การพิพากษาของพระเจ้านั้นสำหรับชำระให้สะอาดและความรอด หรือสำหรับการกล่าวโทษและการทำลายล้างกันแน่?

วันที่ 15 เดือน 12 ปี 2021

ขณะที่ความวิบัติแผ่ขยายไปทั่วโลก ผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าต่างเฝ้ารอให้องค์พระเยซูเจ้าเสด็จมาบนเมฆ พาพวกเขาขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อพบพระองค์ และหนีจากความวิบัติ แต่ทว่า พวกเขายังไม่เห็นองค์พระเยซูเจ้าเสด็จลงมาบนเมฆ กลับกัน ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเป็นพยานอย่างต่อเนื่องว่าพระองค์ทรงกลับมาแล้ว ในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ทรงแสดงความจริงเพื่อทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด เรื่องนี้น่าแปลกใจสำหรับหลายคน พวกเขาคิดว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าควรพาผู้เชื่อขึ้นไปสู่ท้องฟ้าก่อนสิ ควรทรงช่วยเราให้รอดจากความวิบัติก่อน ทำไมพระเจ้าถึงทรงแสดงความจริงเพื่อทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย? เราทุกคนได้รับการอภัยบาปและถือว่า ชอบธรรมแล้วโดยพระเจ้า ต้องมีการพิพากษาจากพระเจ้าอีกหรือ?” คนส่วนใหญ่เชื่อว่าในยุคสุดท้าย การพิพากษาของพระเจ้ามุ่งไปที่ผู้ไม่เชื่อ ว่าการพิพากษาคือการกล่าวโทษและการทำลายล้าง และบรรดาพวกเราที่ได้รับการอภัยบาปแล้วก็ไม่จำเป็นต้องถูกพิพากษา ดังนั้นแล้ว การพิพากษามวลมนุษย์ของพระเจ้านั้นเพื่อความรอดหรือการทำลายล้างกันแน่? วันนี้เรามาคุยถึงเรื่องนั้นกันครับ

แต่ก่อนเราจะเจาะลึกในเรื่องนั้น มาคุยกันว่าการพิพากษาในยุคสุดท้ายมีพื้นฐานทางพระคัมภีร์หรือไม่ ที่จริง มีกล่าวถึงในคำเผยพระวจนะมากมายในพระคัมภีร์ และในคำเผยพระวจนะจากพระโอษฐ์องค์พระผู้เป็นเจ้าเอง “ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:48) “เพราะว่าพระบิดาไม่ทรงพิพากษาใคร แต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร…และทรงให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะทำการพิพากษาเพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์” (ยอห์น 5:22, 27) “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล” (ยอห์น 16:12-13) “ขอทรงแยกพวกเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ยอห์น 17:17) และมีกล่าวในวิวรณ์ด้วยว่า “แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐนิรันดร์แก่คนทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นดินโลก แก่ทุกประชาชาติ ทุกเผ่า ทุกภาษา และทุกชนชาติ ท่านประกาศเสียงดังว่า ‘จงเกรงกลัวพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว’” (วิวรณ์ 14:6-7) คำเผยพระวจนะเหล่านี้ชัดเจนมากใช่ไหมครับ? องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมาในฐานะบุตรมนุษย์ กำลังทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้าย เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย คำเผยพระวจนะเหล่านี้กล่าวถึง “คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” และ “พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล” ผู้คนจึงเห็นได้ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงใช้ความจริงเพื่อพิพากษาและชำระมนุษย์ให้สะอาดในยุคสุดท้าย เพื่อนำเราไปสู่ความจริงทั้งมวล ให้มนุษย์ถูกพระเจ้าช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ 1 เปโตร 4:17 กล่าวว่า “เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” นี่แปลว่าในยุคสุดท้าย พระเจ้าทรงงานพิพากษาโดยเริ่มที่พระนิเวศของพระองค์ ว่ามันจะเริ่มที่คนทั้งหมดที่ได้ยอมรับการพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า นี่คือความหมายของการพิพากษาโดยเริ่มที่พระนิเวศของพระเจ้า คนทั้งมวลที่ยอมรับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ต้องยอมรับการพิพากษาของพระวจนะ และเข้าสู่ราชอาณาจักรได้ก็ต่อเมื่อถูกชำระให้สะอาดแล้วเท่านั้น บรรดาผู้ที่อ้างว่ายอมรับพระองค์ แต่ไม่ถูกชำระให้สะอาดผ่านการพิพากษา สุดท้ายจะถูกกำจัดทิ้งและทุกทำลายในความวิบัติ ผู้ไม่เชื่อจะถูกจัดการตลอดความวิบัติทั้งหลาย เพราะบรรดาผู้ที่ปฏิเสธการพิพากษาของพระเจ้าไม่อาจถูกชำระให้สะอาด หรือได้รับความรอดได้ พวกเขาจะถูกกล่าวโทษ แล้วก็ถูกทำลาย เราเห็นได้จากการนี้ว่างานพิพากษาในยุคสุดท้ายก็เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดให้กว้างไกลที่สุด ไม่ว่าพวกเขาเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ ตราบเท่าที่พวกเขายอมรับการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พวกเขาก็ได้รับการช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์แล้ว ทุกคนที่ปฏิเสธงานพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ จะถูกกล่าวโทษและกำจัดทิ้ง และตกลงสู่ความวิบัติได้เท่านั้น ดูที่จุดจบของงานแห่งการพิพากษาของพระเจ้าสิครับ การถือว่ามันเท่ากับการกล่าวโทษและการทำลายล้างนั้นถูกต้องหรือ? นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ งานของพระเจ้าเพื่อพาผู้เชื่อขึ้นไปสู่ราชอาณาจักร ถูกทำโดยความรอดอันสมบูรณ์ผ่านการพิพากษาและการชำระให้สะอาด นั่นไม่ได้มีความหมายอย่างน่าเหลือเชื่อหรอกเหรอครับ? แล้วทำไมคนมากมายถึงไม่สามารถเห็นเรื่องนี้ได้? ถ้าการพิพากษาของพระเจ้านั้นเพื่อกล่าวโทษและลงโทษผู้คน นัยสำคัญของพระราชกิจนั้นจะเป็นอะไรล่ะ? พระเจ้าทรงกระหน่ำความวิบัติลงมาและกวาดล้างผู้คนได้โดยตรง ทำไมต้องทรงพยายามเพิ่มอีก? หลายคนได้ยินเรื่องงานพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และไม่ตรวจสอบด้วยซ้ำ แต่ตัดสินและกล่าวโทษโดยตรง นั่นไม่ใช่ความโอหังหรอกหรือ? ผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าต่างบูชาพระคัมภีร์และยึดตามนั้นทุกอย่าง ทำไมพวกเขาไม่เห็นว่างานพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายเป็นไปตามนั้นอย่างสมบูรณ์ ในพระคัมภีร์มีคำเผยพระวจนะเรื่องการทรงงานพิพากษาในยุคสุดท้ายมากมาย ทำไมพวกเขาไม่สังเกตเห็นคำเผยพระวจนะเหล่านั้นล่ะ? ไม่ว่าจะมองยังไง คนที่ไม่ยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าก็ตามืดบอดและโง่เขลา และไม่เข้าใจพระคัมภีร์ พวกเขาล้วนโอหังและไร้เหตุผล พวกเขายังไม่ยอมรับงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า และได้เสียโอกาสถูกรับขึ้นไปก่อนความวิบัติแล้ว นี่ทำให้คำเผยพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าลุล่วง “เพราะว่าใครที่มีอยู่แล้วจะให้แก่คนนั้นจนมีอย่างเหลือเฟือ แต่คนที่ไม่มี แม้แต่สิ่งที่มีอยู่ก็จะเอาไปจากเขา เอาไอ้บ่าวชั่วช้าไปทิ้งเสียยังที่มืดภายนอก ซึ่งที่นั่นจะมีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน” (มัทธิว 25:29-30)

