未分类

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

การเป็นมนุษย์ที่แท้จริงหมายถึงอะไร

มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะจัดการมนุษย์มาตลอด ยิ่งไปกว่านั้น การพิชิตชัยมนุษย์คือสิ่งที่เราได้บัญญัติไว้เมื่อเราได้สร้างโลก ผู้คนอาจไม่รู้ว่าเราจะพิชิตมนุษย์อย่างครบบริบูรณ์ในยุคสุดท้าย หรือไม่รู้ว่าการพิชิตชัยบรรดาผู้ที่เป็นกบฏท่ามกลางมนุษยชาตินั้นเป็นหลักฐานของการเอาชนะซาตานของเรา แต่เมื่อศัตรูของเราได้เข้าร่วมรบกับเรา เราก็ได้บอกมันแล้วว่าเราจะพิชิตพวกที่ซาตานได้จับเป็นเชลยและได้ทำให้เป็นลูกหลานของมัน ให้เป็นผู้รับใช้ที่รักภักดีซึ่งได้เฝ้าบ้านของมัน ความหมายดั้งเดิมของการพิชิตคือการเอาชนะ การทำให้ได้รับความอัปยศอดสู ในภาษาของคนอิสราเอล มันหมายถึงการเอาชนะ การทำลาย และการทำให้ไร้ความสามารถที่จะต่อต้านเราต่อไปอย่างที่สุด แต่ในวันนี้ เมื่อถูกนำมาใช้ท่ามกลางเจ้า ความหมายของมันคือการพิชิต พวกเจ้าควรรู้ว่าเจตนาของเราตลอดมานั้นคือการทำลายและทำให้มารร้ายแห่งมนุษยชาติพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง เพื่อที่มันไม่สามารถเป็นกบฏต่อเราได้อีกต่อไป และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีลมหายใจที่จะขัดจังหวะหรือรบกวนงานของเรา ด้วยเหตุนี้ ในแง่ของมนุษย์ ถ้อยคำนี้จึงได้มามีความหมายว่าการพิชิตชัย ไม่ว่าความหมายโดยนัยต่าง ๆ ของคำศัพท์คำนี้จะเป็นอย่างไร งานของเราก็คือการเอาชนะมนุษยชาติ เพราะในขณะที่มันเป็นจริงที่มนุษยชาตินั้นเป็นสิ่งเพิ่มเติมต่อการจัดการของเรา หากจะพูดให้แม่นยำยิ่งขึ้นก็คือ มนุษยชาติไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากศัตรูของเรา มนุษยชาติคือมารร้ายซึ่งคัดค้านและไม่เชื่อฟังเรา มนุษยชาติไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากลูกหลานของมารร้ายที่ถูกเราสาปแช่ง มนุษยชาติไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากพงศ์พันธุ์ของหัวหน้าทูตสวรรค์ซึ่งได้ทรยศเรา มนุษยชาติไม่ใช่อะไรอื่นเลยนอกจากมรดกตกทอดของมารผู้ที่ถูกเราผลักไสนานมาแล้ว ได้เป็นศัตรูที่ไม่สามารถปรองดองกันได้ของเรานับแต่นั้นมา เพราะท้องฟ้าเหนือมนุษยชาติทั้งมวลนั้นขุ่นมัวและมืด ปราศจากร่องรอยของความชัดเจนแม้แต่เพียงเล็กน้อย และโลกมนุษย์ก็ถลำเข้าสู่ความมืดมิด จนผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์นั้นไม่สามารถเห็นแม้กระทั่งมือของเขาที่ยืดจนสุดต่อหน้าของเขาหรือดวงอาทิตย์เมื่อเขาผงกหัวขึ้น ถนนใต้ฝ่าเท้าของเขา ซึ่งเต็มไปด้วยโคลนและมีหลุมอยู่ทุกที่ คดเคี้ยวไปมา ทั้งแผ่นดินเกลื่อนไปด้วยซากศพ มุมมืดทั้งหลายเต็มไปด้วยซากคนตาย และในมุมที่เยือกเย็นและอยู่ใต้เงาทั้งหลาย ปีศาจหลายฝูงได้เข้าไปอยู่อาศัยแล้ว และทุกแห่งในโลกของพวกมนุษย์บรรดาปีศาจมาแล้วก็ไปเป็นโขยง ลูกหลานของเหล่าสัตว์เดียรัจฉานทุกรูปแบบ ซึ่งปกคลุมไปด้วยความโสโครก ติดพันอยู่ในการรบที่ดุเดือด ซึ่งเสียงของมันนั้นก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อหัวใจ ในช่วงเวลาเช่นนั้น ในโลกเช่นนั้น “สวรรค์ของโลกมนุษย์” เช่นนั้น เราไปที่ไหนเพื่อแสวงหาความสุขทั้งหลายของชีวิต เราสามารถไปที่ไหนได้เพื่อค้นหาบั้นปลายของชีวิตของเขา มนุษยชาติ ซึ่งนานมาแล้วได้ถูกเหยียบย่ำภายใต้ฝ่าเท้าของซาตาน ตั้งแต่แรกได้เป็นผู้แสดงที่สวมใส่ภาพลักษณ์ของซาตาน—ยิ่งไปกว่านั้น มนุษยชาติคือร่างจำแลงของซาตาน และทำหน้าที่เป็นหลักฐานซึ่งเป็นพยานให้แก่ซาตานอย่างกึกก้องและชัดเจน เผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นนั้น กลุ่มคนชั้นต่ำเสื่อมโทรมเช่นนั้น เชื้อสายเช่นนั้นของตระกูลมนุษย์ที่เสื่อมทรามนี้ สามารถเป็นพยานต่อพระเจ้าได้อย่างไร ? พระสิริของเรามาจากที่ใดเล่า ? ผู้คนสามารถเริ่มพูดถึงคำพยานของเราได้ที่ใดเล่า ? เพราะศัตรูซึ่งต่อต้านเราหลังจากได้ทำให้มนุษยชาติเสื่อมทรามแล้ว ได้ครอบครองมนุษยชาติแล้ว—มนุษยชาติซึ่งเราได้สร้างขึ้นนานมาแล้วและซึ่งถูกเติมด้วยพระสิริของเราและการใช้ชีวิตของเรา—และได้ทำให้พวกเขาแปดเปื้อน มันได้ฉกฉวยพระสิริของเราไป และทั้งหมดที่มันได้รดใส่มนุษย์ก็คือพิษที่เจือปนอย่างมากมายด้วยความน่าเกลียดของซาตาน และน้ำผลไม้จากผลของต้นไม้แห่งการรู้ถึงความดีและความชั่ว ในปฐมกาล เราได้สร้างมนุษยชาติ นั่นคือ เราได้สร้างบรรพบุรุษของมนุษยชาติ กล่าวคือ อาดัม เขาได้รับมอบทั้งรูปทรงและภาพลักษณ์ ปริ่มด้วยความกร้าวแกร่ง ปริ่มด้วยความมีชีวิตชีวา และยิ่งไปกว่านั้น ได้อยู่ด้วยกันกับพระสิริของเรา นั่นเป็นวันอันรุ่งโรจน์เมื่อเราได้สร้างมนุษย์ หลังจากนั้น เอวาก็ได้ถูกสร้างขึ้นจากร่างกายของอาดัม และเธอก็เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์เช่นกัน และดังนั้นผู้คนที่เราได้สร้างขึ้นจึงถูกเติมด้วยลมหายใจของเราและปริ่มด้วยพระสิริของเรา แต่เดิมนั้น อาดัมถือกำเนิดมาจากมือของเราและเป็นตัวแทนของภาพลักษณ์ของเรา ด้วยเหตุนี้ ความหมายดั้งเดิมของ “อาดัม” ก็คือสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่งที่เราสร้าง ชุ่มฉ่ำไปด้วยพลังชีวิตของเรา ชุ่มฉ่ำไปด้วยพระสิริของเรา มีรูปทรงและภาพลักษณ์ มีวิญญาณและลมหายใจ เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นเพียงสิ่งเดียว ซึ่งมีจิตวิญญาณ ที่มีความสามารถในการเป็นตัวแทนเรา ในการแบกรับภาพลักษณ์ของเรา และได้รับลมหายใจของเรา ในปฐมกาล เอวาเป็นมนุษย์คนที่สองที่ได้รับมอบลมหายใจผู้ซึ่งเราได้บัญญัติการสร้างไว้ ดังนั้นความหมายดั้งเดิมของ “เอวา” ก็คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นผู้ที่จะดำเนินพระสิริของเราต่อไป ถูกเติมด้วยความมีชีวิตชีวาของเราและยิ่งไปกว่านั้นคือได้รับมอบพระสิริของเรา เอวามาจากอาดัม ดังนั้นเธอจึงมีภาพลักษณ์ของเราด้วยเช่นกัน เพราะเธอเป็นมนุษย์คนที่สองที่ถูกสร้างขึ้นในภาพลักษณ์ของเรา ความหมายดั้งเดิมของ “เอวา” ก็คือมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ มีจิตวิญญาณ เนื้อหนัง และกระดูก คำพยานที่สองของเรา รวมทั้งภาพลักษณ์ที่สองของเราท่ามกลางมนุษยชาติ พวกเขาคือบรรพบุรุษของมนุษยชาติ เป็นสมบัติอันบริสุทธิ์และล้ำค่าของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตที่ได้รับมอบจิตวิญญาณตั้งแต่แรก อย่างไรก็ดี มารร้ายได้เหยียบย่ำและได้จับลูกหลานของบรรพบุรุษของมนุษยชาติเป็นเชลย ผลักโลกมนุษย์จมดิ่งสู่ความมืดมิด และทำให้มันเป็นไปเพื่อที่ว่าลูกหลานจะไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของเราอีกต่อไป ที่น่าสะอิดสะเอียนมากยิ่งกว่าก็คือว่า แม้ในขณะที่มารร้ายทำให้ผู้คนเสื่อมทรามและเหยียบย่ำพวกเขา มันกำลังกระชากพระสิริของเรา คำพยานของเรา ความมีชีวิตชีวาที่เราได้ประทานให้พวกเขา ลมหายใจและชีวิตที่เราได้เป่าเข้าไปในพวกเขา พระสิริทั้งหมดของเราในโลกมนุษย์ และโลหิตของหัวใจทั้งหมดที่เราได้ใช้กับมนุษยชาติอย่างโหดร้าย มนุษยชาติไม่ได้อยู่ในแสงสว่างอีกต่อไป ผู้คนได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้ประทานให้พวกเขา และพวกเขาได้ละทิ้งพระสิริที่เราได้ให้ไว้ พวกเขาสามารถยอมรับว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าของบรรดาสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างทั้งมวลได้อย่างไร ? พวกเขาสามารถเชื่อต่อไปในการดำรงอยู่ของเราในสวรรค์ได้อย่างไร? พวกเขาสามารถค้นพบการสำแดงต่าง ๆ ของพระสิริของเราบนแผ่นดินโลกได้อย่างไร ? บรรดาหลานชายและหลานสาวเหล่านี้สามารถรับพระเจ้าซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาเองได้เคารพยำเกรงในฐานะองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงสร้างพวกเขาได้อย่างไร ? บรรดาหลานชายและหลานสาวที่น่าเวทนาเหล่านี้ได้ “มอบ” พระสิริ ภาพลักษณ์ และคำพยานซึ่งเราได้ประทานแก่อาดัมและเอวา รวมทั้งชีวิตซึ่งเราได้ประทานแก่มนุษยชาติและซึ่งพวกเขาพึ่งพาเพื่อที่จะดำรงอยู่ ให้กับมารร้ายอย่างมีน้ำใจ และพวกเขาไม่ใส่ใจในการปรากฏของมารร้ายอย่างที่สุด และมอบพระสิริของเราทั้งหมดให้กับมัน นี่ไม่ใช่แหล่งที่มาที่แท้จริงของชื่อ “คนชั้นต่ำ” หรอกหรือ ? มนุษยชาติเช่นนั้น บรรดาปีศาจชั่วร้ายเช่นนั้น บรรดาซากศพเดินได้เช่นนั้น บรรดาร่างจำแลงของซาตานเช่นนั้น เหล่าศัตรูเช่นนั้นของเราจะสามารถครอบครองพระสิริของเราได้อย่างไร ? เราจะกลับเข้าครอบครองพระสิริของเรา กลับเข้าครอบครองคำพยานของเราซึ่งมีอยู่ท่ามกลางพวกมนุษย์ และทุกอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเราและซึ่งเราได้มอบให้มนุษยชาตินานมาแล้ว—เราจะพิชิตมนุษยชาติอย่างครบบริบูรณ์ อย่างไรก็ดี เจ้าควรรู้ว่าพวกมนุษย์ที่เราได้สร้างนั้นเป็นพวกคนบริสุทธิ์ซึ่งได้รับภาพลักษณ์ของเราและพระสิริของเรา พวกเขาไม่ได้เป็นของซาตาน และพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การเหยียบย่ำของมัน แต่เป็นเพียงการสำแดงอย่างหนึ่งของเรา ซึ่งปราศจากร่องรอยของพิษของซาตานแม้แต่เพียงเล็กน้อย และดังนั้น เราแจ้งต่อมนุษยชาติว่าเราต้องการเพียงสิ่งซึ่งถูกสร้างด้วยมือของเรา บรรดาคนบริสุทธิ์ที่เรารักและซึ่งไม่ได้เป็นของแก่นแท้อื่นใด ยิ่งไปกว่านั้น เราจะมีความพอใจในตัวพวกเขาและพิจารณาพวกเขาว่าเป็นพระสิริของเรา อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่มนุษยชาติซึ่งได้ถูกซาตานทำให้เสื่อมทรามแล้ว ซึ่งเป็นของซาตานในวันนี้ และซึ่งไม่ใช่สรรพสิ่งทรงสร้างดั้งเดิมของเราอีกต่อไป เพราะเราเจตนาที่จะกลับเข้าครอบครองพระสิริของเราซึ่งมีอยู่ในโลกมนุษย์ เราจะพิชิตบรรดาผู้รอดชีวิตท่ามกลางมนุษยชาติอย่างครบบริบูรณ์ เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ถึงพระสิริของเราในการเอาชนะซาตาน เราถือว่าคำพยานของเราเท่านั้นเป็นการตกผลึกของตัวเราเอง เป็นวัตถุแห่งความชื่นชมยินดีของเรา นี่คือความประสงค์ของเรา

ต้องใช้เวลาหลายหมื่นปีของประวัติศาสตร์เพื่อให้มนุษยชาติไปถึงที่ที่ดำรงอยู่ในวันนี้ กระนั้นมนุษยชาติที่เราได้สร้างขึ้นในปฐมกาลก็ได้จมดิ่งสู่ความเสื่อมโทรมมานานตั้งแต่นั้น สภาวะความเป็นมนุษย์ไม่ใช่สภาวะความเป็นมนุษย์ที่เราอยากได้อีกต่อไป และด้วยเหตุนี้ ในสายตาของเรา