บทความคริสเตียน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

เหตุใดเราจึงสารภาพบาปและกลับใจ แต่บ่อยครั้งก็ยังคงกระทำความบาปอยู่?

องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป ทาสอยู่ในบ้านเพียงชั่วคราว บุตรต่างหากที่อยู่ตลอดไป” (ยอห์น 8:34-35) พระวจนะของพระองค์บอกเราว่า หากผู้คนไม่สามารถปลดปล่อยตัวพวกเขาเองจากพันธนาการและโซ่ตรวนของความบาปได้ และพวกเขายังคงกระทำความบาปต่อไป เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นทาสของบาปและจะไม่มีวันได้เข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ เมื่อได้อ่านบทตอนนี้ของข้อพระคัมภีร์ พี่น้องชายหญิงหลายคนผู้สัตย์ซื่อจะนึกถึงการที่พวกเขากระทำความบาปตอนกลางวันก็เพื่อที่จะสารภาพบาปตอนกลางคืนเท่านั้นเอง และด้วยเหตุนี้พวกเขาจะกังวลว่าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในความบาปและไม่สามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรของพระเจ้าได้ และพวกเขาจะระทมทุกข์ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาเชื่อในพระองค์ ก็แล้วทำไมพวกเขาจึงไม่สามารถปลดเปลื้องตัวพวกเขาเองจากความบาปได้? เราจะเพียงสามารถปลดเปลื้องตัวเราเองจากโซ่ตรวนของความบาปได้อย่างไร? เราจะสามัคคีธรรมในแง่มุมนี้ของความจริง ณ บัดนี้

เหตุใดเราจึงไม่สามารถกำจัดความบาปในความเชื่อในพระองค์ของเราได้?

