พระวจนะของพระเจ้าประจำวัน | “พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 1” | บทตัดตอน 91

วันที่ 29 เดือน 07 ปี 2021

พระเจ้าทรงใช้พระวจนะของพระองค์เพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์

ปฐมกาล 9:11-13 "เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงโดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป" พระเจ้าตรัสว่า "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา ซึ่งเราให้ไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า และกับสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่อยู่กับพวกเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก"

หลังจากที่พระองค์ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างก็ได้รับการยืนยันและแสดงออกไปอีกครั้งในพันธสัญญาแห่งรุ้ง

สิทธิอำนาจของพระผู้สร้างแสดงออกให้เห็นและถูกนำมาใช้อยู่เสมอท่ามกลางสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวง และพระองค์ไม่เพียงแต่ทรงปกครองชะตากรรมของทุกสรรพสิ่งเท่านั้น หากแต่พระองค์ยังทรงปกครองมวลมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งทรงสร้างพิเศษที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง และเป็นสิ่งซึ่งมีโครงสร้างชีวิตที่แตกต่างและดำรงอยู่ในรูปแบบชีวิตที่แตกต่าง หลังจากทรงสร้างทุกสรรพสิ่งแล้ว พระผู้สร้างไม่ได้ทรงหยุดแสดงออกถึงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระองค์ สำหรับพระองค์แล้ว สิทธิอำนาจที่พระองค์ได้ทรงใช้ถือครองอธิปไตยเหนือทุกสรรพสิ่งและชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งหมดนั้นได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเฉพาะเมื่อมวลมนุษย์ได้ถือกำเนิดจากพระหัตถ์ของพระองค์อย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะบริหารจัดการมวลมนุษย์ และปกครองมวลมนุษย์ พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและที่จะได้รับมวลมนุษย์ไว้อย่างแท้จริง ที่จะได้รับมวลมนุษย์ที่สามารถปกครองทุกสรรพสิ่งได้ พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะทำให้มวลมนุษย์ดังกล่าวดำรงชีวิตอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจของพระองค์ และรู้จักและเชื่อฟังสิทธิอำนาจของพระองค์ ด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าจึงได้ทรงเริ่มแสดงสิทธิอำนาจของพระองค์อย่างเป็นทางการท่ามกลางมนุษย์โดยใช้พระวจนะของพระองค์ และได้ทรงเริ่มใช้สิทธิอำนาจของพระองค์เพื่อทำให้พระวจนะทั้งหลายของพระองค์เป็นจริง แน่นอนว่า สิทธิอำนาจของพระเจ้าถูกแสดงออกไปให้เห็นในสถานที่ต่างๆ ทั้งหมดในระหว่างกระบวนการนี้ เราได้เพียงแค่หยิบยกเอาตัวอย่างพิเศษที่รู้จักกันดีบางตัวอย่างที่พวกเจ้าอาจเข้าใจและรู้จักถึงความทรงเอกลักษณ์ของพระเจ้าและสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระองค์ได้จากตัวอย่างเหล่านั้น

มีความคล้ายคลึงกันระหว่างบทตอนในปฐมกาล 9:11-13 กับบทตอนข้างต้นที่เกี่ยวกับบันทึกแห่งการทรงสร้างโลกของพระเจ้า แต่กระนั้นก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่อย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน อะไรหรือคือความคล้ายคลึงนั้น? ความคล้ายคลึงกันมีอยู่ในการที่พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อทำสิ่งที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้ และความแตกต่างอยู่ตรงที่ บทตอนที่อ้างถึงในที่นี้เป็นตัวแทนการสนทนากับมนุษย์ของพระเจ้า ซึ่งในการนี้พระองค์ได้ทรงตั้งพันธสัญญาประการหนึ่งไว้กับมนุษย์และได้ทรงบอกกับมนุษย์ถึงสิ่งที่บรรจุอยู่ภายในพันธสัญญานั้น การนำสิทธิอำนาจของพระเจ้ามาใช้ในครั้งนี้สัมฤทธิ์ผลในระหว่างบทสนทนากับมนุษย์ของพระองค์ ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ก่อนหน้าที่จะมีการทรงสร้างมวลมนุษย์ พระวจนะของพระเจ้าเป็นการให้คำแนะนำและคำสั่งต่างๆ ซึ่งออกให้แก่สิ่งทรงสร้างทั้งหลายที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะสร้าง แต่บัดนี้ได้มีใครบางคนได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และดังนั้น พระวจนะของพระองค์จึงเป็นทั้งบทสนทนากับมนุษย์และเป็นการเตือนสติและการตักเตือนมนุษย์ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พระวจนะของพระเจ้ายังเป็นพระบัญญัติที่เป็นสิทธิอำนาจของพระองค์ และเป็นสิ่งที่ถูกนำส่งไปยังทุกสรรพสิ่ง

การกระทำใดของพระเจ้าหรือ ที่ถูกบันทึกไว้ในบทตอนนี้? บทตอนนี้บันทึกถึงพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์หลังจากการทำลายล้างโลกด้วยน้ำท่วมของพระองค์ บทตอนนี้บอกกับมนุษย์ว่า พระเจ้าจะไม่ทรงนำเคราะห์ของการทำลายล้างเช่นนั้นมาสู่โลกอีก และว่า พระเจ้าจึงได้ทรงสร้างหมายสำคัญหนึ่งไว้ด้วยประการฉะนี้เอง สิ่งใดคือหมายสำคัญนี้? ในองค์พระคัมภีร์มีการตรัสว่า "เราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก" เหล่านี้คือพระวจนะดั้งเดิมที่พระผู้สร้างได้ตรัสกับมวลมนุษย์ ขณะที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ รุ้งก็ได้ปรากฏขึ้นต่อสายตาของมนุษย์ และมันคงอยู่ ณ ที่นั้นมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ทุกคนเคยเห็นรุ้งดังกล่าว และเมื่อเจ้ามองเห็นมัน เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันปรากฏขึ้นมาอย่างไร? วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์มัน หรือหาที่ตั้งของแหล่งกำเนิดของมัน หรือระบุตำแหน่งแห่งหนของมันได้ นั่นก็เป็นเพราะรุ้งคือหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมนุษย์ มันไม่จำเป็นต้องใช้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มันไม่ได้ถูกทำขึ้นโดยมนุษย์ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนมันได้ มันเป็นความต่อเนื่องของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะของพระองค์แล้ว พระผู้สร้างทรงใช้วิธีการเฉพาะของพระองค์เองเพื่อยึดปฏิบัติตามพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์และพระสัญญาของพระองค์ และดังนั้น การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญานี้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งขึ้นนั้น เป็นประกาศิตจากสวรรค์และธรรมบัญญัติที่จะคงอยู่ตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของพระผู้สร้างหรือมวลมนุษย์ที่ทรงสร้าง ธรรมบัญญัติอันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้นี้ ต้องกล่าวว่าเป็นการสำแดงแท้จริงอีกประการของสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างภายหลังจากการทรงสร้างทุกสรรพสิ่งของพระผู้สร้าง และต้องกล่าวว่าสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระผู้สร้างนั้นไร้ขีดจำกัด การที่พระองค์ทรงใช้รุ้งเป็นหมายสำคัญนั้น คือการสืบเนื่องและการขยายสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง นี่คืออีกหนึ่งปฏิบัติการที่พระเจ้าทรงปฏิบัติโดยการใช้พระวจนะของพระองค์ และเป็นหมายสำคัญแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงตั้งขึ้นกับมนุษย์โดยใช้พระวจนะ พระองค์ได้ทรงบอกกับมนุษย์ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ตัดสินพระทัยแน่วแน่ที่จะทำให้เกิดขึ้น และลักษณะที่มันจะถูกทำให้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ผล เรื่องนั้นจึงได้ลุล่วงไปตามพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าในหนทางนี้เอง มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงครองฤทธานุภาพเช่นนั้น และวันนี้ หลายพันปีหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสพระวจนะเหล่านี้ มนุษย์ยังคงสามารถมองดูรุ้งที่ถูกตรัสจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า เนื่องจากพระวจนะเหล่านั้นที่พระเจ้าทรงดำรัสไว้ สิ่งนี้จึงได้คงอยู่โดยไม่ปรับเปลี่ยนและไม่เปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถนำรุ้งนี้ออกไปได้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงธรรมบัญญัติทั้งหลายของมันได้ และมันดำรงอยู่เพียงเพราะพระวจนะของพระเจ้าเท่านั้น นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าอย่างแน่นอน "พระเจ้าทรงดีงามเช่นเดียวกับพระวจนะของพระองค์ และพระวจนะของพระองค์จะสำเร็จลุล่วง และสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้สำเร็จลุล่วงนั้นจะคงอยู่ตลอดกาล" พระวจนะดังกล่าวสำแดงไว้ ณ ที่นี้อย่างชัดเจน และนั่นเป็นหมายสำคัญและคุณลักษณะที่ชัดเจนของสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า หมายสำคัญหรือคุณลักษณะเช่นนั้นไม่มีอยู่หรือมองไม่เห็นในสิ่งมีชีวิตทรงสร้างใดๆ ทั้งยังมองไม่เห็นในสิ่งมีชีวิตที่มิได้ทรงสร้างใดๆ มันเป็นของพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์เท่านั้น และมันจำแนกความต่างของพระอัตลักษณ์และแก่นแท้ที่ทรงครองโดยพระผู้สร้างเท่านั้นออกจากอัตลักษณ์และแก่นแท้ของสรรพสิ่งทรงสร้างทั้งหลาย ในขณะเดียวกัน มันยังเป็นหมายสำคัญและพระลักษณะเฉพาะที่ไม่มีวันจะถูกก้าวล้ำโดยสิ่งมีชีวิตทรงสร้างหรือที่มิได้ทรงสร้างใดๆ นอกเหนือจากพระเจ้าพระองค์เอง

การที่พระเจ้าทรงตั้งพันธสัญญาของพระองค์กับมนุษย์เป็นปฏิบัติการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่พระองค์ได้ตั้งพระทัยที่จะใช้เพื่อสัมพันธ์สนิทกับมนุษย์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงหนึ่งและบอกให้มนุษย์รู้ถึงน้ำพระทัยของพระองค์ ด้วยประการฉะนี้เอง พระองค์จึงได้ทรงใช้วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ โดยใช้หมายสำคัญพิเศษเพื่อตั้งพันธสัญญากับมนุษย์ หมายสำคัญซึ่งเป็นพระสัญญาแห่งพันธสัญญาที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้กับมนุษย์ ดังนั้น การตั้งพันธสัญญานี้เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่? แล้วมันยิ่งใหญ่อย่างไรเล่า? นี่คือสิ่งที่พิเศษเกี่ยวกับพันธสัญญาอย่างแท้จริง กล่าวคือ มันไม่ใช่พันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง หรือกลุ่มหนึ่งกับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นพันธสัญญาที่ตั้งขึ้นระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ทั้งปวง และมันจะยังคงใช้การได้ไปจนกระทั่งถึงวันพระผู้สร้างทรงเลิกล้มทุกสรรพสิ่ง ผู้บริหารพันธสัญญานี้คือพระผู้สร้าง และผู้ธำรงรักษามันก็คือพระผู้สร้างเช่นกัน กล่าวสั้นๆ คือ ความครบบริบูรณ์ของพันธสัญญาแห่งรุ้งที่ตั้งขึ้นกับมวลมนุษย์นี้ได้ลุล่วงและสัมฤทธิ์ผลตามบทสนทนาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ และยังคงเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงวันนี้ สิ่งทรงสร้างทั้งหลายสามารถทำสิ่งอื่นใดได้อีกหรือ นอกเหนือจากนบนอบ เชื่อฟัง เชื่อ ซาบซึ้ง เป็นพยาน และสรรเสริญสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง? เพราะไม่มีสิ่งใดนอกจากพระเจ้าผู้ทรงเอกลักษณ์ที่ทรงมีฤทธานุภาพในการตั้งพันธสัญญาเช่นนั้น การปรากฏของรุ้งครั้งแล้วครั้งเล่านั้น เป็นการประกาศแจ้งต่อมวลมนุษย์และร้องเรียกให้เขาสนใจต่อพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์ ในการปรากฏอย่างต่อเนื่องของพันธสัญญาระหว่างพระผู้สร้างกับมวลมนุษย์นี้ สิ่งที่ถูกสาธิตแสดงต่อมวลมนุษย์ไม่ใช่รุ้งหรือตัวพันธสัญญาเอง แต่เป็นสิทธิอำนาจอันมิอาจเปลี่ยนแปลงได้ของพระผู้สร้าง การปรากฏของรุ้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ นั้น สาธิตแสดงกิจการอันน่าสะทกสะท้านและเปี่ยมปาฏิหาริย์ของพระผู้สร้างในสถานที่ซ่อนเร้นทั้งหลาย และในขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญยิ่งถึงสิทธิอำนาจของพระผู้สร้างที่จะไม่มีวันเลือนรางไป และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นี่มิใช่การแสดงสิทธิอำนาจอันทรงเอกลักษณ์ของพระผู้สร้างอีกแง่มุมหนึ่งหรอกหรือ?

ตัดตอนมาจาก พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์

ดูเพิ่ม

ปี 2021 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

แบ่งปัน

ยกเลิก