ผู้คนไม่คู่ควรกับชื่อของมนุษยชาติอีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับเป็นคนชั้นต่ำของมนุษยชาติซึ่งซาตานได้จับเป็นเชลย เป็นซากศพเดินได้ที่เน่าเปื่อยซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของซาตาน และเป็นสิ่งที่ซาตานสวมใส่ให้กับตัวมัน ผู้คนไม่มีความไว้วางใจในการดำรงอยู่ของเราอีกต่อไป และพวกเขาไม่ต้อนรับการมาของเรา มนุษยชาติเพียงแค่ตอบสนองต่อคำขอต่าง ๆ ของเราอย่างไม่เต็มใจ ยอมตามคำขอเหล่านั้นอย่างเป็นการชั่วคราว และไม่แบ่งปันความชื่นบานและความโศกเศร้าต่าง ๆ ของชีวิตกับเราอย่างจริงใจ เนื่องจากผู้คนเห็นว่าเรานั้นไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ พวกเขาจึงมอบรอยยิ้มที่ไม่เต็มใจให้เรา ท่าทีของพวกเขาเป็นแบบที่พยายามเริ่มมีสัมพันธภาพกับผู้ที่มีอำนาจ เพราะผู้คนไม่มีความรู้เรื่องงานของเรา และยิ่งไม่ต้องพูดถึงความประสงค์ของเรา ณ ปัจจุบัน เราจะซื่อตรงกับพวกเจ้า : เมื่อวันนั้นมาถึง ความทุกข์ของใครก็ตามที่นมัสการเราจะแบกรับง่ายกว่าของพวกเจ้า อันที่จริงแล้ว ระดับของความเชื่อในเราของเจ้าไม่เกินระดับของความเชื่อของโยบ—แม้แต่ความเชื่อของพวกฟาริสีชาวยิวยังแซงหน้าความเชื่อของพวกเจ้า—และดังนั้น หากวันแห่งไฟลงมา ความทุกข์ของพวกเจ้าจะรุนแรงกว่าความทุกข์ของพวกฟาริสีเมื่อถูกพระเยซูทรงตำหนิ รุนแรงกว่าความทุกข์ของผู้นำ 250 คนที่ได้คัดค้านโมเสส และรุนแรงกว่าความทุกข์ของโสโดมภายใต้เปลวไฟที่แผดเผาของการทำลายล้างของมัน เมื่อโมเสสทุบก้อนหิน และน้ำที่พระยาห์เวห์ทรงประทานได้ผุดออกมา มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อดาวิดได้เล่นพิณตั้งเพื่อสรรเสริญเรา พระยาห์เวห์—ด้วยหัวใจที่ถูกเติมด้วยความชื่นบานของเขา—มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อโยบสูญเสียปศุสัตว์ของเขาซึ่งเติมภูเขาทั้งหลายและความมั่งคั่งมากมายเกินบรรยาย และร่างกายของเขาได้กลายเป็นถูกปกคลุมไปด้วยฝีที่เจ็บปวด มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อเขาสามารถได้ยินเสียงของเรา พระยาห์เวห์ และเห็นพระสิริของเรา พระยาห์เวห์ มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา การที่เปโตรสามารถติดตามพระเยซูคริสต์ได้ก็เป็นเพราะความเชื่อของเขา การที่เขาสามารถถูกตรึงกับกางเขนเพื่อเห็นแก่เราและมอบคำพยานอันรุ่งโรจน์ก็เป็นเพราะความเชื่อของเขาเช่นกัน เมื่อยอห์นได้เห็นภาพลักษณ์อันรุ่งโรจน์ของบุตรมนุษย์ มันเป็นเพราะความเชื่อของเขา เมื่อเขาได้เห็นนิมิตแห่งยุคสุดท้าย มันเป็นเพราะความเชื่อของเขามากขึ้นไปอีก สาเหตุที่ทำไมบรรดาประเทศต่างชาติมากมายดังที่เรียกขานกันนั้นได้รับวิวรณ์ของเรา และได้มารู้ว่าเราได้กลับมาในเนื้อหนังแล้วเพื่อทำงานของเราท่ามกลางมนุษย์ ก็เป็นเพราะความเชื่อของพวกเขาเช่นกัน ทุกคนที่ถูกทำร้ายโดยถ้อยคำเกรี้ยวกราดของเราและกระนั้นกลับได้รับการปลอบใจจากถ้อยคำเหล่านั้น และผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอด—พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพราะความเชื่อของพวกเขาหรอกหรือ ? พวกที่เชื่อในเราแต่ที่ยังไม่ได้ทนทุกข์กับความยากลำบาก พวกเขาไม่ได้ถูกปฏิเสธจากโลกด้วยเช่นกันหรอกหรือ ? พวกที่ใช้ชีวิตนอกถ้อยคำของเรา หลีกหนีความทุกข์แห่งการทดสอบ พวกเขาทั้งหมดไม่ใช่กำลังล่องลอยผ่านโลกหรอกหรือ ? พวกเขาเป็นเหมือนกับใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วงที่ปลิวสะบัดตรงนั้นตรงนี้ โดยไม่มีที่ให้หยุดพัก และยิ่งไม่ต้องพูดถึงถ้อยคำปลอบประโลมของเรา แม้ว่าการตีสอนและกระบวนการถลุงของเราจะไม่ติดตามพวกเขาไป พวกเขาไม่ใช่บรรดาขอทานที่เร่ร่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เตร็ดเตร่บนท้องถนนนอกอาณาจักรแห่งสวรรค์หรอกหรือ ? โลกคือที่หยุดพักของเจ้าจริง ๆ หรือ ? โดยการหลีกเลี่ยงการตีสอนของเรา เจ้าสามารถบรรลุรอยยิ้มบางที่สุด ซึ่งแสดงความสมดังใจหมาย จากโลกได้จริง ๆ หรือ ? เจ้าสามารถใช้ความชื่นชมยินดีชั่วขณะเดียวของเจ้าเพื่อปกปิดความว่างเปล่าในหัวใจของเจ้า ความว่างเปล่าซึ่งไม่สามารถปกปิดได้ ได้จริง ๆ หรือ ? เจ้าอาจสามารถหลอกทุกคนในครอบครัวของเจ้าได้ แต่เจ้าไม่มีวันสามารถหลอกเราได้ เพราะความเชื่อของเจ้านั้นมีน้อยเกินไป จนถึงทุกวันนี้ เจ้าจึงยังคงไร้พลังอำนาจที่จะค้นพบความยินดีใด ๆ ที่ชีวิตมีให้ เราเร่งเร้าเจ้า : การใช้ครึ่งชีวิตของเจ้าอย่างจริงใจเพื่อเห็นแก่เราดีกว่าการใช้ทั้งชีวิตของเจ้าในเรื่องธรรมดาสามัญและงานที่ทำให้ยุ่งและไม่มีประโยชน์สำหรับเนื้อหนัง ทนฝ่าต่อความทุกข์ทั้งมวลที่มนุษย์คนหนึ่งแทบจะไม่สามารถทนได้ การทะนุถนอมความล้ำค่าของตัวเจ้าเองมากมายยิ่งนักและหนีจากการตีสอนของเราเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใดเล่า ? การซ่อนตัวเจ้าเองจากการตีสอนชั่วขณะของเราเพียงเพื่อเก็บเกี่ยวความขวยเขินชั่วนิรันดร์ การตีสอนชั่วนิรันดร์ เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ใดเล่า ? โดยข้อเท็จจริงแล้ว เราไม่บิดงอผู้ใดต่อความประสงค์ของเรา หากใครบางคนเต็มใจที่จะนบนอบต่อแผนงานของเราทั้งหมดอย่างแท้จริง เราก็จะไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างแย่ ๆ แต่เราประสงค์ให้ผู้คนทั้งหมดเชื่อในเรา ดั่งเช่นที่โยบได้เชื่อในเรา พระยาห์เวห์ หากความเชื่อของพวกเจ้าเกินกว่าความเชื่อของโธมัส เช่นนั้นแล้วความเชื่อของพวกเจ้าก็จะบรรลุคำชมเชยจากเรา ในความจงรักภักดีของพวกเจ้านั้นเจ้าจะพบความสุขอันล้นพ้นของเรา และเจ้าจะพบพระสิริของเราในวันต่าง ๆ ของพวกเจ้าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ผู้คนที่เชื่อในโลกและเชื่อในมารได้ทำให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง ดั่งเช่นมวลชนแห่งเมืองโสโดม โดยมีเม็ดทรายที่ลมพัดพาในดวงตาของพวกเขาและเครื่องบูชาจากมารในปากของพวกเขา ผู้ซึ่งจิตใจที่ยุ่งเหยิงนานมาแล้วได้ถูกครอบครองโดยมารร้ายซึ่งได้ช่วงชิงแผ่นดินโลกไปแล้ว ความคิดต่าง ๆ ของพวกเขาเกือบจะตกเป็นเชลยของมารแห่งยุคโบราณทั้งหมดทั้งสิ้น และดังนั้น ความเชื่อของมนุษยชาติจึงได้ลอยไปกับสายลม และพวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะสังเกตเห็นงานของเรา ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถทำได้คือพยายามอย่างเสาะแสะที่จะปฏิบัติต่องานของเราอย่างพอเป็นพิธี หรือวิเคราะห์งานของเราอย่างลวก ๆ เพราะพวกเขาได้ถูกครอบครองโดยพิษของซาตานนานมาแล้ว

เราจะพิชิตมนุษยชาติเพราะผู้คนถูกเราสร้าง และยิ่งไปกว่านั้น ได้ชื่นชมวัตถุอันอุดมสมบูรณ์ทั้งหมดที่เป็นสรรพสิ่งทรงสร้างของเรา แต่ผู้คนยังได้ปฏิเสธเราเช่นกัน เราหายไปจากหัวใจของพวกเขา และพวกเขามองเราว่าเป็นภาระบนการดำรงอยู่ของพวกเขา จนถึงจุดที่ เมื่อได้เห็นเราอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขายังคงปฏิเสธเรา และเค้นสมองของพวกเขาในการคิดหาทางที่เป็นไปได้ทุกทางที่จะเอาชนะเรา ผู้คนไม่ยอมให้เราปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างจริงจังหรือทำการเรียกร้องที่เข้มงวดกับพวกเขา และพวกเขาไม่อนุญาตให้เราพิพากษาหรือตีสอนความไม่ชอบธรรมของพวกเขา แทนที่จะพบว่าเรื่องนี้น่าสนใจ พวกเขาพบว่ามันน่ารำคาญ และดังนั้นงานของเราก็คือการรับมนุษยชาติซึ่งกิน ดื่ม และสนุกสนานมากกับเรา แต่ไม่รู้จักเรา และเอาชนะพวกเขา เราจะปลดอาวุธมนุษยชาติ และจากนั้น เราจะกลับไปยังสถานที่พักอาศัยของเรา โดยนำเหล่าทูตสวรรค์ของเรา โดยนำพระสิริของเราไปด้วย เพราะการกระทำต่าง ๆ ของผู้คนได้ทำให้หัวใจเราแตกสลายและทำให้งานของเราแตกเป็นชิ้น ๆ มานานแล้ว เราจึงเจตนาที่จะกลับเข้าครอบครองพระสิริซึ่งมารร้ายได้ฉวยเอาไปก่อนที่เราจะเดินจากไปอย่างมีความสุข ยอมให้มนุษยชาติใช้ชีวิตของพวกเขาต่อไป “ดำเนินชีวิตและทำงานด้วยความสงบสุขและความพอใจ” ต่อไป “ดำเนินการเพาะปลูกบนไร่นาของพวกเขาเอง” ต่อไป และเราจะไม่แทรกแซงชีวิตของพวกเขาอีกต่อไป แต่บัดนี้เราตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะกลับเข้าครอบครองพระสิริจากมือของมารร้าย นำพระสิริทั้งหมดทั้งมวลซึ่งเราได้ก่อขึ้นในตัวมนุษย์ ณ เวลาที่สร้างโลกกลับคืนมา เราจะไม่มีวันประทานพระสิริของเราให้แก่เผ่าพันธุ์มนุษย์บนแผ่นดินโลกอีกเลย เพราะผู้คนไม่ได้เพียงแค่ล้มเหลวในการถนอมพระสิริของเราเท่านั้น แต่พวกเขายังได้แลกเปลี่ยนให้เป็นภาพลักษณ์ของซาตานอีกด้วย ผู้คนไม่เห็นคุณค่าของการมาของเรา และพวกเขาไม่ได้นิยมวันแห่งพระสิริของเรา พวกเขาไม่ยินดีที่จะได้รับการตีสอนของเรา พวกเขาเต็มใจที่จะคืนพระสิริของเรามาให้เราน้อยยิ่งกว่านั้นอีก และพวกเขาไม่เต็มใจที่จะละทิ้งพิษของมารร้าย มนุษยชาติยังคงหลอกลวงเราด้วยวิธีเดิม ๆ ต่อไป ผู้คนยังคงมีรอยยิ้มที่สดใสและใบหน้าอันมีความสุขด้วยวิธีเดิม ๆ พวกเขาไม่ไหวตัวรับรู้ถึงความลึกของความมืดมัวซึ่งจะเคลื่อนลงมาสู่มนุษยชาติหลังจากที่พระสิริของเราจากพวกเขาไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ไหวตัวรับรู้ว่าเมื่อวันของเรามาที่มนุษยชาติทั้งมวล มันจะยิ่งยากกับพวกเขามากกว่ากับผู้คนในยุคของโนอาห์ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าอิสราเอลได้กลายเป็นมืดมนเพียงใดเมื่อพระสิริได้จากไป เพราะมนุษย์ลืมเมื่อยามรุ่งอรุณว่าการผ่านค่ำคืนที่มืดสนิทไปให้ได้นั้นยากเย็นเพียงใด เมื่อดวงอาทิตย์กลับไปซ่อนตัวอีกครั้งและความมืดลงมาสู่มนุษย์ เขาจะโศกเศร้าและขบฟันของเขาในความมืดอีกครั้ง พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่ามันยากเพียงใดที่ชาวอิสราเอลได้ทนฝ่าวันแห่งความทุกข์เหล่านั้น เมื่อพระสิริของเราได้ไปจากประเทศอิสราเอล บัดนี้เป็นเวลาที่พวกเจ้าจะได้เห็นพระสิริของเรา และยังเป็นเวลาที่พวกเจ้าจะได้แบ่งปันวันแห่งพระสิริของเราอีกด้วย มนุษย์จะโศกเศร้าท่ามกลางความมืดเมื่อพระสิริของเราไปจากดินแดนที่โสมม บัดนี้เป็นวันแห่งพระสิริเมื่อเราทำงานของเรา และเป็นวันที่เราละเว้นมนุษยชาติจากความทุกข์ เพราะเราจะไม่แบ่งปันช่วงเวลาของความทรมานและความทุกข์ลำบากกับพวกเขา เราต้องการเพียงพิชิตมนุษยชาติอย่างครบบริบูรณ์ และเอาชนะมารร้ายของมนุษยชาติอย่างครบบริบูรณ์เท่านั้น

ก่อนหน้า:เจ้าควรจะเข้าร่วมภารกิจในอนาคตของเจ้าอย่างไร

ถัดไป:เจ้ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเชื่อ ?