ทำไมผู้เชื่อต้องก้าวผ่านการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า? นั่นเป็นอีกความล้ำลึกที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ มาดูกันว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสอะไรในเรื่องนั้น พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “แม้ว่าพระเยซูได้ทรงพระราชกิจมากมายท่ามกลางมนุษย์ แต่พระองค์เพียงแค่ทรงเสร็จสิ้นการไถ่บาปของมวลมนุษย์ทั้งปวงเท่านั้นและทรงกลายเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปของมนุษย์ พระองค์ไม่ได้ทรงปลดเปลื้องมนุษย์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งหมดของเขา การช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากอิทธิพลของซาตานอย่างครบถ้วนไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงกลายเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปและแบกรับบาปต่างๆ นานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพึงต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีกเพื่อปลดเปลื้องมนุษย์โดยสมบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และดังนั้น ในเมื่อมนุษย์ได้รับการยกโทษบาปของเขาแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงกลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และได้เริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา พระราชกิจนี้ได้นำพามนุษย์เข้าสู่อาณาจักรที่สูงส่งขึ้น บรรดาผู้ที่นบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ทั้งหมดจะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทางและชีวิต” (คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ก่อนที่มนุษย์จะได้รับการไถ่ พิษมากมายของซาตานซึ่งได้ถูกปลูกฝังไว้ภายในตัวเขาแล้ว และภายหลังหลายพันปีของการถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม เขามีธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งต้านทานพระเจ้าก่อตัวขึ้นมาภายในตัวเขา ดังนั้น เมื่อมนุษย์ได้รับการไถ่ ก็ย่อมไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่ากรณีของการไถ่ที่มนุษย์ถูกซื้อมาด้วยราคาแพง แต่ธรรมชาติซึ่งเป็นพิษภายในตัวเขาหาได้ถูกกำจัดให้หมดสิ้นไม่ มนุษย์ซึ่งมีมลทินมากขนาดนั้นจะต้องก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะกลายมามีคุณค่าต่อการรับใช้พระเจ้า ด้วยวิถีทางแห่งพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า มนุษย์จึงจะมารู้จักธาตุแท้อันโสมมและเสื่อมทรามภายในตัวเขาเองอย่างครบถ้วน และเขาจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงอย่างครบบริบูรณ์และกลับกลายเป็นสะอาดได้ เฉพาะด้วยหนทางนี้เท่านั้นมนุษย์จึงสามารถกลายเป็นมีค่าพอที่จะกลับคืนสู่เบื้องบัลลังก์ของพระเจ้าได้ พระราชกิจทั้งหมดที่ทรงกระทำในวันนี้นั้นก็เพื่อที่มนุษย์จะสามารถได้รับการทำให้สะอาดหรือได้รับการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ มนุษย์สามารถชำระล้างความเสื่อมทรามและได้รับการชำระให้สะอาดได้ โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะ ตลอดจนโดยผ่านทางกระบวนการถลุง แทนที่จะถือว่าช่วงระยะนี้ของพระราชกิจเป็นช่วงระยะของความรอด น่าจะกล่าวว่านี่คือพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์เสียมากกว่า ในความจริง ช่วงระยะนี้เป็นช่วงระยะของการพิชิตชัยตลอดจนช่วงระยะที่สองในพระราชกิจแห่งความรอด โดยผ่านทางการพิพากษาและการตีสอนจากพระวจนะนี่เอง มนุษย์จึงมาถึงการได้รับการรับไว้โดยพระเจ้า และโดยผ่านทางการใช้พระวจนะถลุง พิพากษา และเปิดเผยนี่เอง ความไม่บริสุทธิ์ มโนคติที่หลงผิด เหตุจูงใจ และความทะเยอทะยานของปัจเจกบุคคลภายในหัวใจมนุษย์จึงถูกเผยอย่างสมบูรณ์ สำหรับทุกสิ่งที่มวลมนุษย์อาจได้รับการไถ่และการยกโทษในบาปของเขาไปแล้วนั้น พิจารณาได้เพียงว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงจดจำการฝ่าฝืนของมนุษย์และไม่ได้ทรงปฏิบัติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการฝ่าฝืนของเขา อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมนุษย์ผู้มีชีวิตอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนังยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาป เขาก็ย่อมสามารถทำบาปต่อไปได้เท่านั้นเอง อันเป็นการเปิดเผยอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขาอย่างไม่รู้จบ นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรอันไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับการยกโทษ บาปส่วนใหญ่ของมวลมนุษย์ตอนกลางวันก็เพื่อที่จะสารภาพในตอนค่ำเท่านั้นเอง เมื่อเป็นแบบนี้ แม้ว่าเครื่องบูชาลบล้างบาปนั้นมีประสิทธิภาพต่อมนุษย์ตลอดกาล แต่มันก็จะไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระราชกิจแห่งความรอดเสร็จสิ้นไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่…กำลังดิ่งลงลึกกว่าบาป มันเป็นบางสิ่งที่ปลูกฝังโดยซาตานและหยั่งรากลึกอยู่ภายในมนุษย์ ไม่ง่ายสำหรับมนุษย์ที่จะกลับกลายเป็นตระหนักรู้บาปทั้งหลายของเขาเอง เขาไม่มีหนทางที่จะตระหนักได้ถึงธรรมชาติอันหยั่งรากลึกของตัวเขาเอง และเขาต้องพึ่งพาการพิพากษาโดยพระวจนะ เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ผลลัพธ์นี้ เฉพาะเมื่อเป็นเช่นนั้นเท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถค่อยๆ ถูกเปลี่ยนแปลงจากจุดนี้เป็นต้นไป” (“ความล้ำลึกแห่งการทรงปรากฏในรูปมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พระวจนะของพระองค์นั้นชัดเจน