เมื่อพูดถึงคำถามที่ว่าเหตุใดเราจึงเชื่อในพระองค์ แต่ก็ยังไม่สามารถปลดปล่อยตัวเราเองจากความบาปได้ ก่อนอื่นขอให้เราอ่านบทตอนนี้จากพระวจนะของพระเจ้า: “สำหรับทุกสิ่งที่มวลมนุษย์อาจได้รับการไถ่และการยกโทษในบาปของเขาไปแล้วนั้น พิจารณาได้เพียงว่าพระเจ้ามิได้ทรงจดจำการล่วงละเมิดของมนุษย์และมิได้ทรงปฏิบัติติต่อมนุษย์โดยสอดคล้องกับการล่วงละเมิดของเขา อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมนุษย์ผู้มีชีวิตอยู่ในร่างกายที่เป็นเนื้อหนังยังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากบาป เขาก็ย่อมสามารถทำบาปต่อไปได้เท่านั้นเอง อันเป็นการเปิดโปงอุปนิสัยเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขาอย่างไม่รู้จบ นี่คือชีวิตที่มนุษย์ดำเนินอยู่ วัฏจักรอันไม่รู้จบของการทำบาปและการได้รับการยกโทษ บาปส่วนใหญ่ของมวลมนุษย์ตอนกลางวันก็เพื่อที่จะสารภาพในตอนค่ำเท่านั้นเอง เมื่อเป็นแบบนี้ แม้ว่าเครื่องบูชาลบล้างบาปนั้นมีประสิทธิภาพต่อมนุษย์ตลอดกาล แต่มันก็จะไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปได้ พระราชกิจแห่งความรอดเสร็จสิ้นไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากมนุษย์ยังคงมีอุปนิสัยอันเสื่อมทรามอยู่ […]” (“ความล้ำลึกแห่งการทรงจุติเป็นมนุษย์ (4)” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พระวจนะของพระเจ้าแสดงให้เราเห็นว่า แม้เราได้ก้าวผ่านการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า และบาปของเราได้รับการยกโทษ และถึงแม้ว่า หลังจากที่ทำบาปแล้ว เรายังอธิษฐาน สารภาพบาป และกลับใจต่อพระองค์ และพระองค์ไม่ทรงมองดูเราว่าเป็นพวกคนบาปอีกต่อไป ธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความบาปของเรายังคงดำรงอยู่ต่อไป เรายังคงมีแนวโน้มที่จะทำบาปอยู่บ่อยครั้ง ยังคงตีแผ่อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเรา และใช้ชีวิตอยู่ในความบาปตอนกลางวันก็เพื่อที่จะสารภาพบาปตอนกลางคืนเท่านั้นเอง ตัวอย่างเช่น เมื่อคนอื่นกล่าวหรือทำบางสิ่งที่เป็นอันตรายต่อประโยชน์ของเราเอง เราก็เกลียดชังพวกเขา เรารู้เป็นอย่างดีจริงๆ ว่าพระเจ้าทรงรักบรรดาผู้ที่ซื่อสัตย์ กระนั้นแล้วเราก็ยังคงพูดโกหกและคดโกงอยู่บ่อยครั้งเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของเราเอง เมื่อได้รับพระพรจากพระเจ้า เรากล่าวขอบพระคุณพระเจ้าอยู่เนืองนิตย์ เมื่อห้อมล้อมด้วยความวิบัติ เราก็เริ่มบ่นเกี่ยวกับพระเจ้า และเราอาจถึงกับก่นด่าพระเจ้า ด่าทอพระองค์ด้วยคำหยาบ และดังที่สามารถเห็นได้ว่าแม้ความบาปของเราได้รับการยกโทษแล้ว อุปนิสัยเสื่อมทรามภายในเรายังไม่ได้รับการชำระล้างให้สะอาด ด้วยว่าสิ่งที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำคือพระราชกิจการตรึงกางเขน และการไถ่มนุษยชาติ ไม่ใช่พระราชกิจการชำระล้างให้สะอาดอย่างถ้วนทั่วและการช่วยมนุษย์ให้รอด เราได้รับการทำให้เสื่อมทรามโดยซาตานมาเป็นเวลาหลายพันปี และอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเราฝังแน่นอยู่ภายในธรรมชาติของเรา ความโอหัง ความทะนงตน ความเห็นแก่ตัว ความเลวทรามต่ำช้า การทรยศ เล่ห์เพทุบาย การโกหก ความหลอกลวง ความอิจฉาริษยา การโต้แย้ง การคิดร้าย ความโหดร้าย การเกลียดชังความจริง และการเป็นศัตรูต่อพระเจ้า—สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดเปลี่ยนยากยิ่งกว่าความบาป และสามารถทำให้ผู้คนเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าได้โดยตรง หากว่าต้นเหตุที่แท้จริงเหล่านี้ไม่ได้รับการกล่าวถึง เช่นนั้นแล้วเราก็จะทำบาปวันนี้และในทำนองเดียวกันก็จะทำบาปวันพรุ่งนี้ ไม่สามารถอย่างที่สุดที่จะปลดเปลื้องพันธนาการและการบีบบังคับของความบาปได้

คริสตชนสามารถปลดเปลื้องตัวเองจากความบาปได้อย่างไร?

ดังนั้นแล้วเราจะสามารถปลดเปลื้องตัวเราเองจากโซ่ตรวนของความบาปได้อย่างไร? องค์พระเยซูเจ้าตรัสคำเผยพระวจนะไว้ว่า “เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกกับพวกท่าน แต่ตอนนี้ท่านยังรับไม่ไหว เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิด” (ยอห์น 16:12-13) “เราไม่พิพากษาคนที่ได้ยินถ้อยคำของเราและไม่ทำตาม เพราะว่าเราไม่ได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อจะช่วยโลกให้รอด ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:47-48)

พระวจนะของพระเจ้ากล่าวด้วยว่า “การช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากอิทธิพลของซาตานอย่างสิ้นเชิงไม่เพียงจำเป็นต้องให้พระเยซูทรงกลายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและแบกรับบาปต่างๆ นานาของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องให้พระเจ้าทรงพระราชกิจยิ่งใหญ่กว่าเดิมขึ้นไปอีกเพื่อปลดเปลื้องมนุษย์โดยสมบูรณ์จากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเขา และดังนั้น ในเมื่อมนุษย์ได้รับการอภัยต่อบาปของเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงได้กลับสู่เนื้อหนังเพื่อนำทางมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่และได้เริ่มพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษา พระราชกิจนี้ได้นำพามนุษย์เข้าสู่ดินแดนที่สูงส่งขึ้น บรรดาผู้ที่นบนอบภายใต้อำนาจครอบครองของพระองค์ทั้งหมดจะได้ชื่นชมกับความจริงที่สูงส่งขึ้นและได้รับพระพรที่ยิ่งใหญ่ขึ้น พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง และพวกเขาจะได้รับความจริง หนทางและชีวิต” ((คำนำของ พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์))

พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่าพระเจ้าแห่งยุคสุดท้ายจะทรงกลับมาตรัสพระวจนะของพระองค์และจะทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษา จะทรงแก้ไขอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์และจะทรงช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาป ในวันนี้ องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงกลับมาในเนื้อหนังในฐานะพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ บนพื้นฐานของพระราชกิจแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์ช่วงระยะหนึ่ง นั่นคือการพิพากษาที่เริ่มต้นขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงความจริงทั้งหมดสำหรับการชำระให้สะอาดและความรอดของมวลมนุษย์ การแก้ธรรมชาติที่เต็มไปด้วยบาปของเราจากรากเง่าและสามารถทำให้เราเข้าใจความจริง ปลดเปลื้องตัวเราเองจากบาป หยุดกระทำบาปและหยุดเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า และกลายเป็นผู้คนที่เชื่อฟังและเคารพยำเกรงพระเจ้า ซึ่งในเวลานั้นพระเจ้าก็จะได้ทรงรับเราไว้อย่างแท้จริง เฉพาะเมื่อเรายอมรับพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธ์ในยุคสุดท้ายเท่านั้น เราจึงจะได้รับโอกาสปลดเปลื้องตัวเราเองจากอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเราและได้รับการชำระให้สะอาด

พระเจ้าทรงชำระมนุษย์ให้สะอาดและพิพากษามนุษย์อย่างไร?

ดังนั้นแล้วพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แห่งยุคสุดท้ายทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาเพื่อชำระมนุษย์ให้สะอาดและช่วยมนุษย์ให้รอด ทำให้มนุษย์สามารถปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระจากบาปได้อย่างไร? ขอให้เรามาอ่านบทตอนอีกบทหนึ่งจากพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในยุคสุดท้ายนั้น พระคริสต์ทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและการกระทำของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานับประการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะซึ่งตีแผ่ให้เห็นว่ามนุษย์เหยียดหยันพระเจ้าอย่างไรนั้น ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการแก้ไขและปรับแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการแก้ไขและการปรับแต่งเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ได้สูญเสียไปจนหมดสิ้น เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจให้ยอมหมอบราบต่อพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในพระประสงค์ของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความลึกลับที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทางและชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฎเป็นมนุษย์)

ในการเอ่ยถึงพระราชกิจแห่งการพิพากษา บางคนอาจคิดว่า การพิพากษาไม่ใช่การกล่าวประณามโดยพระเจ้าหรอกหรือ? คนเราจะยังคงได้รับการช่วยให้รอดโดยพระเจ้าได้อย่างไร? ที่เรามีความคิดเช่นนั้นเป็นเพราะเราไม่รู้จักพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่าที่พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาในยุคสุดท้ายนั้น ที่สำคัญแล้วเป็นการแสดงถึงความจริงเพื่อพิพากษาและชำระล้างมนุษย์ให้สะอาด ด้วยผลจากการนั้น จากวิวรณ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า จึงอนุญาตให้เราตระหนักถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเราเองและมองเห็นความจริงซึ่งเป็นข้อเท็จจริงของความเสื่อมทรามของเราในมือของซาตาน พระวจนะของพระเจ้าเป็นเหมือนดาบสองคม เมื่อเราอ่านพระวจนะของพระเจ้า มันเป็นราวกับว่าพระองค์กำลังพิพากษาและตีแผ่เราแบบเผชิญหน้ากัน อนุญาตให้เราตระหนักถึงอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเราเอง อุปนิสัยต่างๆ ที่โอหัง ทะนงตน เห็นแก่ตัว เลวทรามต่ำช้า ทรยศ เจ้าเล่ห์เพทุบาย ละโมบและชั่วร้าย เมื่อเราเริ่มเชื่อในพระองค์ ยกตัวอย่างเช่น เราชื่นชมพระคุณของพระองค์ ก็มีสันติสุขและความชื่นบานยินดีในหัวใจของเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เราได้เห็นพระพรและพระสัญญาที่พระองค์ทรงมอบให้แก่เราแล้ว เราได้กลายเป็นกระตือรือร้นมากยิ่งกว่าในการสละตัวเราเองเพื่อพระองค์ เราไม่เคยพลาดการร่วมชุมนุมหรือข้ามการอ่านข้อพระคัมภีร์เลย บ่อยครั้งที่เราสนับสนุนพี่น้องชายหญิงผู้อ่อนแอ เผยแพร่พระกิตติคุณไปทุกหนแห่งที่เราไป บุกบั่นในการอุทิศและการกุศล เชื่อใจว่าหากเราสละตัวเราเองแล้ว พระองค์จะทรงให้แน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่นสำหรับเรา และว่าหลังจากนั้น เราจะสามารถเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์และได้รับชีวิตนิรันดร์ แต่เมื่อโชคร้ายบังเกิดแก่เรา เมื่อพระองค์ทรงไม่คอยคุ้มกันเราและปกป้องเรา เราเสียใจว่าเราได้สละตัวเราเองเพื่อพระองค์เมื่อก่อนอย่างไร และถึงกับเริ่มติเตียนพระเจ้าในหัวใจของเรา เมื่อเราได้ยอมรับพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในวาระสุดท้ายแล้ว เราได้เห็นว่าพระองค์ตรัสดังนี้ “ในวันเหล่านี้ ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะแบบนี้ กล่าวคือ ‘เพื่อที่จะได้รับพระพร เราต้องสละตัวเองเพื่อพระเจ้าและจ่ายราคาให้กับพระองค์ เพื่อที่จะได้รับพระพร เราต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้า เราต้องทำสิ่งที่พระองค์ทรงมอบความไว้วางใจเราให้เสร็จสิ้น และปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดี’ การนี้ได้รับอิทธิพลโดยเจตนาที่จะได้รับพระพร การนี้คือตัวอย่างของการสละตัวเองจนหมดสิ้นเพื่อจุดประสงค์ของการได้รับบำเหน็จรางวัลของพระเจ้า เพื่อการได้รับมงกุฎ […]” (“วิธีรับเอาเส้นทางของเปโตร” ใน บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) “สัมพันธภาพของมนุษย์กับพระเจ้านั้นเป็นแค่สัมพันธภาพแห่งผลประโยชน์ของตนเองอย่างไม่มีอะไรปิดบัง เป็นสัมพันธภาพระหว่างผู้รับกับผู้ให้พร กล่าวอย่างง่ายก็คือ คล้ายกับสัมพันธภาพระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ลูกจ้างทำงานเพียงเพื่อได้รับสินจ้างรางวัลที่นายจ้างมอบให้ ไม่มีเสน่หาใดเลยในสัมพันธภาพเช่นนี้ มีเพียงธุรกรรมแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไม่มีการให้ความรัก หรือการได้รับความรัก มีเพียงการแบ่งปันและความปราณี ไม่มีความเข้าใจ มีเพียงความขัดเคืองคับข้องที่ถูกเก็บกดเอาไว้และมารยาเสแสร้งเท่านั้น ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนม มีเพียงช่องว่างทางความนึกคิดที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้เท่านั้น” (“มนุษย์สามารถได้รับการช่วยให้รอดท่ามกลางการบริหารจัดการของพระเจ้าเท่านั้น” ใน พระวจนะทรงปรากฎเป็นมนุษย์)

พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เข้าประเด็นในการตีแผ่แรงจูงใจที่ผิดพลาดและมุมมองของความเชื่อของเราในพระเจ้า โดยการผ่านการทบทวนตัวเราเองเท่านั้นเราถึงจะตระหนักได้ว่าเราไม่ได้กำลังทำงานหนักเพราะความรักของเราต่อพระเจ้า และเพราะเราปรารถนาที่จะทำให้พระเจ้าทรงสมดังพระทัย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เรากำลังมองว่าจะสละตัวเราเองในการแลกเปลี่ยนกับพระพรและพระสัญญาของพระเจ้า—ความประพฤติที่ดีของเราและการกระทำที่ดีของเรามีเพื่อการสัมฤทธิ์เป้าหมายของเราเองเท่านั้น ในเวลาเช่นนั้น เราเห็นว่าธรรมชาติของเราเห็นแก่ตัวและเลวทรามต่ำช้าเพียงใด เราใช้ชีวิตโดยกฎของซาตานที่ว่า “ชีวิตใครก็ชีวิตมันและปล่อยคนอื่นไปตามยถากรรม” ทุกสิ่งที่เราทำก็เพื่อผลกำไรของตัวเราเอง และแม้แต่เมื่อเราสละตัวเองเพียงเล็กน้อยในความเชื่อในพระเจ้าของเรา การนี้ก็เช่นกันที่ถือเป็นการรับประโยชน์และพระพรจากพระเจ้า เราต้องการแลกเปลี่ยนการใช้จ่ายเล็กน้อยบางอย่างกับพระพรมากมาย และเราพยายามที่จะได้รับค่าตอบแทนเป็นร้อยเท่าในชีวิตนี้และได้รับชีวิตนิรันดร์ในโลกที่จะมาถึง เราไม่ได้สละตัวเราเองเลยสักนิดเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเราในฐานะสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้างและตอบแทนความรักของพระเจ้า เมื่อเจตนาของเราเองและความอยากของเราไม่ได้รับการเติมเต็ม เราก็สามารถกลายเป็นคิดลบ พร่ำบ่น กบฏต่อพระเจ้าและเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า เมื่อเราเห็นว่าเราโสมมและเสื่อมทรามมากเพียงใด ว่าเราเป็นผู้ที่สูญสิ้นมโนธรรมและเหตุผลและไม่เหมาะอย่างสิ้นเชิงที่จะได้รับบำเหน็จรางวัลและพระพรของพระเจ้า เราก็รู้สึกเสียใจและกล่าวหาตัวเองกลับคืนอยู่ในหัวใจของเรา เรารังเกียจชิงชังตัวเราเอง และถูกบังคับให้ล้มลงต่อพระพักตร์ของพระเจ้าเพื่อสารภาพความบาปของเรา หวังว่าจะได้เริ่มต้นใหม่ เต็มใจสละตัวเราเองเพื่อพระเจ้า และไม่ขอสิ่งใดเป็นการตอบแทนอีกต่อไป โดยผ่านประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า เราได้มาตระหนักรู้ถึงอุปนิสัยเยี่ยงซาตานของเราเอง และเราเห็นว่าพระเจ้ารังเกียจชิงชังบาปของมนุษย์ เราเห็นว่าไม่ว่าจะมีความโสมมอยู่ที่ไหนก็ตาม ก็จะมีการพิพากษาของพระเจ้า และเราได้รู้จักเนื้อแท้อันบริสุทธิ์ของพระเจ้าและพระอุปนิสัยอันชอบธรรมที่มิอาจฝ่าฝืนได้ของพระองค์ และดังนั้นเองหัวใจที่ยำเกรงพระเจ้าได้ถือกำเนิดขึ้นในตัวเรา ภายใต้การทรงนำแห่งพระวจนะของพระเจ้า เราค่อยๆ มาถึงซึ่งการเข้าใจน้ำพระทัยและข้อพึงประสงค์ของพระเจ้า เราตั้งมั่นในสถานภาพของสิ่งมีชีวิตซึ่งทรงสร้างเพื่อปฏิบัติหน้าที่เพียงเล็กน้อยของมนุษย์ มีธุรกรรมแลกเปลี่ยนน้อยลงเรื่อยๆ ในการเกี่ยวข้องของเรากับพระเจ้า สัมพันธภาพของเรากับพระองค์กลายเป็นใกล้ชิดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อุปนิสัยอันเสื่อมทรามของเราก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง และเราดำรงชีวิตตามลักษณะภายนอกของมนุษย์ที่แท้จริงในท้ายที่สุด

การที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามที่เราได้ทำในวันนี้ถือเป็นผลที่สัมฤทธิ์ในตัวเราโดยพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทั้งสิ้น บรรดาผู้ที่ได้ผ่านประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ในยุคสุดท้ายและผู้ที่รักความจริงอย่างแท้จริง หลังจากเวลาหลายปี พวกเขาก็มองเห็นอย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงและการเก็บเกี่ยว ในหัวใจของพวกเขา พวกเขาสามารถสำนึกรับรู้ได้ว่าความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่เพียงใดและความรอดของมนุษย์ของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่เพียงไหน และพวกเขามาถึงจุดที่มีความขอบคุณลึกซึ้งว่าพระราชกิจของพระเจ้านั้นเป็นจริงมากเพียงไหน พวกเขาล่วงรู้ว่าการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเท่านั้นคือความรอดที่จริงแท้ที่สุด และว่าโดยการยอมรับพระราชกิจในยุคสุดท้ายของพระเจ้าและการผ่านประสบการณ์การพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าเท่านั้น ที่พวกเขาสามารถได้รับการชำระให้สะอาดและเปลี่ยนแปลงได้—นี่เป็นเส้นทางเดียวเท่านั้นที่เราสามารถปลดเปลื้องตัวเองจากความบาปได้

หมายเหตุจากบรรณาธิการ: การสามัคคีธรรมนี้ให้คำตอบต่อความสับสนของคุณได้หรือเปล่า? คุณได้พบเส้นทางที่ปลดปล่อยตัวคุณเองจากความบาปในการสามัคคีธรรมนี้หรือไม่? หากคุณรู้สึกว่าการสามัคคีธรรมนี้ช่วยเหลือคุณได้ คอยติดตามเว็บไซต์นี้ต่อไป และเราจะคอยอัปเดตเว็บไซต์ด้วยเนื้อหาใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ หากมีใครบางคนที่คุณรู้จักที่สับสนเหมือนคุณ กรุณาแบ่งปันบทความนี้กับพวกเขา ถ้าคุณมีคำถามหรือความยุ่งยากประการใด สามารถติดต่อเราได้ทุกเวลา และเราจะได้สามารถตรวจสอบหาข้อมูลและแสวงหาร่วมกันได้!

ก่อนหน้า:คำพยากรณ์ทั้งหลายในวิวรณ์ได้รับการทำให้ลุล่วงแล้ว: เจ้าได้สัมฤทธิ์การกลับใจใหม่ที่แท้จริงหรือไม่?

ถัดไป:สัญญาณของสมัยสุดท้าย: สมัยของโนอาห์ในวาระสิ้นสุดได้มาถึงแล้ว ดังนั้นพระเยซูจะทรงหวนคืนเพื่อทรงพระราชกิจอย่างไร?

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง