พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของเจ้า

ทุก ๆ ความประพฤติและการกระทำในชีวิตของพวกเจ้าแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้าจะต้องได้รับการจัดหาทางผ่านแห่งถ้อยคำของเราในแต่ละวันเพื่อเติมพวกเจ้าให้เต็ม เพราะพวกเจ้าขาดพร่องเกินไป และความรู้และความสามารถของพวกเจ้าในการที่จะรับนั้นขาดแคลนเกินไป ในชีวิตประจำวันของพวกเจ้า เจ้าใช้ชีวิตท่ามกลางบรรยากาศและสภาพแวดล้อมซึ่งปราศจากความจริงหรือสำนึกที่ดี พวกเจ้าขาดต้นทุนที่จะเอาชีวิตรอด และไม่มีรากฐานที่จะรู้จักเราหรือความจริง ความเชื่อของพวกเจ้าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนอะไรเลยนอกจากความเชื่อที่คลุมเครือและเป็นนามธรรมหรือความรู้ที่ยืนกรานในหลักคำสอนทางศาสนาอย่างสูงและพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ ทุก ๆ วันเราเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของพวกเจ้า ตรวจสอบเจตนาต่าง ๆ ของพวกเจ้าและผลเลวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และเราไม่เคยพบบุคคลสักคนเดียวที่วางหัวใจและจิตวิญญาณของพวกเขาบนแท่นบูชาที่ไม่เคยถูกขยับเขยื้อนของเราอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่เต็มใจที่จะเสียเวลาไปกับการพรั่งพรูถ้อยคำของเราทั้งหมดที่เราต้องการแสดงออกแก่มนุษยชาติที่เป็นเช่นนี้ แผนการต่าง ๆ ในหัวใจของเรานั้นก็เป็นเพียงเพื่องานที่ยังไม่แล้วเสร็จของเราและเพื่อพวกที่อยู่ท่ามกลางมนุษยชาติซึ่งเรายังไม่ได้ช่วยให้รอด กระนั้นก็ตาม เราต้องการให้ทุกคนที่ติดตามเราได้รับความรอดของเราและความจริงทั้งหลายที่ถ้อยคำของเราประทานแก่มนุษย์ เราหวังว่าวันหนึ่งเมื่อเจ้าหลับสองตาของเจ้าลง เจ้าจะเห็นอาณาจักรที่สุคนธรสเติมเต็มในอากาศและลำธารแห่งชีวิตไหลผ่าน—ไม่ใช่พิภพอันเปล่าเปลี่ยวหนาวเย็นที่ซึ่งก้อนเมฆมืดครึ้มเปรอะเปื้อนท้องฟ้าและสรรพเสียงแห่งการโหยหวนไม่เคยหยุดลง

แต่ละวัน ความประพฤติและความคิดต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลเป็นที่ประจักษ์ต่อพระเนตรขององค์ผู้เป็นหนึ่งเดียว และในเวลาเดียวกัน อยู่ในการตระเตรียมเพื่อพวกเขาเองในวันพรุ่งนี้ นี่คือเส้นทางที่ทุกคนที่มีชีวิตอยู่จะต้องก้าวเดิน นี่คือเส้นทางที่เราได้กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อทุกคน และไม่มีใครสามารถหลบหนีมันหรือได้รับการยกเว้น ถ้อยคำที่เราได้พูดไปนั้นมากมายเกินคณานับ และยิ่งไปกว่านั้น งานที่เราได้ทำก็ไม่มีมาตรวัด ทุกวัน เราเฝ้าดูขณะที่แต่ละคนปฏิบัติทุกสิ่งที่พวกเขาจะต้องทำไปตามธรรมชาติโดยสอดคล้องกับธรรมชาติซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขาและบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติของพวกเขา โดยที่ไม่รู้ตัว หลายคนได้ตัดสินใจแน่วแน่ใน “ร่องครรลองที่ถูกต้อง” ซึ่งเราได้ปูไว้เพื่อให้เข้าใจผู้คนต่างประเภทกันได้ง่ายขึ้น เราได้วางผู้คนต่างประเภทกันเหล่านี้ไว้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันนานแล้ว และในแต่ละสถานที่เฉพาะของพวกเขา แต่ละคนได้แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะซึ่งมีมาแต่กำเนิดของพวกเขา ไม่มีใครที่จะผูกมัดพวกเขา ไม่มีใครที่จะล่อใจพวกเขา พวกเขาเป็นอิสระโดยครบถ้วนบริบูรณ์และสิ่งที่พวกเขาแสดงออกนั้นมาตามธรรมชาติ สิ่งเดียวที่ควบคุมพวกเขาไว้คือ: ถ้อยคำของเรา ด้วยเหตุนี้บางคนจึงจำต้องฝืนอ่านถ้อยคำของเราอย่างเสียไม่ได้ ไม่เคยนำถ้อยคำของเราไปฝึกฝนปฏิบัติ ทำเช่นนั้นเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความตายเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ ในขณะเดียวกัน กลับพบว่าเป็นการยากที่จะอดทนให้ผ่านพ้นเวลาหลายวันไปโดยที่ไม่มีถ้อยคำของเราคอยนำและจัดหาให้พวกเขา และดังนั้นพวกเขาจึงยึดมั่นในถ้อยคำของเราอย่างเป็นธรรมชาติตลอดเวลา เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาค้นพบความลับของชีวิตมนุษย์ ปลายทางของมนุษยชาติ และค่าของการเป็นมนุษย์ มนุษยชาติก็เป็นแค่อย่างนี้เองต่อหน้าถ้อยคำของเรา และเราก็แค่ยอมให้เรื่องราวต่าง ๆ ดำเนินไปตามปกติ เราไม่ทำงานใด ๆ ที่บังคับให้ผู้คนทำถ้อยคำของเราให้เป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของพวกเขา ดังนั้นพวกที่ไม่เคยมีจิตสำนึก และพวกที่การดำรงอยู่ของเขาไม่เคยมีคุณค่าใด ๆ จึงกล้าละทิ้งถ้อยคำของเราและทำตามที่พวกเขาปรารถนาหลังจากที่เฝ้าสังเกตอย่างเงียบ ๆ ว่าสิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างไร พวกเขาเริ่มที่จะเบื่อหน่ายต่อความจริงและทุกสิ่งทุกอย่างที่มาจากเรา ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเบื่อหน่ายต่อการอยู่ในบ้านของเรา เพื่อปลายทางของพวกเขา และเพื่อหลบหนีการลงโทษ ผู้คนเหล่านี้จึงอาศัยอยู่ภายในบ้านของเราชั่วเวลาหนึ่ง ต่อให้พวกเขาจะกำลังให้การปรนนิบัติอยู่ก็ตาม อย่างไรก็ดี เจตนาต่าง ๆ และการกระทำต่าง ๆ ของพวกเขาไม่เคยเปลี่ยน นี่ยิ่งเพิ่มความอยากได้ในพระพรของพวกเขา และเพิ่มความอยากของพวกเขาที่จะเข้าสู่อาณาจักรครั้งเดียวและคงอยู่ตลอดกาลหลังจากนั้นเป็นต้นไป—ถึงขั้นอยากที่จะเข้าสู่สวรรค์อันเป็นนิรันดร์ ยิ่งพวกเขาโหยหาวันของเราให้มาถึงเร็วขึ้นเพียงใด พวกเขายิ่งรู้สึกว่าความจริงได้กลายเป็นอุปสรรคมากขึ้นเท่านั้น สิ่งสะดุดในทางของพวกเขา พวกเขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะก้าวเท้าเข้าไปในอาณาจักรเพื่อเปรมปรีดิ์ไปกับพระพรของอาณาจักรสวรรค์ตลอดกาล—ทั้งหมดนี้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสาะหาความจริงหรือยอมรับการพิพากษาและการตีสอนและ เหนือสิ่งอื่นใด โดยที่ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานภายในบ้านของเราและทำตามที่เราบัญชา ผู้คนเหล่านี้เข้าบ้านของเราไม่ใช่เพื่อตอบสนองความต้องการอยากได้ของพวกเขาที่จะแสวงหาความจริง และไม่ใช่เพื่อร่วมมือกับการบริหารจัดการของเรา จุดมุ่งหมายของพวกเขาก็คือแค่ได้อยู่ท่ามกลางพวกที่ไม่ได้ถูกทำลายในยุคที่กำลังจะมาถึง ดังนั้นหัวใจของพวกเขาจึงไม่เคยรู้ว่าความจริงคืออะไร หรือจะยอมรับความจริงได้อย่างไร นี่คือสาเหตุที่ทำไมผู้คนเช่นนี้ไม่เคยนำความจริงไปฝึกฝนปฏิบัติหรือตระหนักถึงความล้ำลึกของความเสื่อมทรามของพวกเขา และกระนั้นกลับได้อาศัยอยู่ในบ้านของเราในฐานะ “ผู้รับใช้ทั้งหลาย” มาตลอด พวกเขารอคอยการมาถึงของวันของเรา “อย่างอดทน” และไม่เหน็ดเหนื่อยขณะที่พวกเขาถูกจับโยนไปมาโดยลักษณะงานของเรา แต่ไม่ว่าความพยายามของพวกเขาจะมากมายใหญ่หลวงเพียงใดหรือพวกเขายอมจ่ายที่ราคาเท่าใด ไม่มีใครเคยเห็นพวกเขาทนทุกข์เพื่อความจริงหรือให้อะไรเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเราเลย ในหัวใจของพวกเขา พวกเขากำลังกระวนกระวายใคร่เห็นวันที่เรายุติยุคเก่า และยิ่งไปกว่านั้น ไม่อาจรอที่จะค้นพบว่าฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจของเรานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด สิ่งที่พวกเขาไม่เคยเร่งรีบที่จะทำคือการเปลี่ยนตัวเองและเสาะหาความจริง พวกเขารักในสิ่งที่เราเหนื่อยหน่าย และเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เรารัก พวกเขาถวิลหาในสิ่งที่เราเกลียด เกรงกลัวเพียงการสูญเสียสิ่งที่เราเกลียดชัง พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในพิภพอันเลวร้ายนี้ ไม่เคยรังเกียจมัน และซ้ำยังหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ ว่าเราจะทำลายมัน ท่ามกลางเจตนารมณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาที่มีความขัดแย้งกัน พวกเขาก็รักพิภพนี้ที่เราเกลียดชัง แต่ยังโหยหาเราให้ทำลายมันอย่างรีบเร่งที่สุดเช่นกัน เพื่อว่าพวกเขาอาจได้รับการละเว้นจากความทนทุกข์ทรมานจากการทำลายล้างและถูกเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นบรรดาเจ้าเหนือหัวของยุคใหม่ ก่อนที่พวกเขาจะมีอันไถลออกไปจากหนทางที่แท้จริง นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่รักความจริงและเหนื่อยหน่ายต่อทุกสิ่งที่มาจากเรา พวกเขาอาจกลายเป็น “ผู้คนที่เชื่อฟัง” เป็นเวลาสั้น ๆ เพื่อไม่ให้สูญเสียพระพรไป แต่ ความวิตกกังวลของพวกเขาที่จะได้รับพระพร และความเกรงกลัวความพินาศและการเข้าสู่บึงไฟที่กำลังลุกไหม้ ไม่มีวันถูกปกปิดได้มิด ขณะที่วันของเราใกล้เข้ามา ความอยากของพวกเขาก็แรงกล้าขึ้นอย่างคงเส้นคงวา และยิ่งภัยพิบัติใหญ่หลวงมากขึ้นเท่าใด มันจะยิ่งทำให้พวกเขาหมดทางช่วยมากขึ้นเท่านั้น ไม่รู้ว่าเริ่มต้นตรงไหนเพื่อที่จะทำให้เราเปรมปรีดิ์และเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียพระพรที่พวกเขาโหยหามานาน ผู้คนเช่นนี้กระหายที่จะลงมือปรนนิบัติในฐานะกองหน้าทันทีที่มือของเราเริ่มงานของมัน พวกเขาคิดเพียงการกรูประดังกันไปยังแนวหน้าของกองทหาร หวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ ว่าเราจะไม่เห็นพวกเขา พวกเขาทำและพูดสิ่งซึ่งพวกเขาคิดว่าถูกต้อง ไม่เคยรู้ว่าความประพฤติและการกระทำต่าง ๆ ของพวกเขาไม่เคยสัมพันธ์กับความจริงเลย และไม่เคยรู้ว่าความประพฤติของพวกเขามีแต่จะขัดขวางและแทรกแซงแผนการของเรา พวกเขาอาจได้ใช้ความพยายามอย่างใหญ่หลวงแล้ว และพวกเขาอาจมีความมีความเต็มใจและเจตนาอันแท้จริงที่จะทนฝ่าความยากลำบาก แต่ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาทำเกี่ยวข้องกับเราเลย เพราะเราไม่เคยเห็นว่าความประพฤติของพวกเขามาจากเจตนาที่ดี ยิ่งน้อยไปกว่านั้นคือการที่เราได้เห็นพวกเขาวางอะไรบนแท่นบูชาของเรา เช่นนั้นคือความประพฤติซึ่งพวกเขาได้ทำแล้วต่อหน้าเราในช่วงหลายปีมานี้

แรกเริ่มเดิมที เราได้ปรารถนาที่จะจัดหาความจริงให้แก่พวกเจ้ามากขึ้น แต่เราจำเป็นต้องยับยั้งตัวเองจากเรื่องนี้เพราะท่าทีของพวกเจ้าที่มีต่อความจริงนั้นช่างเย็นชาและไม่แยแสมากเกินไป เราไม่ปรารถนาให้ความพยายามของเราต้องสูญเปล่า และเราไม่ปรารถนาที่จะได้เห็นผู้คนซึ่งยึดถือถ้อยคำของเราแต่ทว่ากลับทำในสิ่งซึ่งต่อต้านเรา ใส่ร้ายเรา และดูหมิ่นเราในทุกด้าน เพราะท่าทีของพวกเจ้าและสภาวะความเป็นมนุษย์ของพวกเจ้า เราจึงแค่จัดหาส่วนที่เล็กและสำคัญมากส่วนหนึ่งของถ้อยคำของเรา ให้แก่พวกเจ้า เพื่อพวกเจ้า ซึ่งถือเป็นงานด้านการทดสอบของเราท่ามกลางมนุษยชาติ เพียงบัดนี้เท่านั้นที่เราได้ยืนยันว่าการตัดสินใจต่าง ๆ และแผนการที่เราได้ทำนั้นเข้ากันได้กับความต้องการที่จำเป็นต่าง ๆ ของพวกเจ้าและ ยิ่งไปกว่านั้น ยันยันว่าท่าทีของเราต่อมนุษยชาติเป็นท่าทีที่ถูกต้อง ความประพฤติของพวกเจ้าต่อหน้าเราในเวลาหลายปีนี้ได้ให้คำตอบที่ไม่เคยมีมาก่อนแก่เรา และคำถามสำหรับคำตอบนี้ก็คือ: “อะไรคือท่าทีของมนุษย์ต่อหน้าความจริงและพระเจ้าที่แท้จริง” ความพยายามทั้งหลายที่เราได้อุทิศให้แก่มนุษย์พิสูจน์เนื้อแท้ของความรักของเราสำหรับมนุษย์ และทุก ๆ การกระทำของมนุษย์ต่อหน้าเราก็พิสูจน์ธาตุแท้ของเขาในการเกลียดชังที่มีต่อความจริงและการโต้แย้งที่มีต่อเรา ตลอดเวลานั้น เราเป็นห่วงทุกคนที่ติดตามเรา กระนั้นก็ตามไม่มียามใดเลยที่บรรดาผู้ซึ่งติดตามเราสามารถรับถ้อยคำของเราได้ พวกเขาไม่สามารถแม้กระทั่งยอมรับคำแนะนำต่าง ๆ ของเรา นี่คือสิ่งที่ทำให้เราเศร้าใจมากที่สุด ไม่มีใครเคยสามารถเข้าใจเราได้และ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เคยมีใครสามารถยอมรับเราได้ แม้ว่าท่าทีของเรานั้นจริงใจ และถ้อยคำของเรานั้นอ่อนโยนก็ตาม ทุก ๆ คนพยายามทำงานที่เราได้มอบความไว้วางใจให้พวกเขาตามแนวความคิดของพวกเขาเอง พวกเขาไม่แสวงหาเจตนาต่าง ๆ ของเรา ไม่ต้องไปพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะถามว่าเราจำเป็นต้องได้อะไรจากพวกเขา พวกเขายังคงอ้างว่ารับใช้เราอย่างรักภักดี ทุกอย่างนี้ในขณะที่พวกเขาเป็นกบฏต่อเรา หลายคนเชื่อว่าความจริงทั้งหลายที่พวกเขายอมรับไม่ได้หรือที่พวกเขาไม่สามารถฝึกฝนปฏิบัติได้นั้นไม่ใช่ความจริง ในผู้คนเช่นนี้ ความจริงของเรากลายเป็นอะไรบางอย่างซึ่งถูกปฏิเสธและถูกทิ้งขว้าง ในเวลาเดียวกัน ผู้คนจดจำเราในฐานะพระเจ้าแบบรวบรัด ทั้งยังเชื่ออีกด้วยว่าเราเป็นคนนอกผู้ซึ่งไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่หนทาง หรือชีวิต ไม่มีใครรู้ความจริงนี้: ถ้อยคำของเราคือความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล เราคือการจัดหาของชีวิตสำหรับมนุษย์และเป็นผู้นำทางเพียงคนเดียวเท่านั้นสำหรับมนุษยชาติ ความคู่ควรและความหมายของถ้อยคำของเราไม่ได้กำหนดตัดสินจากการที่ว่า ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นที่จดจำหรือยอมรับโดยมนุษยชาติหรือไม่ แต่พิจารณาจากแก่นสารของถ้อยคำเหล่านั้นเอง ต่อให้ไม่มีบุคคลสักคนเดียวบนโลกนี้ที่สามารถได้รับถ้อยคำของเราได้ คุณค่าของถ้อยคำของเราและประโยชน์ของถ้อยคำเหล่านั้นต่อมนุษยชาติก็ไม่อาจประเมินค่าได้ไม่ว่ากับมนุษย์คนใด ดังนั้น เมื่อเผชิญกับผู้คนจำนวนมากที่เป็นกบฏต่อ ปฏิเสธ หรือเหยียดหยามถ้อยคำของเราอย่างถึงที่สุด จุดยืนของเราเป็นเพียงเช่นนี้เท่านั้น: ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายเป็นพยานของเราและแสดงให้เห็นว่าถ้อยคำของเราเป็นความจริง เป็นหนทาง และเป็นชีวิต ปล่อยให้เวลาและข้อเท็จจริงทั้งหลายแสดงให้เห็นว่าทั้งหมดที่เราได้พูดนั้นถูกต้อง แสดงให้เห็นว่ามันคือสิ่งซึ่งมนุษย์ควรได้รับการจัดให้มี และ ยิ่งไปกว่านั้นคือ สิ่งซึ่งมนุษย์ควรยอมรับ เราจะยอมให้ทุกคนที่ติดตามเรารู้ข้อเท็จจริงนี้: พวกที่ไม่สามารถยอมรับถ้อยคำของเราได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ พวกที่ไม่สามารถนำถ้อยคำของเราไปฝึกฝนปฏิบัติได้ พวกที่ไม่สามารถค้นหาเป้าประสงค์ในถ้อยคำของเราได้ และพวกที่ไม่สามารถได้รับความรอดเพราะถ้อยคำของเรา คือพวกที่ได้ถูกกล่าวโทษโดยถ้อยคำของเราและ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้สูญเสียความรอดของเรา และไม้เรียวของเราจะไม่มีวันห่างจากพวกเขาเลย

16 เมษายน ค.ศ. 2003

ก่อนหน้า: พวกเจ้าควรจะพิจารณาความประพฤติทั้งหลายของเจ้า

ถัดไป: พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมนุษยชาติทั้งมวล

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

การรู้จักพระเจ้าคือเส้นทางสู่การยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว

เจ้าทุกคนควรตรวจสอบใหม่ว่า ตลอดชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าได้เชื่อในพระเจ้าอย่างไร เพื่อที่เจ้าอาจได้เห็นว่า ในขณะที่กำลังทำการติดตามพระเจ้า...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้