บทความคริสเตียน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

หมายสำคัญแห่งการทรงกลับมาของพระเยซูได้ปรากฎขึ้นแล้ว พวกเราควรถวายการต้อนรับพระองค์กันอย่างไรดี?

โดย ซินเจี่ย

สองพันปีมาแล้ว องค์พระเยซูเจ้าทรงสัญญากับพวกเราว่า: “นี่แน่ะ เราจะมาในเร็วๆ นี้” (วิวรณ์ 22:12) บัดนี้ หมายสำคัญทุกลักษณะแห่งการทรงกลับมาของพระองค์ได้ปรากฎขึ้นแล้ว และพี่น้องชายและพี่น้องหญิงมากมายได้มีความสังหรณ์ใจว่า วันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นอยู่ใกล้ๆ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกลับมาเรียบร้อยแล้วหรือนี่? พวกเราสามารถทำอะไรเพื่อถวายการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้ากันได้บ้าง? จงมาเสวนาเรื่องนี้กันในตอนนี้กันโดยสำรวจค้นคำเผยวจนะที่บรรยายไว้ชัดแจ้งในพระคัมภีร์

หมายสำคัญแรกแห่งการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า: แผ่นดินไหว, การกันดารอาหาร, ภัยพิบัติและสงคราม

มัทธิว 24:6-8 กล่าวว่า “ท่านจะได้ยินเสียงสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย เพราะว่าทุกสิ่งจะต้องเกิดขึ้น แต่ที่สุดปลายยุคยังมาไม่ถึง เพราะว่า ประชาชาติกับประชาชาติ และอาณาจักรกับอาณาจักรจะต่อสู้กัน ทั้งจะเกิดกันดารอาหารและแผ่นดินไหวในที่ต่างๆ แต่สิ่งทั้งหมดนี้เป็นการเริ่มต้นของความทุกข์เหมือนเมื่อเริ่มคลอดลูก” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สงครามได้ปะทุขึ้นอย่างถี่ๆ ตลอดเวลา อาทิเช่น เหตุการณ์โค่นล้มอำนาจระบบการปกครองของตาลีบันในประเทศอัฟกานิสถาน ความขัดแย้งระหว่างประเทศอินเดียกับปากีสถาน การรุกรานประเทศอิรักของสหรัฐ และสงครามที่กำลังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องระหว่างประเทศอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ภัยพิบัติ ไฟไหม้ น้ำท่วมและแผ่นดินไหวล้วนพบเห็นได้ทุกหนทุกแห่ง ที่ถูกบันทึกไว้เป็นพิเศษก็คือ “ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่” ซึ่งแพร่ระบาดในจังหวัดอู่ฮั่น ประเทศจีนในค.ศ. 2019 และได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลกนับตั้งแต่นั้นมา มีไฟป่ารุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้งในออสเตรเลียในเดือนกันยายน ค.ศ. 2019 ในเวลาเดียวกันก็มีการระบาดรุนแรงของตั๊กแตนโลคัสต์เกิดขึ้นครั้งหนึ่งในดินแดนแอฟริกาตะวันออกซึ่งอยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง พร้อมกับอีกหลายประเทศกำลังเผชิญกับการกันดารอาหารในขณะนี้ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2020 อินโดนีเซียได้ทนทุกข์กับน้ำท่วม และเกาะนิวฟันด์แลนด์ในประเทศแคนาดาถูกกระหน่ำด้วยพายุหิมะรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี แผ่นดินไหวเกิดขึ้นหลายครั้งในจังหวัดเอลาซือ ประเทศตุรกี ประ เทศคิวบาตอนใต้ในแถบแคริบเบียนและที่อื่นๆ จากหมายสำคัญเหล่านี้ สามารถมองเห็นได้เลยว่าคำเผยวจนะนี้ได้ถูกทำให้ลุล่วงแล้ว

หมายสำคัญที่สองแห่งการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า: การปรากฎความผิดปกติของท้องฟ้า

วิวรณ์ 6:12 กล่าวว่า “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่หก ข้าพเจ้าเห็นแผ่นดินไหวยิ่งใหญ่ ดวงอาทิตย์กลายเป็นสีดำมืด เหมือนกับเสื้อผ้าขนสัตว์ที่ใช้ไว้ทุกข์ และดวงจันทร์วันเพ็ญก็กลายเป็นเหมือนกับสีเลือด” โยเอล 2:30-31 กล่าวว่า, “เราจะสำแดงการอัศจรรย์ในท้องฟ้าและบนแผ่นดิน เป็นเลือด เป็นไฟและลำควัน ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นความมืด ดวงจันทร์กลายเป็นเลือด ก่อนวันแห่งพระยาห์เวห์จะมาถึง คือวันอันยิ่งใหญ่และน่าสยดสยอง” ในไม่กี่ปีมานี้ ได้มีกรณีตัวอย่างมากมายของการที่ดวงจันทร์แปรสภาพเป็นสีแดงเลือด ยกตัวอย่าง ในช่วงสองปีระหว่างค.ศ.2014 และ 2015 “ดวงจันทร์สีเลือด” ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นชุดถึงสี่ครั้ง และในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2018 ได้เกิด “จันทรุปราคาสีเลือดเต็มดวงสีขนาดใหญ่พิเศษ” ซึ่งปรากฎขึ้นเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้นในทุก150ปี แล้วต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019 ได้ปรากฏ “จันทรุปราคาเต็มดวงสีเลือดขนาดใหญ่พิเศษแห่งเดือนมกรา” ปรากฏการณ์ตามคำเผยวจนะในเรื่องดวงอาทิตย์เปลี่ยน เป็นสีดำก็ได้ปรากฎให้เห็นด้วยแล้ว และตามความเป็นจริง มันได้มีสุริยุปราคาเต็มดวงหลายครั้ง อาทิ สุริยุปราคาในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมค.ศ. 2019 และในชิลีเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมปีเดียวกัน คำเผยวจนะนี้ได้ลุล่วงอย่างปรากฏชัดในปรากฎการณ์เหล่านี้

หมายสำคัญที่สามแห่งการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า: คริสตจักรทั้งหลายถูกทิ้งร้างและความรักของเหล่าผู้เชื่อเยือกเย็นลง

มัทธิว 24:12 กล่าวว่า “ความรักของคนจำนวนมากจะเยือกเย็นลงเพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป” ตลอดทุกส่วนของโลกแห่งศาสนาจักรโดยครบถ้วนบริบูรณ์ ความโดดเดี่ยวสิ้นหวังกำลังแพร่กระจายไป การประกาศของเหล่าศิษยาภิบาลและผู้อาวุโสได้กลายเป็นน่าเหน็ดเหนื่อยและซ้ำซากจำเจ และกำลังล้มเหลวที่จะจัดเตรียมให้กับผู้เชื่อทั้งหลาย ในการดิ้นรนเพื่อสถานะของพวกเขา ศิษยาภิบาลบางคนกำลังก่อให้เกิดการจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย และกำลังสร้างฝักฝ่ายขึ้นในคริสตจักร อีกทั้งบางคนถึงกับได้เข้าสู่ธุรกิจด้วยการจัดตั้งโรงงานขึ้นเพื่อนำทางเหล่าผู้เชื่อไปตามเส้นทางแบบโลกวิสัย ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางหมู่ผู้เชื่อ ก็มีจุดอ่อนทั่วไปอย่างหนึ่งในเรื่องความมั่นใจและความไม่สมัครใจที่จะไปจากเรื่องทางโลก รวมทั้งพวกเขาดำรงชีวิตอยู่ในความพัวพันยุ่งเหยิงอันน่าเหน็ดเหนื่อย บางคริสตจักรดูเนืองแน่นและมีชีวิตชีวาจากภายนอก แต่ผู้คนมากมายมาที่คริสตจักรเพียงเพื่อแผ่ขยายเครือข่ายของพวกเขาและขายผลิตภัณฑ์สารพัด ใช้คริสตจักรเป็นสถานที่แห่งการพานิชย์ อะไรคือความแตกต่างระหว่างคริสตจักรหนึ่งในทุกวันนี้กับวิหารหนึ่งในตอนที่ไปถึงบทอวสานของยุคธรรมบัญญัติเล่า? ในสิ่งเหล่านี้ การลุล่วงอันครบบริบูรณ์ของคำเผยวจนะนี้เกี่ยวกับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าปรากฎชัด

หมายสำคัญที่สี่แห่งการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า: การปรากฎของพระคริสต์เทียมเท็จ

