บทความคริสเตียน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

สิ่งใดคือการมีความเชื่อในพระเจ้า?

โดยหัวเฟย

สิ่งที่พระเจ้าทรงพึงประสงค์จากพวกเราแต่ละคนในฐานะชาวคริสเตียนนั้นก็คือให้ครองความจริงอันจริงแท้ มีตัวอย่างมากมายที่บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์เกี่ยวกับผู้คนที่มีความสามารถที่จะมองเห็นกิจการอันน่าอัศจรรย์ทั้งหลายของพระเจ้า และได้รับการอวยพรโดยพระองค์เพราะความเชื่อของพวกเขา โมเสสมีความเชื่อในพระเจ้า และมีความสามารถที่จะเอาชนะอุปสรรคและข้อจำกัดนับหมื่นแสนของฟาโรห์ ประสบความสำเร็จในการนำทางคนอิสราเอลในการอพยพของพวกเขาออกจากประเทศอียิปต์ ก็โดยผ่านทางการทรงนำของพระองค์ อับราฮัมมีความเชื่อในพระเจ้าและเต็มใจที่จะพลีอุทิศอิสอัคบุตรชายคนเดียวของเขาให้แก่พระเจ้า และพระเจ้าจึงได้อวยพรเขาในท้ายที่สุด โดยทรงอนุญาตให้พงศ์พันธุ์ของเขาเพิ่มทวีคูณและได้กลายมาเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย โยบได้มีความเชื่อในพระเจ้าและมีความสามารถที่จะยืนหยัดเป็นพยานสำหรับพระเจ้าโดยผ่านทางสองบททดสอบ พระเจ้าจึงยิ่งทรงอวยพรให้เขามากขึ้นไปอีก และได้ทรงปรากฏต่อเขา และตรัสกับเขาจากพายุ หญิงคานาอันในหนังสือมัทธิวมีความเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า และเชื่อว่าพระองค์ทรงสามารถขับวิญญาณชั่วออกจากบุตรสาวของเธอได้ เธอได้ยื่นคำอุทธรณ์ของเธอต่อองค์พระเยซูเจ้า และอาการป่วยของบุตรสาวของเธอก็ได้รับการรักษา ในฐานะชาวคริสเตียน เป็นความจำเป็นอันเลี่ยงไม่ได้เลยที่พวกเราต้องเข้าใจความจริงที่เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นความเชื่อที่แท้จริง เพื่อที่ว่า ไม่สำคัญว่าพวกเราจะเผชิญกับความยากลำบากใดในชีวิตของพวกเรา—ความล้มเหลวในธุรกิจ ความพลาดพลั้งในชีวิต เหตุการณ์ครอบครัวที่อาภัพอับโชค—พวกเราก็มีความสามารถที่จะพึ่งพาความเชื่อของพวกเรา และติดตามพระเจ้าไปอย่างไม่รวนเร เป็นพยานที่ดังกึกก้องแด่พระองค์ และได้รับความเห็นชอบของพระองค์ในท้ายที่สุด

พวกเรามีความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่?

อาจมีพี่น้องชายหญิงบางคนที่พอได้ยินการเสวนาเกี่ยวกับความจริงก็จะประกาศสำแดงออกมาอย่างมั่นใจว่าพวกเขามีความเชื่อจริงๆ “ข้าพเจ้ามีความเชื่อในพระเจ้าเต็มร้อย ข้าพเจ้ายอมรับพระเจ้าตลอดเวลา และนี่พิสูจน์ว่า ข้าพเจ้าเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความเชื่อ” “ข้าพเจ้าเชื่อว่า องค์พระเยซูเจ้าคือพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเรา และพระองค์ได้ถูกตรึงกางเขนก็เพื่อที่จะไถ่พวกเราจากบาปทั้งหลายของพวกเรา ตราบที่พวกเราอธิษฐานและสารภาพต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า บาปของพวกเราจะได้รับการยกโทษโดยพระองค์เสมอ นั่นไม่ใช่การมีความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าหรอกหรือ? “ข้าพเจ้าเป็นผู้เชื่อคนหนึ่งมาตลอดหลายปีนี้ ข้าพเจ้าได้เลิกล้มอาชีพของข้าพเจ้า ครอบครัวของข้าพเจ้า และการงานของข้าพเจ้าเพื่อสละตัวเองและทำงานเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้สถาปนาคริสตจักรไปทั่วทุกที่ และได้ทนทุกข์มากมายโดยไม่เคยพร่ำบ่นร้องทุกข์เลย เหล่านี้ล้วนเป็นการสำแดงแห่งการมีความเชื่อในพระเจ้า” พวกเราเชื่อในการดำรงอยู่ของพระเจ้าอย่างปฏิเสธไม่ได้ และเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเราทำงานอย่างมีใจกระตือรือร้นและสละตัวพวกเราเองเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ว่าพวกเราทนทุกข์และจ่ายราคาเพื่อพระองค์ ว่าแต่ว่า สิ่งเหล่านี้หมายความว่าพวกเรามีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าอย่างนั้นหรือ? ประเด็นปัญหานี้คุ้มค่าแก่การที่พวกเราพี่น้องชายหญิงผู้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและกระหายความจริงอย่างจริงแท้จะทำการท่องสำรวจและมีการสามัคคีธรรมกันต่อไป

ลองดูข้าพเจ้าเป็นตัวอย่าง นับตั้งแต่ได้กลายเป็นคริสเตียนคนหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการชุมนุมทั้งหลายอย่างแข็งขันเสมอ ได้แบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้อื่น และคอยพยุงพี่น้องชายหญิงทั้งหลายที่กำลังได้รับประสบการณ์ความอ่อนแอ ไม่มีความลำบากยากเย็นใดเลยที่เคยหยุดข้าพเจ้าไว้จากการทำสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้ายิ่งกว่าเต็มใจที่จะละวางสิ่งชูใจทางวัตถุทั้งหลายของข้าพเจ้าเพื่อที่จะรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างมีใจกระตือรือร้น ดังนั้นข้าพเจ้าจึงคิดว่าตัวเองเป็นใครคนหนึ่งที่รักพระเจ้า อุทิศแด่พระองค์ และมีความเชื่อในพระองค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกครอบครัวของข้าพเจ้ากับข้าพเจ้าล้มป่วย และสภาพอาการของพวกเราไม่ดีขึ้นแม้หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ทำการอธิษฐานอยู่พักหนึ่ง ข้าพเจ้ากลายเป็นท้อใจและผิดหวังกับพระเจ้า และถึงขั้นพร่ำบ่นร้องทุกข์ต่อพระองค์เกี่ยวกับการที่ไม่ทรงปกป้องข้าพเจ้าหรือครอบครัวของข้าพเจ้า สิ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาโดยความจริงอันกระด้างไม่ปรุงแต่งนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้มองเห็นว่า ข้าพเจ้าขาดความเชื่ออันจริงแท้โดยสิ้นเชิง และมองเห็นว่าความเชื่อของข้าพเจ้าก็แค่ยืนอยู่บนพื้นฐานของรากฐานแห่งความกลมกลืนสอดคล้องในครอบครัวข้าพเจ้า และการปราศจากความเจ็บป่วยทางกายหรือมหันตภัย อย่างไรก็ดี วุฒิภาวะที่แท้จริงของข้าพเจ้าก็ได้ถูกเปิดเผยออกมาทันทีที่บางสิ่งซึ่งไม่พึงปรารถนาได้เกิดขึ้น เมื่อนั้นเท่านั้นข้าพเจ้าจึงได้เห็นว่า ความเชื่อในพระเจ้าของข้าพเจ้านั้นช่างขี้ปะติ๋วนักจนน่าสังเวช—มันไม่มีอะไรให้คุยโตออกมาเลยจริงๆ เมื่อมองไปที่พี่น้องชายหญิงรอบตัวข้าพเจ้า พวกเขาส่วนใหญ่ก็เหมือนกันไม่มีผิด โดยทั่วไปแล้ว บางคนก็หยุดเข้าร่วมงานปรนนิบัติทั้งหลายของคริสตจักรเมื่อการจัดตารางเวลาบางอย่างมีความขัดแย้งกับที่บ้านหรือกับชีวิตทำงานของพวกเขา เพื่อที่ผลประโยชน์ของตัวพวกเขาเองจะไม่ได้รับผลกระทบ บ้างก็มีความสามารถที่จะอธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และขอหนทางออกกับพระองค์เมื่อพวกเขาถูกขัดแข้งขัดขาเสียตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเริ่มพยายามหางานทำ หรือไม่ก็ในแง่มุมอื่นๆ แต่หากนี่ดำเนินต่อไปจนเป็นประเด็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาก็สร้างความคับแค้นใจต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและอาจถึงขั้นกลายเป็นท้อใจและย่อท้อ พวกเขาเริ่มพึ่งพาเพื่อนฝูงรอบกายพวกเขาที่ดูมีพลังอำนาจและมีสิทธิอำนาจ หรือไม่พวกเขาก็อาจปฏิบัติตนไปบนพื้นฐานของการคิดของพวกเขาเอง ยังมีพี่น้องชายหญิงที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีใจกระตือรือร้นในทุกแง่มุมของงานของคริสตจักรด้วยเช่นกันในยามที่พวกเขาได้รับพระพรขององค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เมื่อบางสิ่งที่เลวร้ายบังเกิดขึ้นที่บ้าน หรือพวกเขาเผชิญหน้ากับความล้มเหลวในธุรกิจ พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ภายในความเข้าใจผิด และการพร่ำบ่นร้องทุกข์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือถึงขั้นเดินจากพระองค์ไป

พวกเราสามารถเห็นได้จากสิ่งที่พวกเราแสดงออกมาและใช้ชีวิตอยู่ในชีวิตประจำวันว่า ความเชื่อของพวกเรานั้นเพียงแค่ไม่สามารถยืนหยัดต่อการการทดสอบทั้งหลายของความจริง พวกเราแค่ยอมรับว่า องค์พระเยซูเจ้าคือพระเจ้าเที่ยงแท้ และเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเรา แต่นั่นไม่ใช่หมายความว่า พวกเราจะไม่มีวันปฏิเสธหรือละทิ้งพระเจ้าโดยไม่สำคัญว่าพวกเราพบว่าตัวเราตกไปอยู่ในสภาพแวดล้อมจำพวกใด นั่นก็เป็นเพราะว่า ความเชื่อของพวกเราไม่ได้ตั้งขึ้นบนรากฐานของความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับตั้งขึ้นบนรากฐานของการที่ว่าพวกเราสามารถได้รับพระพรและพระสัญญาของพระเจ้าหรือไม่ และการที่พวกเราสามารถได้รับประโยชน์อันใดหรือไม่ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมความเชื่อในพระเจ้าของพวกเราจึงไม่จริงแท้แต่ประการใดเลย แล้วดังนั้น สิ่งใดเล่าคือความเชื่อที่แท้จริง และการมีความเชื่อที่แท้จริงถูกแสดงออกมาอย่างไร?

สิ่งที่เป็นความเชื่อที่แท้จริงตามความเป็นจริง

พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “ไม่สำคัญว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจอย่างไร และไม่สำคัญว่าสภาพแวดล้อมของเจ้าเป็นอย่างไร เจ้ามีความสามารถที่จะไล่ตามเสาะหาชีวิตและแสวงหาความจริง และแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระราชกิจของพระเจ้าได้ และมีความเข้าใจในการกระทำของพระองค์ และเจ้ามีความสามารถที่จะกระทำตัวสอดคล้องกับความจริงได้ การทำเช่นนั้นคือสิ่งที่เป็นไปเพื่อที่จะมีความเชื่อที่แท้จริง และการทำเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้สูญเสียความเชื่อในพระเจ้าไปแล้ว เจ้าสามารถมีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าได้หากเจ้ามีความสามารถที่จะยืนกรานในการไล่ตามเสาะหาความจริงโดยผ่านทางกระบวนการถลุง หากเจ้ามีความสามารถที่จะรักพระเจ้าอย่างแท้จริงได้และไม่พัฒนาความคลางแคลงใจเกี่ยวกับพระองค์ขึ้นมา หากเจ้ายังคงปฏิบัติความจริงเพื่อทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัยโดยไม่สำคัญว่าพระองค์ทรงทำสิ่งใด และหากเจ้ามีความสามารถที่จะแสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์ในส่วนลึกสุดทั้งหลายและพิจารณาน้ำพระทัยของพระองค์เท่านั้น” (“บรรดาผู้ที่จะได้รับการทำให้มีความเพียบพร้อมต้องก้าวผ่านกระบวนการถลุง”) พวกเราสามารถเข้าใจได้จากพระวจนะของพระเจ้าว่า ความเชื่อที่แท้จริงอ้างอิงถึงการมีความสามารถที่จะธำรงรักษาหัวใจแห่งความเคารพและความนบนอบต่อพระเจ้าไว้ได้ในสภาพแวดล้อมไม่ว่าอันใดก็ตามที่พวกเราอาจเผชิญ ไม่ว่าพวกเรากำลังเผชิญความยากลำบาก และกระบวนการถลุง ความพลาดพลั้งและความล้มเหลวอยู่หรือไม่ และโดยไม่คำนึงว่าความทุกข์ทางจิตวิญญาณหรือทางเนื้อหนังของพวกเรานั้นใหญ่หลวงเพียงใด พวกเราต้องมีความสามารถที่จะแสวงหาความจริง เข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้า และอุทิศต่อพระองค์ต่อไปในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่พระองค์ได้ทรงกำหนดขึ้น เฉพาะผู้คนประเภทนี้เท่านั้นที่สามารถได้รับการพิจารณาว่าเป็นบุคคลหนึ่งซึ่งมีความเชื่อที่แท้จริง ทีนี้ พวกเราจงมาดูที่ประสบการณ์ของอับราฮัมและโยบเพื่อที่พวกเราจะสามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นความเชื่ออันจริงแท้ได้ดีขึ้น

1. ความเชื่อของอับราฮัม

เมื่อตอนที่อับราฮัมชราภาพได้หนึ่งร้อยปีแล้ว พระเจ้าได้ทรงสัญญาที่จะประทานบุตรชายคนหนึ่งให้กับเขา—อิสอัค แต่ในขณะที่อิสอัคกำลังเติบโตขึ้น พระเจ้าได้ทรงบอกอับราฮัมว่า เขาจำเป็นต้องถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา มีผู้คนจำนวนมากซึ่งน่าจะเป็นไปได้ที่จะรู้สึกว่า การที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแบบนี้นั้นเป็นการออกห่างจากมโนคติที่หลงผิดของมนุษย์มากเกินไป หรือไม่เขาก็อาจจะถึงขั้นรู้สึกว่า หากการทดสอบประเภทนี้จะต้องมาตกแก่พวกเรา พวกเราก็คงจะพยายามโต้เถียงกับพระเจ้าอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เมื่ออับราฮัมได้เผชิญกับการนี้ ปฏิกิริยาของเขานั้นย้อนแย้งกับสิ่งที่พวกเราคงจะคาดหวังกันโดยสิ้นเชิง เขาไม่เพียงไม่ได้โต้เถียงกับพระเจ้า แต่เขาได้มีความสามารถที่จะนบนอบต่อพระองค์อย่างแท้จริง โดยการคืนอิสอัคให้แก่พระเจ้าอย่างจริงแท้และแท้จริง ไม่ผิดจากที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า “อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ผูกอานลาของท่านพาคนใช้หนุ่มไปกับท่านด้วยสองคนกับอิสอัคบุตรของท่าน ท่านตัดฟืนสำหรับเครื่องบูชา แล้วเดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกแก่ท่าน […] เมื่อเขาทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าตรัสบอกเขาไว้ อับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาที่นั่น เรียงฟืนเป็นระเบียบ แล้วมัดอิสอัคบุตรชายวางไว้บนแท่นบูชาบนฟืน แล้วอับราฮัมก็ยื่นมือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย” (ปฐมกาล 22:3, 9-10) พวกมนุษย์ทั้งหมดเป็นของเนื้อหนัง—พวกเราล้วนเปี่ยมด้วยภาวะอารมณ์ และเมื่อพวกเราเผชิญกับบางสิ่งบางอย่างเช่นนี้ แน่นอนว่าพวกเราทุกข์ทน รู้สึกเจ็บปวด แต่เหตุผลที่อับราฮัมมีความสามารถที่จะงดเว้นการพยายามที่จะต่อรองกับพระเจ้า และที่เขามีความสามารถที่จะเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้านั้นก็เป็นเพราะเขารู้ว่า ตั้งแต่เริ่มแรกนั้น อิสอัคได้ถูกประทานมาให้เขาโดยพระเจ้า และรู้ว่าถึงตอนนั้น อิสอัคก็กำลังถูกพาจากไปโดยพระเจ้า เขาได้เชื่อฟังอย่างถูกต้อง และนั่นคือความเชื่อในพระเจ้าของอับราฮัม เขาเชื่อในพระเจ้าอย่างแท้จริงและนบนอบต่อพระองค์โดยสมบูรณ์—แม้แต่ในยามที่หมายถึงการพลัดพรากจากสิ่งที่เขาหวงแหนราวสมบัติล้ำค่าที่สุด เขาก็ยังคงเสนอที่จะมอบอิสอัคคืนให้แก่พระเจ้า ในท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อและความเชื่อฟังอันแท้จริงของอับราฮัมที่มีต่อพระเจ้าก็ทำให้เขาชนะรางวัลเป็นความเห็นชอบและพระพรของพระองค์ พระเจ้าได้ทรงอนุญาตให้เขากลายเป็นต้นตระกูลของชนชาติมากมาย พงศ์พันธุ์ของเขาได้เจริญรุ่งเรืองและเพิ่มทวีคูณ และกลายเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย

2. ความเชื่อของโยบ

พระคัมภีร์บอกพวกเราว่า โยบมีครอบครัวที่มีความจำเริญอย่างมาก รวมถึงลูกๆ สิบคนกับผู้รับใช้มากมาย เขาได้รับความนับถืออย่างมากมายและถูกมองอย่างสูงส่งโดยคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา อย่างไรก็ดี โดยผ่านทางการทดลองและการโจมตีของซาตาน โยบได้สูญเสียสิ่งที่เขาครอบครองทั้งหมดและลูกๆ ของเขาภายในเพียงวันเดียว และหลังจากนั้นก็ได้กลายเป็นเกิดฝีร้ายปกคลุมจนทั่วร่างกาย บททดสอบนั้นแปรโยบจากชายผู้ยิ่งใหญ่ในตะวันออกไปเป็นบุคคลที่อนาถาที่สุดในตะวันออก และเขาก็ได้ถูกตัดสินและโจมตีโดยครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา แม้แต่เมื่อตอนที่เผชิญหน้ากับบททดสอบที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น โยบก็มิได้เปล่งถ้อยคำแห่งการร้องทุกข์พร่ำบ่นต่อพระเจ้าแม้สักคำ และเขากระทั่งถึงกับหมอบกราบลงเพื่อนมัสการพระเจ้า โดยกล่าวว่า “ข้ามาจากครรภ์มารดาตัวเปล่า และข้าจะกลับไปตัวเปล่า พระยาห์เวห์ประทาน และพระยาห์เวห์ทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระยาห์เวห์” (โยบ 1:21) และ “เราจะรับสิ่งดีจากพระเจ้า และจะไม่รับสิ่งไม่ดีบ้างหรือ?” (โยบ 2:10) โดยผ่านทางบททดสอบของเขา โยบมีความสามารถที่จะงดเว้นจากการทำบาปด้วยคำพูดของเขา รวมถึงมีความสามารถที่จะมาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อการอธิษฐาน นี่แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าได้มีที่ทางในหัวใจของเขาแล้ว เขาได้มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าแล้ว เขาเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งหมดและทุกสรรพสิ่งนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และสภาพเงื่อนไขเหล่านั้นทั้งหมดที่เขาได้เผชิญนั้นมีความเห็นชอบของพระเจ้าอยู่และไม่ใช่เป็นการทำขึ้นของมนุษย์ บางสิ่งที่โยบยังได้ผ่านประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในหลายสิบปีของชีวิตด้วยก็คือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาได้เคยมีนั้นมาจากการปกครองและการจัดการเตรียมการของพระเจ้า ความมั่งคั่งของเขาทั้งหมดล้วนได้รับการประทานให้โดยพระเจ้า และไม่ได้มาจากแรงงานของเขาเองเลย ด้วยเหตุนั้น หากพระเจ้าทรงต้องประสงค์ที่จะนำสิ่งที่พระองค์ได้ทรงมอบให้ก่อนหน้านี้จากไป นั่นก็ย่อมเป็นธรรมดาและถูกต้องแล้ว และในฐานะของสิ่งทรงสร้างหนึ่ง เขาควรนบนอบต่อการที่พระเจ้านำสิ่งเหล่านั้นจากไป เขาไม่ควรโต้เถียงกับพระเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาไม่ควรพร่ำบ่นร้องทุกข์ต่อพระเจ้า—ต่อให้ชีวิตของเขาจริงๆ ถูกพรากไปจากเขา เขาก็รู้ว่าเขายังคงไม่ควรเปล่งถ้อยคำพร่ำบ่นร้องทุกข์แม้สักคำอยู่ดี การเป็นพยานของโยบนั้นทำให้ซาตานถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างถ้วนทั่วไม่เหลือ และหลังจากนั้น พระเจ้าก็ได้ทรงปรากฏต่อโยบจากท่ามกลางพายุ และได้ประทานพระพรที่ยิ่งมากขึ้นไปอีกให้แก่เขา

พวกเราสามารถเห็นได้จากประสบการณ์ของอับราฮัมและของโยบว่า เพื่อที่จะสัมฤทธิ์ความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า ก่อนอื่น พวกเราต้องมีความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับการปกครองของพระเจ้า และพวกเราต้องเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งและเหตุการณ์ทั้งหลายนั้นอยู่ภายในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์ พวกเราต้องรู้จักที่ทางของพวกเราจริงๆ ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้าง และมีเหตุผลที่สิ่งทรงสร้างทั้งหลายควรครอง ไม่สำคัญว่าบททดสอบหรือความยากลำบากของพวกเราอาจใหญ่หลวงเพียงใด พวกเราไม่สามารถติเตียนหรือละทิ้งพระเจ้าได้ แต่พวกเราต้องมีความสามารถที่จะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้า และยืนเคียงข้างพระองค์ และติดตามพระองค์ต่อไปอย่างไม่รวนเร ไม่สำคัญว่าความทุกข์ที่พวกเราสู้ทนนั้นใหญ่หลวงเพียงใด พวกเราก็ยังคงจำเป็นต้องมีความสามารถที่จะยืนหยัดเป็นพยานเพื่อพระเจ้าอย่างหนักแน่น เฉพาะบรรดาผู้ที่สามารถทำการนี้เท่านั้นที่จะครองความเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง แค่ลองนึกถึงพี่น้องชายหญิงเหล่านั้นที่ได้ถูกจับกุมและข่มเหงโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า และถึงกับได้ทนทุกข์กับการทรมานอันโหดเหี้ยม และได้ถูกตัดสินโทษขังคุกเป็นเวลาหลายปี แต่พวกเขาก็ไม่เคยปฏิเสธหรือทอดทิ้งพระเจ้า—นั่นเองคือความเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง มีพี่น้องชายหญิงที่ถูกปฏิเสธไม่ยอมรับโดยครอบครัวและเพื่อนฝูงของพวกเขาภายหลังจากที่ได้กลายมาเป็นผู้เชื่อ หรือสิ่งอาภัพอับโชคทั้งหลายเกิดขึ้นอย่างกระทันหันในครอบครัวของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่เคยพร่ำบ่นร้องทุกข์ต่อพระเจ้า และมีความสามารถที่จะติดตามพระเจ้าและสละตัวพวกเขาเพื่อพระเจ้าต่อไป—นี่ก็คือการสำแดงความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าด้วยเช่นกัน หากพวกเราเปรียบเทียบตัวเองกับคำพยานเหล่านี้ พวกเราสามารถกล่าวได้จริงๆ ว่า ตามความจริงแล้วพวกเราคือผู้คนที่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้าหรือไม่? สำหรับพวกเราส่วนมาก ความเชื่อของพวกเรานั้นมีพื้นฐานอยู่บนการยอมรับรู้อย่างไม่เคลือบคลุมว่ามีพระเจ้าอยู่ และมีความสามารถที่จะทนทุกข์สักเล็กน้อย และจ่ายราคานิดหน่อยในการทำงานเผยแผ่ข่าวประเสริฐเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า อย่างไรก็ดี นั่นไม่นับว่าเป็นความเชื่อที่แท้จริง

วิธีสร้างความเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริง

หากพวกเราปรารถนาที่จะครองความเชื่อที่แท้จริง พวกเราควรเสาะแสวงที่จะระลึกรู้การปกครองของพระเจ้าในผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งทั้งปวงที่พวกเราเผชิญอยู่ทุกวัน และโดยไม่คำนึงว่าสภาพแวดล้อมทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดการเตรียมการนั้นอยู่ในแนวเดียวกับมโนคติที่หลงผิดของเราเองหรือไม่ หรือว่าสภาพแวดล้อมเหล่านั้นให้ประโยชน์ต่อพวกเราอย่างผิวเผินหรือไม่ พวกเราจำเป็นต้องรู้ที่ทางของพวกเราในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ทรงสร้างและแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยหัวใจแห่งความเคารพ พวกเราจำเป็นต้องเข้าใจเจตนารมณ์อันอุตสาหะและจริงจังตั้งใจของพระเจ้าซึ่งอยู่เบื้องหลังสภาพแวดล้อมที่พระองค์ทรงกำหนดขึ้นสำหรับพวกเรา เพื่อให้พวกเราสามารถได้รับบางสิ่งบางอย่างจากทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราทนฝ่า และพวกเราสามารถเห็นกิจการทั้งหลายของพระเจ้าซึ่งอยู่ภายในทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงจัดวางเรียบเรียง เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อในพระเจ้าของพวกเราย่อมจะค่อยๆ กลายเป็นจริงแท้มากขึ้นทุกที เหมือนกับความเชื่อของโยบไม่มีผิด--นั่นไม่ใช่บางสิ่งที่มีมาแต่กำเนิดสำหรับเขา แต่ค่อยๆ เติบโตขึ้นโดยการได้รับประสบการณ์กับการปกครองของพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้นในชีวิตของเขา และโดยการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า หากพวกเราสามารถทำตามตัวอย่างของโยบ โดยมุ่งเน้นที่การได้รับประสบการณ์และการเข้าใจจริงถึงการปกครองของพระเจ้าในชีวิตของพวกเรา เช่นนั้นจึงจะเป็นการสัมฤทธิ์ความรู้ที่จริงแท้เกี่ยวกับพระเจ้า เมื่อนั้นเท่านั้นพวกเราจึงสามารถพัฒนาความเชื่อในพระเจ้าที่แท้จริงได้ และแล้ว โดยไม่สำคัญว่าความทุกข์ทางจิตวิญญาณหรือทางเนื้อหนังของพวกเรานั้นใหญ่หลวงปานใด พวกเราย่อมจะสามารถเผชิญหน้ากับการนั้นได้อย่างเรียบเฉยโดยผ่านทางความเชื่อของพวกเรา สามารถที่จะแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าและข้อพึงประสงค์ที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเราอย่างขันแข็ง สามารถที่จะนบนอบต่อการปกครองและการจัดการเตรียมการของพระองค์ และยืนหยัดเป็นพยานต่อพระองค์ได้

ขอขอบคุณความรู้แจ้งและการทรงนำของพระเจ้า อาเมน!

ก่อนหน้า:เหตุใดพระเจ้าจึงทรงเปิดโอกาสให้พวกเราทนทุกข์?

ถัดไป:จงจับความเข้าใจสามหลักธรรมเหล่านี้ในการเฝ้าเดี่ยวประจำวัน และเจ้าจะเติบโตในชีวิตเร็วขึ้น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง