผ่นดินโลก แม้จะเป็นเช่นนั้น เราก็ไม่บดขยี้จุดเปราะบางและอ่อนแอของมนุษย์ อีกทั้งเราก็ไม่เยาะเย้ยเขาเพราะความขาดตกบกพร่องทั้งหลายของเขา มือทั้งสองของเราทำงานบนแผ่นดินโลกมานับเป็นพันๆ ปี และตลอดเวลาทั้งหมดนี้ สายตาของเราคอยสอดส่องดูแลมนุษยชาติทั้งปวง กระนั้นเราก็ไม่เคยเอาชีวิตมนุษย์สักชีวิตเดียวมาเล่นด้วยเพลินๆ ราวกับว่าเป็นของเล่น เราเฝ้าสังเกตความเจ็บปวดของมนุษย์และเข้าใจราคาที่เขาได้จ่าย ขณะที่เขายืนอยู่ตรงหน้าเรา เราไม่ปรารถนาที่จะทำให้มนุษย์แปลกใจเพื่อจะตีสอนเขา อีกทั้งเราไม่ปรารถนาที่จะมอบสิ่งที่ไม่พึงประสงค์แก่เขาด้วยเช่นกัน แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ตลอดเวลามานี้เรามีแต่จัดเตรียมให้แก่มนุษย์และมอบให้เขาเท่านั้น ดังนั้น ทั้งหมดที่มนุษย์ชื่นชมก็คือพระคุณของเรา คือความไพบูลย์ทั้งมวลที่มาจากมือของเรา เนื่องจากเราอยู่บนแผ่นดินโลก มนุษย์จึงไม่เคยต้องทนทุกข์กับความทรมานจากความหิวโหย ตรงกันข้าม เราเปิดโอกาสให้มนุษย์ได้รับสิ่งต่างๆ ในมือของเราที่เขาอาจชื่นชม และเรายอมให้มวลมนุษย์มีชีวิตอยู่ภายในพรของเรา มวลมนุษย์ทั้งปวงไม่ได้มีชีวิตอยู่ภายใต้การตีสอนของเราหรอกหรือ? เช่นเดียวกับที่มีความอุดมสมบูรณ์ในส่วนลึกของภูเขา และมีความบริบูรณ์พูนผลของสิ่งต่างๆ ให้ชื่นชมในห้วงน้ำทั้งหลาย ผู้คนที่ใช้ชีวิตภายในวจนะของเราในวันนี้ไม่มีอาหารให้ได้ซึ้งคุณค่าและลิ้มรสมากขึ้นไปอีกหรอกหรือ? เราอยู่บนแผ่นดินโลก และมวลมนุษย์ชื่นชมพรของเราบนแผ่นดินโลก เมื่อเราทิ้งแผ่นดินโลกไว้เบื้องหลัง ซึ่งจะเป็นเวลาที่งานของเราเสร็จสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน มวลมนุษย์จะไม่ได้รับการโอนอ่อนผ่อนตามจากเราเพราะความอ่อนแอของพวกเขาอีกต่อไป

ตัดตอนมาจาก พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ดูเพิ่ม

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

แบ่งปัน

ยกเลิก

ติดต่อเราผ่าน Messenger