ในยุคพระคุณ องค์พระเยซูเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการไถ่ เสร็จสิ้นเพียงครึ่งแรกของงานแห่งความรอดของพระองค์ ความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าหมายถึงผู้คนได้รับการอภัยบาป และได้รับอนุญาตให้มาเฉพาะพระพักตร์เพื่ออธิษฐานและร่วมสนิทกับพระองค์ เพื่อชื่นชมพระคุณและพระพรของพระองค์ นี่คือสิ่งที่พระราชกิจแห่งการไถ่บรรลุ แต่แม้บาปจะได้รับการอภัย ผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะโกหกและทำบาปต่อไป หาประโยชน์ อิจฉาและวิวาท ชอบตัดสินและเกลียดชัง พวกเขาอยากปฏิบัติตามพระวจนะ แต่ทำไม่ได้ พวกเขาอยู่ในวงจรชั่วร้ายของการทำบาป สารภาพ แล้วทำบาปอีก ไม่อาจหลุดพ้นได้อย่างสิ้นเชิง นี่แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอภัยบาปให้มนุษย์แล้ว ธรรมชาติเปี่ยมบาปก็ยังอยู่ภายใน นี่คือธรรมชาติและอุปนิสัยเยี่ยงซาตานที่ผลักเราสู่บาป ถ้ารากเหง้าของบาปไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าใครคนหนึ่งทำบาปและถูกอภัยกี่ครั้ง พวกเขาก็ไม่อาจหลุดพ้นจากบาปและบริสุทธิ์ได้ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะทำบาปและต่อต้านพระเจ้า คิดถึงพวกฟาริสีสิครับ พวกเขานมัสการพระเจ้าในวิหารและถวายเครื่องบูชาเสมอ แต่พวกเขากลับไม่ยอมรับองค์พระเยซูเจ้าเมื่อทรงปรากฏและทรงงาน พวกเขาต่อต้านและกล่าวโทษพระองค์อย่างบ้าคลั่ง และถึงกับตรึงกางเขนพระองค์ กระทำบาปที่ชั่วร้าย นี่แสดงให้เราเห็นอะไรครับ? ด้วยธรรมชาติเยี่ยงซาตาน ไม่ว่าใครเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปเพื่อการอภัยมากแค่ไหน พวกเขาก็ยังทำชั่วต่อไป พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงปรากฏ และทรงแสดงความจริงนับล้านคำ ทรงงานพิพากษาโดยเริ่มที่พระนิเวศ พระองค์ทรงสร้างกลุ่มผู้ชนะเสร็จสิ้นก่อนความวิบัติ แสดงสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระเจ้า สั่นสะเทือนทั้งโลก ผู้นับถือศาสนามากมายไม่แสวงหาหรือสืบค้นเลย แต่ยึดติดมโนคติอันหลงผิด ทำทุกวิถีทางเพื่อกล่าวโทษ ต่อต้าน และหมิ่นประมาทงานใหม่ของพระเจ้า กระหายจะตรึงกางเขนพระคริสต์ผู้ทรงแสดงความจริงซ้ำอีกครั้ง นี่แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าบาปของมนุษย์ได้รับการอภัย แต่เพราะธรรมชาติเยี่ยงซาตาน พวกเขาจึงยังต่อต้านพระเจ้า เห็นพระองค์เป็นศัตรู ไม่อาจเข้ากันได้ พระอุปนิสัยชอบธรรมและบริสุทธิ์จะไม่ทนการล่วงเกิน ดังนั้นพระองค์จะรับผู้ที่ได้รับการอภัยแล้ว แต่ยังต่อต้านพระองค์ เข้าสู่ราชอาณาจักร หรือ? ไม่แน่นอนครับ ดังที่องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป ทาสอยู่ในบ้านเพียงชั่วคราว บุตรต่างหากที่อยู่ตลอดไป” (ยอห์น 8:34-35) “เพราะฉะนั้นเจ้าจึงต้องบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” (เลวีนิติ 11:45) และพระคัมภีร์กล่าวด้วยว่า “ถ้าปราศจากความบริสุทธิ์แล้ว ก็จะไม่มีใครได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย” (ฮีบรู 12:14) “เพราะถ้าเรายังจงใจทำบาปอยู่เรื่อยๆ หลังจากได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว ก็จะไม่มีเครื่องบูชาลบบาปเหลืออยู่เลย” (ฮีบรู 10:26) พระอุปนิสัยบริสุทธิ์ชอบธรรมนั้นมิอาจล่วงละเมิดได้ บรรดาผู้ที่ต่อต้านพระเจ้าจะถูกลงโทษและทำลาย และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ราชอาณาจักร เพราะงั้น เมื่อองค์พระเยซูเจ้าทรงสัญญาจะกลับมาในยุคสุดท้าย มันไม่ใช่เพื่อพาเราเข้าสู่สวรรค์ และไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษและทำลายผู้ไม่เชื่อด้วยความวิบัติโดยตรง แต่เพื่อแสดงความจริงเพื่อทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา ธรรมชาติและอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของมนุษย์ เพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอดจากความชั่วและกำลังบังคับของซาตานก่อน เพื่อเราจะได้หันเข้าหาพระเจ้าและถูกรับไว้ แล้วถูกพาเข้าสู่ราชอาณาจักร จากนั้นงานแห่งความรอดของพระเจ้าก็จะเสร็จสิ้น ถ้าการพิพากษาของพระเจ้าแค่เพื่อกล่าวโทษและทำลายมนุษย์ตามจินตนาการของเรา เช่นนั้นมนุษยชาติที่เสื่อมทรามจะมีใครเหลือล่ะ? ไม่ใช่ว่าสุดท้ายทุกคนจะถูกพระเจ้ากวาดล้างเพราะทำบาปและต่อต้านพระองค์หรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้น แผนของพระเจ้าเพื่อความรอดของมนุษย์จะไม่สูญเปล่าหรือ? เพราะงั้น พระเจ้าจึงทรงปรากฏในรูปมนุษย์อีกครั้งในยุคสุดท้ายตามแผนช่วยมวลมนุษย์ให้รอดของพระองค์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงซ่อนเร้นท่ามกลางมนุษย์และแสดงความจริงมากมาย ทรงงานแห่งการพิพากษาโดยเริ่มที่พระนิเวศ เพื่อช่วยทุกคนที่ยอมรับการพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าให้รอด เพื่อให้เรารอดพ้นความชั่วและถูกชำระให้สะอาด ควรค่าแก่การถูกพาเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า งานพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าไม่ใช่การกล่าวโทษและทำลายผู้คนอย่างแน่นอน แต่เป็นเรื่องชำระให้สะอาดและความรอดทั้งสิ้น การเข้าใจน้ำพระทัยเป็นเรื่องสำคัญ งานพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายเพื่อความรอดของมนุษย์คืองานขั้นที่สำคัญที่สุดของพระเจ้า และการยอมรับการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เป็นทางเดียวให้เรารอดพ้นจากความเสื่อมทราม ถูกชำระให้สะอาด และถูกช่วยให้รอดจากความวิบัติได้

บางคนอาจจะเกิดคำถามว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดผ่านงานพิพากษาของพระองค์อย่างไร? เราพบคำตอบได้ในพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและความประพฤติของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานัปการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปัญญาและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะ พระวจนะซึ่งตีแผ่ว่ามนุษย์เมินหมิ่นพระเจ้าอย่างไร ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการ และตัดแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการ และการตัดแต่งอันแตกต่างกันทั้งหมดเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ไม่มีโดยสิ้นเชิง เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจเกี่ยวกับพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในน้ำพระทัยของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความล้ำลึกที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทาง และชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

การทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมของพระเจ้าถูกทำให้สำเร็จลุล่วงได้โดยวิถีทางใด? มันสำเร็จลุล่วงได้โดยวิถีทางของพระอุปนิสัยอันชอบธรรมของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระเจ้าส่วนใหญ่แล้วประกอบด้วยความชอบธรรม พระพิโรธ พระบารมี การพิพากษา และการสาปแช่ง และส่วนใหญ่แล้วพระองค์ทรงทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมโดยวิถีทางของการพิพากษาของพระองค์ ผู้คนบางคนไม่เข้าใจ และถามว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงมีความสามารถทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อมได้โดยผ่านทางการพิพากษาและการสาปแช่งเท่านั้น พวกเขากล่าวว่า ‘หากพระเจ้าทรงประสงค์จะสาปแช่งมนุษย์ มนุษย์จะไม่ตายหรอกหรือ? หากพระเจ้าทรงประสงค์จะพิพากษามนุษย์ มนุษย์จะไม่ถูกกล่าวโทษหรอกหรือ? เช่นนั้นแล้วเหตุใดเขายังคงสามารถได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมได้อีกเล่า?’ เช่นนี้คือคำพูดของผู้คนที่ไม่รู้จักพระราชกิจของพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าทรงสาปแช่งคือความไม่เชื่อฟังของมนุษย์ และสิ่งที่พระองค์ทรงพิพากษาคือบาปทั้งหลายของมนุษย์ ถึงแม้ว่าพระองค์ตรัสอย่างเกรี้ยวกราดและอย่างไม่ปรานี พระองค์ก็ทรงเปิดเผยทั้งหมดที่อยู่ภายในมนุษย์ โดยการเปิดเผยโดยผ่านทางพระวจนะที่เข้มขรึมเหล่านี้ซึ่งเป็นแก่นแท้ภายในมนุษย์ ทว่าโดยผ่านทางการพิพากษาดังกล่าวนั้น พระองค์ก็ทรงมอบความรู้อันลึกซึ้งเกี่ยวกับแก่นแท้ของเนื้อหนังให้แก่มนุษย์ และเช่นนั้นเองมนุษย์จึงนบนอบเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า” (“เจ้าสามารถรู้จักความน่ารักของพระเจ้าได้โดยการรับประสบการณ์กับบททดสอบอันเจ็บปวดเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

พระเจ้าได้เสด็จมาทรงพระราชกิจบนแผ่นดินโลกก็เพื่อช่วยมวลมนุษย์ซึ่งเสื่อมทรามให้รอด ไม่มีการโป้ปดมดเท็จอยู่ในการนี้เลย หากมี พระองค์ก็คงไม่ได้เสด็จมาทรงพระราชกิจด้วยพระองค์เองอย่างแน่นอน ในอดีตนั้น วิถีทางแห่งความรอดของพระองค์เกี่ยวข้องกับการแสดงความรักและความสงสารอย่างถึงที่สุด จนถึงขั้นที่พระองค์ประทานทั้งหมดของพระองค์ให้แก่ซาตานเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับมวลมนุษย์ทั้งหมดทั้งมวล ปัจจุบันนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นเหมือนอดีต กล่าวคือ ความรอดที่ประทานให้แก่พวกเจ้าในวันนี้เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาแห่งยุคสุดท้าย ในช่วงระหว่างที่มีการจำแนกชั้นแต่ละบุคคลไปตามประเภท ทั้งนี้ วิถีทางแห่งความรอดของพวกเจ้าไม่ใช่ความรักหรือความสงสาร แต่เป็นการตีสอนและการพิพากษา เพื่อที่มนุษย์อาจสามารถได้รับการช่วยให้รอดอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนั้น ทั้งหมดที่พวกเจ้าได้รับคือการตีสอน การพิพากษา และการเฆี่ยนตีอย่างไร้ปรานี แต่จงรู้สิ่งนี้ไว้ว่า ในการเฆี่ยนตีอันไร้หัวใจนี้ไม่มีการลงโทษเลยแม้แต่น้อย โดยไม่ต้องคำนึงว่าคำพูดของเราอาจจะกร้าวกระด้างเพียงใด สิ่งที่ตกมาถึงพวกเจ้าเป็นเพียงแค่คำพูดไม่กี่คำที่อาจจะดูเหมือนไร้หัวใจอย่างถึงที่สุดสำหรับพวกเจ้า และไม่สำคัญว่าเราอาจจะมีความโมโหมากเพียงใด สิ่งที่พรั่งพรูลงมาบนพวกเจ้าก็ยังคงเป็นวจนะแห่งการสอน และเราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะทำร้ายพวกเจ้าหรือทำให้พวกเจ้าถึงแก่ความตาย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรอกหรือ? จงรู้ไว้ว่าทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการพิพากษาอันชอบธรรม หรือกระบวนการถลุงและการตีสอนอันไร้หัวใจ ทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด โดยไม่ต้องคำนึงว่า วันนี้ แต่ละคนได้รับการจำแนกชั้นไปตามประเภทหรือไม่ หรือหมวดหมู่ของมนุษย์ได้รับการตีแผ่หรือไม่ จุดประสงค์ของพระวจนะทั้งปวงและพระราชกิจของพระเจ้าคือเพื่อช่วยบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าอย่างแท้จริงให้รอด การพิพากษาอันชอบธรรมถูกนำมาใช้ชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ และกระบวนการถลุงอันไร้หัวใจกระทำขึ้นเพื่อชำระพวกเขาให้สะอาด ทั้งพระวจนะหรือการสั่งสอนอันกร้าวกระด้างต่างกระทำเพื่อการชำระให้บริสุทธิ์และเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความรอด” (“เจ้าควรละวางพรเกี่ยวกับสถานะลงและทำความเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในการนำพาความรอดมาสู่มนุษย์” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

หลังจากอ่านพระวจนะ เราไม่ชัดเจนขึ้นหรือว่าพระเจ้าทรงดำเนินงานพิพากษาของพระองค์อย่างไร? หลายคนไม่เข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นคำว่าการพิพากษาและการตีสอน ก็คิดถึงการกล่าวโทษและการลงโทษของพระเจ้า เรื่องนี้ผิดมหันต์ครับ ภายใต้ธรรมบัญญัติ การพิพากษาเป็นเพียงการจำกัดความประพฤติผ่านการลงโทษ แต่มันไม่ได้แก้ไขธรรมชาติเปี่ยมบาปของผู้คน การพิพากษาของพระเจ้าส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการแสดงความจริง เพื่อตัดสินและเปิดเผยธรรมชาติและอุปนิสัยเยี่ยงซาตานภายในเรา จากนั้นก็ใช้ทุกวิถีทาง อย่างการจัดการ การบ่มวินัย และทดสอบเรา เพื่อเปิดโปงเรา เพื่อให้เราเห็นแก่นแท้อันเสื่อมทรามของเรา ความเป็นจริงของความเสื่อมทรามของเรา จากนั้น เราเกลียดตัวเอง หันหลังให้กับเนื้อหนัง ปฏิบัติความจริง และกลับใจจริงๆ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เปิดเผยอย่างแหลมคมถึงการสำแดง ของอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของมนุษย์ แรงจูงใจพื้นฐาน สิ่งเจือปนอันเสื่อมทราม และมุมมองที่ไร้สาระ เมื่อเผชิญการพิพากษาแห่งพระวจนะของพระเจ้า เราจึงเห็นว่าเราแค่ปรารถนาพระพรในความเชื่อ โดยไม่มีความจริงใจต่อพระเจ้าเลย เราเสียสละเพียงเล็กน้อย ยอมลำบากเพียงเล็กน้อย และคิดว่าเรามีสิทธิ์ได้รับพระคุณของพระเจ้า และได้เข้าสู่ราชอาณาจักร แต่เมื่อเผชิญบททดสอบ เราโทษพระเจ้าและใช้เหตุผลกับพระองค์ และไม่แม้แต่อยากทำงานให้พระองค์อีกต่อไป เราไม่มีความเชื่อฟังพระองค์เลย เราขาดความเป็นจริงของความจริงอย่างชัดเจน แต่คอยพูดคำสอนต่างๆ เพื่อโอ้อวดและได้รับความชื่นชม เราปกป้องความมีหน้ามีตาและสถานะของตัวเองอยู่เสมอ และไม่เห็นด้วยกับคนอื่น แม้มุมมองนั้นจะสอดคล้องกับความจริง พวกเราโอหัง หัวแข็ง และขาดความเป็นมนุษย์และเหตุผลทั้งมวล ผ่านการพิพากษาของพระวจนะ เราเห็นว่าซาตานทำให้เราเสื่อมทรามหนักแค่ไหน ว่าเราโอหัง ฉลาดแกมโกง และชั่วร้าย และเราเป็นร่างจำแลงที่มีชีวิตของมาร เราไม่มีที่ให้หลบซ่อน และละอายใจ เปี่ยมด้วยความเสียใจ เราอธิษฐานและสาปแช่งตัวเอง และอยากเลิกอยู่ในอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของตัวเอง เรายังประสบความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ของพระเจ้าด้วย ว่าพระเจ้าจะทรงตรวจสอบและเปิดโปงความเสื่อมทรามที่เรามี ว่าพระอุปนิสัยมิอาจล่วงละเมิดได้ และหากเราไม่กลับใจ เราจะถูกลงโทษอย่างแน่นอน จากนั้นเราก็เกิดความเคารพนับถือพระเจ้า หลังจากถูกพิพากษา ตีสอน ตัดแต่ง จัดการ ทดสอบและถลุงหลายครั้ง อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเราก็ค่อยๆ ถูกชำระและเปลี่ยนแปลง เรามีความถ่อมใจขึ้นมาก คำพูดและความประพฤติมีเหตุผลมากขึ้น เรานบนอบต่อทุกอย่างที่สอดคล้องกับความจริง ไม่ว่ามาจากใครก็ตาม และเรามีความปลอมปนในหน้าที่น้อยลงมาก ไม่ว่ามีหรือไม่มีพระพรของพระเจ้า และไม่ว่าจุดจบและบั้นปลายสุดท้ายของเราจะเป็นอย่างไร เราก็ยินดีนบนอบต่อพระเจ้า และทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตทรงสร้าง ผ่านการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ในที่สุดเราก็เป็นอิสระจากบาปได้ ใช้ชีวิตตามสภาพเสมือนมนุษย์ที่แท้จริง และได้รับอิสระที่แท้จริง การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเป็นความรักและความรอดอันยิ่งใหญ่สำหรับมวลมนุษย์จริงๆ! หากปราศจากสิ่งนี้ เราคงไม่มีทางรู้จักตัวเอง และจะไม่มีทางได้เห็นความจริงของความเสื่อมทรามของเรา เราคงใช้ชีวิตอยู่ในฝันต่อไป คิดไปว่าเรามีสิทธิ์เข้าสู่ราชอาณาจักรเพราะบาปได้รับการอภัยแล้ว เฝ้ารอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับเราขึ้นไปอาบในพระพรของพระองค์ นั่นเป็นการไม่รู้ความและไร้ยางอายจริงๆ เราได้ประสบอย่างแท้จริงแล้ว ว่าการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เป็นทางเดียวที่จะสลัดทิ้งความเสื่อมทราม ถูกชำระให้สะอาด และเข้าสู่ราชอาณาจักร กล่าวได้ว่า การพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ เป็นทางเดียวเพื่อเป็นอิสระจากบาป ถูกช่วยให้รอดโดยสมบูรณ์ แล้วเข้าสู่ราชอาณาจกัร ดังที่พระวจนะตรัสว่า “ในชีวิตของเขา หากมนุษย์ปรารถนาจะได้รับการชำระให้สะอาดและสัมฤทธิ์การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเขา หากเขาปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตที่มีความหมายและทำหน้าที่ของเขาในฐานะสิ่งทรงสร้างให้ลุล่วงแล้วไซร้ เขาต้องยอมรับการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้า และต้องไม่ยอมให้การบ่มวินัยของพระเจ้าและการเฆี่ยนตีของพระเจ้าผละจากเขาไป ทั้งนี้ก็เพื่อที่เขาอาจปลดปล่อยตนเองจากการหลอกใช้และอิทธิพลของซาตาน และมีชีวิตอยู่ในความสว่างของพระเจ้าได้ จงรู้ไว้ว่าการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าคือความสว่าง และแสงสว่างแห่งความรอดของมนุษย์ และรู้ว่าไม่มีการได้รับพรใด พระคุณใด หรือการคุ้มครองปกป้องใดที่ดีกว่านี้อีกแล้วสำหรับมนุษย์” (“ประสบการณ์ของเปโตร: ความรู้ของเขาเกี่ยวกับการตีสอนและการพิพากษา” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

สามทศวรรษแล้ว ที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงเริ่มงานพิพากษาในยุคสุดท้าย ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรมากมายก้าวผ่านสิ่งนี้ ค่อยๆ เป็นอิสระจากความเสื่อมทรามและถูกชำระให้สะอาด และกลุ่มผู้ชนะได้เสร็จสมบูรณ์ก่อนความวิบัติ พวกเขามีคำพยานอันงดงามถึงการรอดพ้นบาปและถูกช่วยให้รอด อย่างการมีชัยเหนือซาตานผ่านการข่มเหงและความทุกข์ยาก การกลับใจอย่างแท้จริงผ่านการพิพากษาและตีสอนของพระวจนะ การปฏิบัติความจริงและกลายเป็นคนซื่อสัตย์ การนบนอบต่อพระเจ้าผ่านบททดสอบและกระบวนการถลุง และอื่นๆ คำพยานเหล่านี้ถูกทำเป็นวิดีโอซึ่งเข้าถึงได้ออนไลน์ เป็นพยานต่อโลกถึงงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนเปิดตาและเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ได้ คนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่รักความจริงจากทุกประเทศและนิกาย จำเสียงของพระเจ้า ในพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ และมาเบื้องพระบัลลังก์ของพระเจ้า ข่าวประเสริฐแห่งราชอาณาจักรได้เดินทางไปทั่วโลก และกำลังเกิดผลอย่างน่าตื่นเต้น ชัดเจนว่า การพิพากษาแห่งยุคสุดท้ายโดยเริ่มที่พระนิเวศกำลังลุล่วง ความวิบัติกระหน่ำลงมาแล้ว และใครเปิดตาอยู่ก็เห็นได้ว่ามหาวิบัติได้เริ่มขึ้นแล้ว ผู้ที่ยอมรับการพิพากษาของพระองค์และได้รับการชำระความเสื่อมทรามให้สะอาดนั้น จะได้รับการคุ้มครองตลอดความวิบัติและเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้า ส่วนคนที่คิดถึงแต่พระพรและการเข้าสู่ราชอาณาจักรโดยไม่ยอมรับความจริง และการพิพากษาหรือการชำระให้สะอาดของพระเจ้า คือข้าวละมาน ผู้ปราศจากความเชื่อที่ถูกงานแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าเปิดโปง พระเจ้าทรงกล่าวโทษพวกเขาแล้ว และเมื่อความวิบัติมาถึง พวกเขาจะลงนรกและถูกลงโทษ นี่ทำให้พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ลุล่วง “เมื่อพวกเจ้ามองเห็นพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์บนเมฆขาวด้วยตาของพวกเจ้าเองแล้ว นี่จะเป็นการทรงปรากฏต่อสาธารณะของดวงอาทิตย์แห่งความชอบธรรม บางทีนั่นอาจเป็นเวลาแห่งความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวงสำหรับเจ้า ทว่าเจ้าควรรู้ว่าเวลาที่เจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูเสด็จลงมาจากสวรรค์ยังเป็นเวลาที่เจ้าจะลงสู่นรกเพื่อรับการลงโทษด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นเวลาที่แผนการบริหารจัดการของพระเจ้ามาถึงบทอวสาน และนั่นจะเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนดีและลงโทษคนชั่ว เพราะการพิพากษาของพระเจ้าจะสิ้นสุดลงก่อนที่มนุษย์จะมองเห็นหมายสำคัญทั้งหลาย ในเวลาที่มีเพียงการแสดงออกของความจริงเท่านั้น บรรดาผู้ที่ยอมรับความจริงและไม่แสวงหาหมายสำคัญ และดังนั้นจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว จะได้หวนคืนมาอยู่หน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และเข้าสู่อ้อมกอดของพระผู้สร้าง มีเพียงบรรดาผู้ที่ยืนกรานในการเชื่อว่า ‘พระเยซูผู้ไม่ได้ประทับมาบนเมฆขาวทรงเป็นพระคริสต์เทียมเท็จ’ เท่านั้นที่จะต้องอยู่ภายใต้การลงโทษชั่วนิรันดร์กาล เพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซูผู้ทรงจัดแสดงหมายสำคัญเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับพระเยซูผู้ทรงป่าวประกาศการพิพากษาที่รุนแรงและปลดปล่อยหนทางที่แท้จริงและชีวิต และดังนั้น จึงเป็นได้เพียงว่าพระเยซูทรงจัดการกับพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงกลับมาบนเมฆขาวอย่างเปิดเผย พวกเขาดื้อรั้นเกินไป มั่นใจในตัวเองเกินไป โอหังเกินไป พวกคนเสื่อมเช่นนั้นจะสามารถได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลจากพระเยซูได้อย่างไร?” (“ในเวลาที่เจ้าได้เห็นกายจิตวิญญาณของพระเยซู พระเจ้าจะได้ทรงสร้างสวรรค์และแผ่นดินโลกขึ้นใหม่แล้ว” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

บรรดาผู้ซึ่งมีความสามารถที่จะตั้งมั่นในระหว่างพระราชกิจแห่งการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าช่วงระหว่างยุคสุดท้าย—กล่าวคือ ในระหว่างพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายนั้น—จะเป็นบรรดาผู้ซึ่งจะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้ายเคียงข้างพระเจ้า เช่นนี้เอง บรรดาผู้ซึ่งเข้าสู่การหยุดพักทั้งหมดนั้นจะหลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตาน และจะได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าหลังจากได้ก้าวผ่านพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ขั้นสุดท้ายของพระองค์แล้ว พวกมนุษย์เหล่านี้ ผู้ซึ่งในที่สุดจะได้ถูกรับไว้โดยพระเจ้านั้น จะเข้าสู่การหยุดพักขั้นสุดท้าย จุดประสงค์สำคัญของพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าคือเพื่อชำระมนุษยชาติให้บริสุทธิ์และเพื่อตระเตรียมพวกเขาสำหรับการหยุดพักขั้นสูงสุด หากไม่มีการชำระให้สะอาดดังกล่าว ก็คงจะไม่มีมนุษย์คนใดถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มแตกต่างกันตามประเภท หรือเข้าสู่การหยุดพักได้ พระราชกิจนี้เป็นเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้นของมนุษยชาติที่จะเข้าสู่การหยุดพัก เฉพาะพระราชกิจแห่งการชำระให้บริสุทธิ์ของพระเจ้าเท่านั้นที่จะชำระพวกมนุษย์ให้สะอาดจากความไม่ชอบธรรมของพวกเขา และเฉพาะพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์เท่านั้นที่จะนำส่วนประกอบของมนุษยชาติที่ไม่เชื่อฟังเหล่านั้นไปสู่ความสว่าง ด้วยวิธีนั้น จึงเป็นการแยกบรรดาผู้ที่สามารถถูกช่วยให้รอดออกจากบรรดาผู้ที่ไม่สามารถถูกช่วยให้รอดได้ และแยกบรรดาผู้ที่จะคงเหลืออยู่ออกจากบรรดาผู้ที่จะไม่คงเหลืออยู่ได้ เมื่อพระราชกิจนี้สิ้นสุดลง บรรดาผู้คนที่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่จะถูกชำระให้สะอาดทั้งหมดและเข้าสู่สภาวะที่สูงขึ้นของมนุษยชาติ ซึ่งพวกเขาจะได้ชื่นชมกับชีวิตที่สองของมนุษย์อันน่าอัศจรรย์มากยิ่งขึ้นบนแผ่นดินโลก กล่าวคือ พวกเขาจะเริ่มวันแห่งการหยุดพักแบบมนุษย์ของพวกเขา และดำรงอยู่ร่วมกันกับพระเจ้า หลังจากที่บรรดาผู้ไม่ได้รับอนุญาตให้คงเหลืออยู่ได้ถูกตีสอนและถูกพิพากษาแล้ว ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาจะถูกตีแผ่ออกมาโดยถ้วนทั่ว ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดจะถูกทำลาย และไม่ได้รับอนุญาตให้รอดชีวิตอยู่บนแผ่นดินโลกอีกต่อไป เช่นเดียวกับซาตาน มนุษยชาติแห่งอนาคตจะไม่รวมเข้ากับผู้คนประเภทนี้คนใดเลยอีกต่อไป ผู้คนเช่นนี้ไม่เหมาะสมที่จะเข้าสู่แผ่นดินแห่งการหยุดพักขั้นสูงสุด อีกทั้งไม่เหมาะสมที่จะร่วมในวันแห่งการหยุดพักที่พระเจ้าและมนุษยชาติจะร่วมแบ่งปันกัน ด้วยเพราะพวกเขาเป็นเป้าหมายแห่งการลงโทษและเป็นผู้คนไม่ชอบธรรมที่ชั่วร้าย…จุดประสงค์ทั้งหมดทั้งมวลเบื้องหลังพระราชกิจขั้นสูงสุดแห่งการลงโทษคนชั่วและการให้บำเหน็จรางวัลคนดีของพระเจ้านั้นคือการชำระพวกมนุษย์ทั้งหมดให้บริสุทธิ์อย่างถ้วนทั่ว เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงนำมนุษยชาติที่บริสุทธิ์สะอาดเข้าสู่การหยุดพักอันเป็นนิรันดร์ได้ พระราชกิจช่วงระยะนี้ของพระองค์นี้มีความสำคัญยิ่งยวดมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงระยะสุดท้ายของพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์ทั้งหมด” (“พระเจ้าและมนุษย์จะเข้าสู่การหยุดพักด้วยกัน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

ปี 2022 โรคระบาดร้ายแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว การกันดารอาหาร และสงครามยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านี้? เข้าร่วมการเทศนาออนไลน์แล้วจะบอกคำตอบให้แก่คุณ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

องค์พระเยซูเจ้าทรงไถ่มวลมนุษย์แล้วเหตุใดพระองค์จึงทรงงานพิพากษาเมื่อทรงกลับมาในยุคสุดท้าย

สองพันปีก่อน องค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงปรากฏในรูปมนุษย์ ถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปของมวลมนุษย์ ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาป...

การมองให้ออกว่าพระเจ้าพระองค์เดียวทรงราชกิจสามระยะอย่างไร

วันนี้หัวข้อการสามัคคีธรรมของเราก็คือ “การมองให้ออกว่าพระเจ้าพระองค์เดียวทรงราชกิจสามระยะอย่างไร” หัวข้อนี้สำคัญ...

องค์พระเยซูเจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เมื่อพระองค์ตรัสบนไม้กางเขนว่า “สำเร็จแล้ว”?

คริสตชนเชื่อว่า เมื่อองค์พระเยซูเจ้าตรัสบนไม้กางเขนว่า “สำเร็จแล้ว” คือการตรัสว่าพระราชกิจช่วยมวลมนุษย์ของพระเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว...

ติดต่อเราผ่าน Messenger