มัทธิว 24:4-5 กล่าวว่า “พระเยซูตรัสตอบว่า “ระวังให้ดี อย่าให้ใครล่อลวงพวกท่าน เพราะว่าจะมีหลายคนมาโดยอ้างนามของเราและกล่าวว่า ‘เราเป็นพระคริสต์’ และพวกเขาจะล่อลวงคนเป็นจำนวนมาก’” จากคำเผยวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเราสามารถมองเห็นได้ว่าเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมานั้น เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จทั้งหลายจะผุดขึ้นและหลอกลวงผู้คน ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จได้ปรากฎตัวออกมาและได้หลอกลวงประชาชนในหลายประเทศ อาทิ จีน, เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เหล่าพระคริสต์เทียมเท็จนี้ไม่ครองแก่นแท้แห่งพระคริสต์ และพวกเขาไม่สามารถกล่าวประกาศความจริงได้ กระนั้น พวกเขาก็ยังกล่าวอ้างตัวของพวกเขาเองว่าเป็นพระคริสต์ การลุล่วงของคำเผยวจนะนี้ปรากฎชัดอยู่ในที่นี้

หมายสำคัญที่ห้าแห่งการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า: การฟื้นฟูอิสราเอล

มัทธิว 24: 32-33 กล่าวว่า “จงเรียนอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่อใดที่กิ่งของมันเริ่มแตกหน่ออ่อนและออกใบ ท่านทั้งหลายก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว เช่นเดียวกัน เมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งทั้งหมดนี้แล้วก็ให้รู้ว่า พระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว” คนมากมายผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้ารู้ว่า กิ่งที่เริ่มแตกหน่ออ่อนและใบของต้นมะเดื่อนั้นหมายความถึงการฟื้นฟูอิสราเอล เมื่ออิสราเอลได้รับการฟื้นฟู วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะใกล้เข้ามาและอิสราเอลได้รับการฟื้นฟูเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมค.ศ.1948 เห็นได้ชัดว่า คำเผยวจนะนี้เรื่องการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ถูกทำให้ลุล่วงแล้วอย่างครบถ้วนบริบูรณ์

หมายสำคัญที่หกแห่งการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า: การเผยแผ่ข่าวประเสริฐไปสู่สุดปลายทั้งหลายของแผ่นดินโลก

มัทธิว 24:14 บันทึกว่า “ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านี้จะถูกประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง” ในมาระโก 16:15 องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสสั่งเหล่าสาวกของพระองค์หลังการคืนพระชนม์ของพระองค์ว่า “พวกท่านจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน” หลังจากพระเยซูได้ทรงคืนพระชนม์และได้เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เริ่มต้นที่จะนำทางคนเหล่านั้นซึ่งติดตามองค์พระเยซูเจ้าเพื่อเป็นพยานต่อองค์พระเยซูเจ้า วันนี้ คริสตชนได้แพร่กระจายไปทั่วโลกและประเทศในระบอบประชาธิปไตยมากมายได้รับเอาศาสนาคริสต์ไว้ในฐานะศาสนาประจำชาติของพวกเขา แม้แต่ในประเทศจีนที่ซึ่งพรรคที่กุมอำนาจอยู่นั้นเป็นพวกที่ไม่เชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ประชากรหลายสิบล้านคนก็ได้ยอมรับข่าวประเสริฐเรื่ององค์พระเยซูเจ้าเอาไว้ และดังนั้นจึงสามารถเห็นได้ว่า ข่าวประเสริฐแห่งการไถ่มวลมนุษย์ผ่านทางองค์พระเยซูเจ้าได้เผยแผ่ไปทั่วตลอดทั้งโลก ในการนี้ มันจึงปรากฏเด่นชัดว่า คำเผยวจนะเรื่องการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ลุล่วงแล้ว

พวกเราควรถวายการต้อนรับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้ากันอย่างไรดี?

จากข้อเท็จจริงที่จัดทำเป็นรายการไว้ข้างต้นนั้น พวกเราสามารถเห็นได้ว่าหมายสำคัญทั้งหกประการแห่งการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ปรากฎเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บัดนี้เป็นชั่วขณะอันสำคัญยิ่งยวดแห่งการถวายการต้อนรับการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า อะไรหรือ คือสิ่งที่พวกเราต้องทำ ก่อนที่พวกเราจะสามารถต้อนรับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้? องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงให้คำตอบแก่พวกเราสำหรับคำถามนี้ไว้นานแล้ว

ในยอห์น 16:12-13 องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น” วิวรณ์ 3:20 กล่าวว่า “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” ในบทที่ 2 และ 3 ของวิวรณ์ มีคำเผยวจนะมากมายเช่นกันที่ว่า “ใครมีหูก็ให้ฟังข้อความที่พระวิญญาณตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย” ดังที่ท่านสามารถเห็นได้จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับมา พระองค์จะทรงออกพระดำรัสและตรัสกับคริสตจักรทั้งหลาย โดยบอกพวกเราถึงความจริงทั้งหลายที่เราไม่ได้เข้าใจมาก่อนหน้านี้ บรรดาผู้ซึ่งหลังจากที่ได้ยินพระวาทะของพระเจ้าและระลึกได้ถึงพระสุรเสียงของพระเจ้าแล้วก็ยอมรับพระองค์และนบนอบต่อพระองค์นั้น จะมีความสามารถที่จะถวายการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและเข้าร่วมงานเลี้ยงของพระเมษโปดกได้ ในทางกลับกัน พวกที่ไม่ระลึกได้ถึงพระสุรเสียงของพระเจ้าจะไม่ใช่แกะของพระเจ้าอย่างแน่นอน และพวกเขาจะถูกพระเจ้าทรงเปิดโปงและกำจัดทิ้ง ในการนี้ ปรากฏชัดว่าเมื่อพวกเรารอคอยการเสด็จมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นเรื่องวิกฤติที่พวกเราต้องพบพระวจนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงมีต่อคริสตจักรทั้งหลาย และเรียนรู้ที่จะรับฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ดังที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เนื่องจากว่าพวกเรากำลังตามหารอยพระบาทของพระเจ้า มันจึงจำเป็นที่พวกเราต้องค้นหาน้ำพระทัยของพระเจ้า พระวจนะของพระเจ้า พระดำรัสของพระองค์—เพราะที่ใดก็ตามที่มีพระวจนะใหม่ๆ ที่พระเจ้าตรัส พระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่ที่นั่น และที่ใดที่มีก้าวพระบาทของพระเจ้า กิจการต่างๆ ของพระเจ้าอยู่ที่นั่น ที่ใดก็ตามที่มีการทรงแสดงออกของพระเจ้า ที่นั่นพระเจ้าทรงปรากฏ และที่ใดที่พระเจ้าทรงปรากฏ ที่นั่นความจริง หนทาง และชีวิตดำรงอยู่” (“การทรงปรากฏของพระเจ้าได้นำมาซึ่งยุคใหม่” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์)

เมื่อได้ยินดังนี้ ผู้คนบางคนอาจถามว่า “ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะไปหาพระสุรเสียงของพระเจ้ากันได้ที่ไหนหรือ?” ในมัทธิว 25:6 องค์พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า “เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องว่า ‘เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด’” เนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกแกะของพระองค์ด้วยพระดำรัสและพระวาทะของพระองค์ แน่นอนว่า จะต้องมีผู้คนบางคนที่จะได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนใคร และติดตามก้าวพระบาทของพระเมษโปดกไป แล้วจากนั้นก็ร้องขานไปทุกหนทุกแห่งว่า “เจ้าบ่าวมา” ซึ่งเป็นการแพร่กระจายข่าวเกี่ยวกับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าและพระวจนะของการเสด็จมาครั้งที่สองของขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อที่ทุกคนอาจมีโอกาสที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า เพราะฉะนั้น จึงพูดกันว่าการที่พวกเราจะสามารถตามทันก้าวพระบาทของพระเมษโปดกได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า พวกเรามีหัวใจซึ่งถวิลหาที่จะแสวงหาพระองค์หรือไม่ และว่าพวกเราสามารถระลึกได้ถึงพระสุรเสียงของพระองค์หรือไม่ เหมือนกันไม่มีผิดกับตอนที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงปรากฏและเริ่มต้นทรงพระราชกิจในตอนแรก เปโตร นางมารีย์ และคนอื่นๆ ระลึกได้ว่า องค์พระเยซูเจ้าคือพระเมสสิยาห์จากพระราชกิจและพระวาทะของพระองค์ และพวกเขาจึงติดตามพระองค์และเริ่มต้นเป็นพยานให้กับข่าวประเสริฐของพระองค์ บรรดาผู้ที่ได้ยินพระราชกิจและพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า และสามารถระลึกได้ถึงพระสุรเสียงของพระเจ้าก็คือหญิงพรหมจารีที่มีปัญญา ในขณะที่พวกปุโรหิต ธรรมาจารย์ และฟารีสีทั้งหลายผู้ที่ไม่ได้รักความจริงนั้น ได้ยินสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพของพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าแล้ว แต่ทว่าไม่ได้เจาะลึกในพระวจนะเหล่านั้น แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขายึดติดอย่างดื้อด้านอยู่กับมโนคติที่หลงผิดและจินตนาการทั้งหลายของพวกเขา โดยคิดว่า “คนที่ไม่ถูกเรียกว่า พระเมสสิยาห์นั้นไม่ใช่พระเจ้า” และรอคอยให้พระเมสสิยาห์ทรงปรากฏแก่พวกเขา พวกเขาถึงขั้นกล่าวโทษและหมิ่นประมาทพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้า และในบทอวสาน พวกเขาก็ได้สูญเสียความรอดของพระเจ้าไป มีพวกผู้เชื่อชาวยิวด้วยเช่นกันที่ได้ติดตามพวกฟารีสีและไม่ได้จำแนกความต่างของพระสุรเสียงของพระเจ้าในพระราชกิจและพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้า เป็นผู้ที่ฟังพวกปุโรหิต ธรรมาจารย์ และฟารีสีทั้งหลาย และปฏิเสธความรอดขององค์พระเยซูเจ้า ผู้คนดังกล่าวกลายเป็นหญิงพรหมจารีโง่ผู้ซึ่งถูกองค์พระเยซูเจ้าทอดทิ้ง ผู้คนบางคนอาจถามว่า “ถ้าอย่างนั้น พระสุรเสียงของพระเจ้าสามารถจำแนกความต่างได้อย่างไรหรือ? เมื่อในข้อเท็จจริงนั้น นี่ไม่ลำบากยากเย็นเลย พระดำรัสและพระวาทะของพระเจ้านั้นต้องมิอาจกล่าวได้โดยมนุษย์ ต้องทรงสิทธิอำนาจและเปี่ยมฤทธานุภาพเป็นพิเศษ มันจะมีความสามารถที่จะเปิดความล้ำลึกของราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ออกมาและเปิดเผยความเสื่อมทรามของมนุษย์ และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้คือความจริง และทั้งหมดจึงสามารถเป็นชีวิตของมนุษย์ ใครก็ตามที่มีหัวใจและมีจิจวิญญาณจะรู้สึกถึงมันได้เมื่อเขาได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และจะมีการยืนยันในหัวใจของเขาว่า พระผู้สร้างกำลังตรัสอยู่และกำลังออกพระดำรัสมาถึงพวกเราเหล่ามนุษย์ แกะของพระเจ้าฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า หากพวกเราแน่ใจว่าพระวจนะเหล่านี้คือพระสุรเสียงของพระเจ้า เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็ควรยอมรับและเชื่อฟังพระวจนะเหล่านั้น ไม่สำคัญว่า พระวจนะเหล่านั้นคล้อยตามไปอย่างน้อยนิดกับมโนคติที่หลงผิดของพวกเรา เฉพาะในหนทางนี้เท่านั้นที่พวกเราจะสามารถถวายการต้อนรับการทรงกลับมาขององค์พระเยซูเจ้าได้

ในโลกวันนี้ มีเพียงคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เท่านั้นที่ให้คำพยานว่า องค์พระเยซูเจ้า—พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์—ได้ทรงกลับมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงพระวจนะไปเรียบร้อยแล้วหลายล้านคำ และพระวจนะเหล่านี้ได้ถูกตีพิมพ์ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผู้คนจากทุกประเทศและทุกวิถีชีวิตได้ตรวจตราดู ผู้คนมากมายของแต่ละชนชาติผู้ซึ่งถวิลหาความจริงเรียงหน้ากันมาด้วยความหวังที่จะได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าและถวายการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังที่ได้กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด” หากพวกเราเพียงแค่อ่านพระวจนะที่แสดงโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้มากขึ้น อันเป็นการรับฟังเพื่อหยั่งรู้ว่าพระวจนะเหล่านั้นใช่พระสุรเสียงของพระเจ้าหรือไม่ เช่นนั้นแล้ว พวกเราก็จะมีความสามารถที่จะกำหนดพิจารณาได้ว่าองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาแล้วหรือไม่ ดังที่องค์พระเยซูเจ้าได้กล่าวไว้ในยอห์น 10:27 ว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” ข้าพเจ้าเชื่อว่า ตราบที่พวกเรามีหัวใจแห่งการแสวงหาอย่างถ่อมใจ พวกเราย่อมสามารถระลึกได้ถึงพระสุรเสียงของพระเจ้า และถวายการต้อนรับการทรงกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้

ก่อนหน้า:วิธีอธิษฐานต่อและวางใจในพระเจ้าเพื่อก้าวผ่านเวลาที่ยากลำบาก

ถัดไป:คริสตจักรของพระเจ้าที่แท้จริงคืออะไร? เราสามารถแยกแยะระหว่างคริสตจักรที่แท้จริงกับคริสตจักรเทียมเท็จทั้งหลายได้อย่างไร?

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง