บทความคริสเตียน

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

ผลลัพธ์ 0 รายการ

ไม่พบผลลัพธ์

เหตุใดฟ้าแลบจากทิศตะวันออกจึงเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังด้วยความก้าวหน้าที่ไม่อาจหยุดยั้งได้

องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เพราะว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกส่องไปจนถึงทิศตะวันตกอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นอย่างนั้น” (มัทธิว 24:27) ตั้งแต่ที่ฟ้าแลบจากทิศตะวันออก—พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—ได้ทรงปรากฏในประเทศจีนเพื่อทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระกิตติคุณแห่งราชอาณาจักรของพระองค์ก็ได้แพร่ขยายไปทั่วประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ภายในเวลาเพียงแค่สิบกว่าปี บัดนี้พระกิตติคุณได้เผยแพร่ไปยังประเทศและภูมิภาคต่างๆ ทางตะวันตกมากมายหลายแห่ง และได้ทำให้นิกายต่างๆ สั่นสะเทือนจนถึงแกนสำคัญของพวกเขาและส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสับสนที่สุดสำหรับพวกผู้นำในโลกศาสนาคือ เป็นเพราะเหตุใดเล่าที่ถึงแม้ว่าพวกศิษยาภิบาลและพวกผู้อาวุโสในโลกศาสนาได้กระทำการอย่างถึงที่สุดเพื่อต่อต้าน ทำลายชื่อเสียงและกล่าวโทษฟ้าแลบจากทิศตะวันออก ปราบปรามคริสตจักรของพวกเขาและถึงขั้นทำเลยเถิดด้วยการสมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเพื่อจับกุมและข่มเหงบรรดาคริสตชนในคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คนแล้วคนเล่า ผู้ซึ่งเป็นบรรดาเหล่าผู้เชื่อจากนิกายต่างๆ ผู้ที่มีสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ดีและเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง จึงได้ยอมรับและติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์? เป็นเพราะเหตุใดเล่าที่แม้เมื่อเผชิญหน้ากับการต่อต้านและการข่มเหงอย่างบ้าคลั่งโดยกองกำลังที่เข้มแข็งทั้งสองข้างของซาตาน—คือรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนและโลกศาสนา—ทว่าฟ้าแลบจากทิศตะวันออกไม่เพียงแต่ไม่ถูกทำลายหรือถูกทำให้เสื่อมลงเท่านั้น แต่ตรงกันข้ามกลับเจริญรุ่งเรืองต่อไปและไปด้วยกำลังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนหน่ออ่อนที่เติบโตขึ้นหลังฝนตก และได้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วอย่างไม่หยุดยั้งและต้านทานไม่ได้?

อันที่จริงแล้ว เป็นการไม่ยากที่จะพบเจอเหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใด อันดับแรกก็คงจะเป็นการตรวจดูพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าด้วย ก่อนที่จะพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับคำถามข้อนี้ และพวกเราก็จะมาพบเจอคำตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงปรากฏและทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์ พระองค์ทรงตกอยู่ภายใต้การต่อต้านและการกล่าวโทษอย่างบ้าคลั่งจากพวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีชาวยิว จนถึงจุดที่ว่าพวกเขาถึงขั้นสมรู้ร่วมคิดกับพวกผู้มีอำนาจปกครองชาวโรมันให้ตอกตรึงพระเยซูกับกางเขน ด้วยเหตุนี้เอง จึงหวังที่จะสั่งห้ามพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าอย่างไร้ซึ่งประโยชน์ ก็แล้วเหตุใดพระกิตติคุณขององค์พระเยซูเจ้าจึงได้เผยแพร่ไปทั่วโลกของชาวยิวและถึงกับไปถึงหูของพวกคนต่างชาติ? พวกผู้มีอำนาจปกครองชาวโรมันข่มเหงและสังหารหมู่บรรดาคริสตชนอย่างโหดร้ายทารุณเป็นเวลาสามร้อยปี แล้วเหตุใดจำนวนคริสตชนจึงไม่เพียงแต่ไม่ลดลงเท่านั้น ทว่าตรงกันข้ามกลับเติบโตและพัฒนาผ่านการข่มเหงนี้ เผยแพร่ไปทั่วทุกมุมของอาณาจักรโรมันและทั่วทั้งโลก? เป็นเพราะองค์พระเยซูเจ้าและพระเจ้าผู้ทรงจุติเป็นมนุษย์ พระองค์คือการทรงปรากฏของพระเจ้า และพระราชกิจและพระวจนะขององค์พระเยซูเจ้าคือพระราชกิจและพระวจนะของพระเจ้า เพราะฉะนั้นจึงไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งหรือทำลายการแพร่ขยายพระกิตติคุณขององค์พระเยซูเจ้าได้ พระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะว่าถ้าความคิดหรือกิจการนี้มาจากมนุษย์ มันจะล่มสลายไปเอง แต่ถ้ามาจากพระเจ้า พวกท่านจะไม่สามารถทำลายพวกเขาได้ เกรงว่าพวกท่านกลับจะเป็นฝ่ายสู้รบกับพระเจ้า” (กิจการ 5:38-39) การนี้กล่าวได้ว่า สิ่งใดที่มาจากพระเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองและสิ่งใดที่มาจากมนุษย์จะเสื่อมลงอย่างแน่นอน พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์กล่าวว่า “พวกเราเชื่อใจว่า ไม่มีประเทศหรือพลังอำนาจใดสามารถมาขวางทางในสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาจะสัมฤทธิ์ผล” (“พระเจ้าทรงเป็นประธานเหนือชะตากรรมของมวลมนุษย์ทั้งปวง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ในทำนองเดียวกัน หากฟ้าแลบจากทิศตะวันออกไม่ใช่การทรงปรากฏและพระราชกิจขององค์หนึ่งเดียวและพระเจ้าที่แท้จริงเท่านั้น เป็นไปได้หรือที่การนี้จะสามารถเจาะทะลุทะลวงผ่านชั้นต่างๆ มากมายหลายชั้นของการขัดขวาง การต่อต้านและการข่มเหงที่โลกศาสนาและรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนซึ่งไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า อันเป็นเหมือนป้อมปราการของกำแพงเหล็ก และเผยแพร่อย่างรวดเร็วไปทั่วประเทศจีนและแม้กระทั่งทั่วทั้งโลก? หากการนี้ไม่ได้รับการทรงนำโดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นไปได้หรือที่การนี้จะสามารถมีสิทธิอำนาจและฤทธานุภาพที่จะทำให้ทุกประชาชาติหลั่งไหลไปยังภูเขาลูกนี้และทำให้ทุกศาสนากลายเป็นหนึ่งเดียวกัน? หากการนี้ไม่ได้เป็นการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า เป็นไปได้หรือที่การนี้จะสามารถแสดงความจริงและพิพากษาลงโทษเพื่อพิชิตเหล่าผู้เชื่อที่แท้จริงจากนิกายต่างๆ จำนวนมากมาย แกะที่ดีและแกะผู้นำเหล่านั้น และทำให้พวกเขาติดตามด้วยหัวใจอันแน่วแน่? ข้อเท็จจริงนั้นเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกเป็นพยานให้ คือองค์พระเยซูเจ้าที่เสด็จกลับมา และคือพระเจ้าผู้ได้ทรงปรากฏและทรงพระราชกิจในยุคสุดท้ายเป็นแน่แท้ ด้วยเหตุนี้ ฟ้าแลบจากทิศตะวันออกสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังด้วยความก้าวหน้าที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับการข่มเหงอันบ้าคลั่งและการปราบปรามอย่างโหดร้ายจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนและโลกศาสนา!

พวกเราควรมองเห็นด้วยว่าบรรดาสาวกในระหว่างยุคพระคุณสามารถติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ ขณะที่ถูกข่มเหงอย่างโหดร้ายทารุณทั้งจากศาสนายิวและพวกผู้มีอำนาจปกครองชาวโรมัน ส่วนมากแล้วเป็นเพราะองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงแสดงความจริงมากมายและได้ทรงเผยความล้ำลึกของอาณาจักรสวรรค์ และว่าผู้คนได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าในพระวจนะของพระองค์และระลึกรู้ว่าองค์พระเยซูเจ้าคือพระคริสต์พระเมสสิยาห์ผู้จะเสด็จมา ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถติดตามพระองค์ด้วยหัวใจอันแน่วแน่และเผยแพร่คำพยานของพวกเขาให้กับพระองค์ ดังที่เปโตรได้กล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาใครได้? พระองค์ทรงมีถ้อยคำแห่งชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 6:68) ในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงแสดงความจริงทั้งหมดทั้งมวลที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้รับการชำระให้บริสุทธิ์และได้รับการช่วยให้รอด และได้ทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาโดยเริ่มต้นกับครอบครัวของพระเจ้า พระวจนะเหล่านี้คือสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสแก่คริสตจักร และพระวจนะเหล่านี้คือหนังสือม้วนและตราผนึกเจ็ดดวงที่พระเมษโปดกทรงเปิดออกตามที่มีคำเผยพระวจนะในหนังสือวิวรณ์ (ดูวิวรณ์ 5:2-10) พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทรงส่งพระวจนะนับล้านๆ คำออกไป ที่ไม่เพียงแต่เผยความล้ำลึกทั้งหมดของแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระเจ้า ไม่เพียงแต่เผยพระประสงค์ของพระเจ้าในพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระองค์เพื่อช่วยมนุษยชาติให้รอด ไม่เพียงแต่เผยข้อมูลหลังฉากอันเป็นปูมหลัง และเนื้อแท้เบื้องหลังแต่ละช่วงระยะของพระราชกิจของพระองค์ รวมทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังของพระคริสตธรรมคัมภีร์และความล้ำลึกของการจุติเป็นมนุษย์ของพระเจ้า แต่พระวจนะเหล่านี้ยังครอบคลุมความจริงมากมายเหลือคณานับอีกด้วย เช่น การที่ซาตานทำให้มวลมนุษย์เสื่อมทราม การที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด การที่พระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษา การที่แต่ละผู้คนถูกจัดกลุ่มตามประเภทของพวกเขา บทอวสานและบั้นปลายของมวลมนุษย์ และการที่อาณาจักรของพระคริสต์ได้รับการตระหนักถึง พระวจนะเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นอาหารตาของมวลมนุษย์และเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เปิดโลกทัศน์ของพวกเขาให้กว้างขึ้นเท่านั้น แต่พระวจนะเหล่านี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าใจพระราชกิจของพระเจ้า พระอุปนิสัยและแก่นแท้ของพระเจ้าด้วย ที่มากยิ่งกว่านั้นคือ พระวจนะของพระองค์เปิดอากสให้พวกเราได้บรรลุการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยและได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และพระวจนะของพระองค์มีความจริงทั้งหมดที่พวกเราผู้คนที่เสื่อมทรามจำเป็นเพื่อได้รับการช่วยให้รอดและทำให้เพียบพร้อม แกะของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์และเหล่าผู้เชื่อที่นบนอบอย่างถ่อมตนและกระหายการทรงปรากฏของพระเจ้าก็ได้รับการพิชิตอย่างถ้วนทั่วโดยพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ขณะที่พวกเขาแสวงหาและศึกษาหนทางที่แท้จริง พวกเขากลายเป็นมั่นใจว่าพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะคือยุคธรรมบัญญัติ ยุคพระคุณและยุคแห่งราชอาณาจักรคือพระราชกิจของพระเจ้าองค์หนึ่งเดียว พวกเขาได้มองเห็นอย่างแท้จริงและอย่างชัดเจนว่าพระราชกิจและพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้านั้นหาที่เปรียบมิได้และไม่สามารถแทนที่ได้ด้วยทฤษฎีใดๆ หรือความรู้ใดๆ ที่ทำขึ้นโดยมวลมนุษย์ พระวจนะของพระองค์คือการแสดงออกถึงความจริง และตรวจสอบยืนยันว่าพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ที่ทรงจุติเป็นมนุษย์คือบุตรมนุษย์ที่เสด็จกลับมาในยุคสุดท้ายอย่างแน่แท้และคือการทรงปรากฏของพระเจ้าองค์หนึ่งเดียวที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ ผู้คนทั้งปวงจึงหมอบราบลงต่อพระพักตร์ของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์และรับรู้ว่าพระองค์เป็นพระบิดาของพวกเขา และพวกเขายังให้คำสาบานว่าจะติดตามพระองค์ไปจนถึงสุดท้าย นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงมีผู้คนที่สัตย์ซื่อแท้จริงมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ซึ่งไม่กลัวความลำบากยากเย็นและความยากลำบากอีกต่อไปและเป็นผู้ซึ่งติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

ที่มากยิ่งกว่าคือ กุญแจที่จะเข้าใจว่าเหตุใดฟ้าแลบจากทิศตะวันออกสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังด้วยความก้าวหน้าที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ก็คือการรู้จักพระเจ้าและรู้จักพระราชกิจของพระองค์ทั้งๆ ที่มีการข่มเหงอันโหดร้ายทารุณและการปราบปรามอันโหดร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนและโลกศาสนา หากพวกเราสามารถแสวงหาและศึกษาพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ด้วยหัวใจอันสงบนิ่ง และอ่านพระวจนะที่แสดงโดยพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ และหากว่าพวกเราสามารถเข้าใจพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะในแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีทั้งหมดทั้งมวลของพระเจ้าได้ เช่นนั้นแล้วก็เป็นการง่ายที่จะมองเห็นว่างานแห่งการพิพากษาที่ปฏิบัติโดยพระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย—พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์—ได้ถูกก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานของพระราชกิจของพระยาห์เวห์พระเจ้าในยุคธรรมบัญญัติและพระราชกิจขององค์พระเยซูเจ้าในยุคพระคุณ ไม่มีความขัดแย้งเลยกับพระราชกิจทั้งสองช่วงระยะของพระเจ้า แต่ตรงกันข้าม พระราชกิจทั้งสองช่วงระยะต่อเนื่องกันไป แต่ละช่วงระยะมีส่วนของตัวเองให้เล่น เชื่อมต่อกันอย่างแยกไม่ออกและทำความคืบหน้าไปทีละขั้นทีละตอน พระราชกิจทั้งสามช่วงระยะคือพระราชกิจของพระเจ้าองค์หนึ่งเดียว ซึ่งพระยาห์เวห์ พระเยซูและพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เป็นพระเจ้าองค์หนึ่งเดียว พระเจ้าพระองค์เองผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกและสรรพสิ่ง

ขอให้ดูยุคธรรมบัญญัติเป็นตัวอย่าง พระเจ้าทรงใช้โมเสสประกาศธรรมบัญญัติและพระบัญญัติเพื่อทรงนำชีวิตของมนุษย์บนแผ่นดินโลก และเพื่อที่พวกเขาจะได้รู้ว่าบาปคืออะไรและรู้วิธีที่พวกเขาควรนมัสการพระเจ้า ระหว่างช่วงเวลาหลังๆ ของยุคธรรมบัญญัติ มวลมนุษย์ได้กลายเป็นเสื่อมทรามโดยซาตานอย่างถลำลึกมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และทั้งๆ ที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาทั้งหมดก็ยังคงทำบาปต่อไปเรื่อยๆ และพวกเขาไม่สามารถรักษาพระบัญญัติได้เลย เมื่อความบาปของมวลมนุษย์เพิ่มมากขึ้นทุกวัน การพลีอุทิศเพื่อความบาปของพวกเขาได้กลายเป็นน้อยลงๆ เรื่อยๆ และพวกเขาก็ได้ตกลงสู่กับดักของบาปอย่างไม่อาจหลีกหนีได้ มวลมนุษย์ค่อยๆ สูญเสียความเคารพยำเกรงที่พวกเขามีต่อพระเจ้าและพวกเขาเตลิดเปิดเปิงจนถึงขั้นพลีอุทิศสัตว์ขาเกและตาบอดที่แท่นบูชาบริสุทธิ์ของพระยาห์เวห์พระเจ้า และด้วยเหตุนี้จึงตกลงสู่อันตรายของการตายภายใต้คำสาปแช่งของธรรมบัญญัติ ในท่ามกลางสภาพการณ์นี้เองที่พระราชกิจช่วงระยะใหม่ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่พระเจ้าจะได้ทรงช่วยมนุษย์ให้รอดได้ การนี้เป็นเพราะพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้น—คือพระผู้สร้าง—ที่ทรงสามารถช่วยมวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามและชั่วช้าให้รอดได้ และเพราะเหตุผลนี้ พระเจ้าทรงได้บังเกิดเป็นมนุษย์และทรงปรากฏในรูปสัณฐานขององค์พระเยซูเจ้าเพื่อทรงเริ่มงานการไถ่แห่งยุคพระคุณ พระองค์ทรงรับเอาบาปของมวลมนุษย์ไว้กับพระองค์เองและทรงถูกตรึงกางเขนเป็นของถวายไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการอภัยบาปทั้งสิ้นให้กับมวลมนุษย์เพียงครั้งเดียวและตลอดไป องค์พระเยซูเจ้าทรงสั่งสอนเหล่าผู้ติดตามของพระองค์ว่าพวกเขาควรยกโทษและอดทน ว่าพวกเขาควรรักเพื่อนบ้านของเขาเหมือนรักตนเอง และแบกกางเขนติดตามพระองค์ไป พระองค์ยังทรงสั่งสอนผู้คนให้ทำสิ่งต่างๆ เช่น การหักขนมปัง การดื่มเหล้าองุ่น การล้างเท้าของผู้อื่น และการคลุมศีรษะของพวกเขา องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงขอให้ผู้คนนำความจริงไปปฏิบิตมากขึ้น พระองค์ทรงพึงประสงค์จากมวลมนุษย์มากกว่าที่ได้พึงประสงค์จากพวกเขาในยุคธรรมบัญญัติ และพระองค์ทรงนำการชี้นำมาให้มนุษย์ติดตามในยุคใหม่ ตราบใดที่ผู้คนเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า สารภาพบาปต่อพระองค์และกลับใจ เช่นนั้นแล้วพวกเขาก็สามารถชื่นชมพระคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้มากพอและได้รับการไถ่ของพระองค์ องค์พระเยซูเจ้าทรงนำพระราชกิจในยุคพระคุณมาและทรงสรุปปิดตัวยุคธรรมบัญญัติที่ได้แผ่ขยายย้อนกลับไปมากกว่า 2,000 ปี พระราชกิจที่ใหม่กว่าและสูงส่งกว่านี้เองที่ดำเนินการอยู่บนรากฐานของพระราชกิจของพระเจ้าในยุคธรรมบัญญัติ

หลังจากที่พวกเราเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ถึงแม้ว่าพวกเราจะได้รับการยกโทษต่อบาปของเรา ได้รับความเป็นธรรมโดยความเชื่อของเรา และได้รับการช่วยให้รอด นี่เพียงแค่หมายความว่าพวกเราไม่มีบาปและว่าพระเจ้าไม่ทรงมองเห็นว่าพวกเราเป็นพวกคนบาป กระนั้นก็ดี พวกเรายังคงกระทำบาปอยู่บ่อยครั้ง และเราใช้ชีวิตอยู่ในวัฏจักรของการกระทำบาปและการสารภาพบาปและการกลับใจอยู่เนืองนิตย์ พวกเราไม่ได้ตัดพันธนาการของบาปออกไปอย่างแท้จริงและ ทันทีที่รูปการณ์แวดล้อมที่ถูกต้องเหมาะสมเกิดขึ้น อุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของเราก็จะถูกเปิดโปงทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจ เช่น ความโอหังและความทะนงตน การแข่งขันกันเพื่อชื่อเสียงและโชควาสนา ความทุจริตและความหลอกลวง และการโกหกกับความคดโกง เรากระทำบาปและทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงขุ่นเคืองอย่างช่วยไม่ได้เลย ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่การดีนั้นไม่สามารถทำได้เลย” (โรม 7:18) เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าของเราและการได้รับการยกโทษจากบาปของเราไม่ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเราได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างเต็มที่ มันเป็นเพราะรากเหง้าที่สำคัญเบื้องหลังความบาปเหล่านี้ กล่าวคือธรรมชาติเยี่ยงซาตานของเราซึ่งต่อต้านและทรยศพระเจ้า ยังไม่ได้รับการแก้ไข ในลักษณะนี้ แม้ว่าพระเจ้าไม่ทรงจดจำความบาปของเราและไม่ทรงปฏิบัติต่อพวกเราตามความบาปของเรา แต่อย่างไรก็ตามพวกเราก็ยังมีชีวิตอยู่ในเนื้อหนังและไม่มีหนทางที่จะทิ้งธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปของเราเสีย ถึงแม้ว่าบาปของเราจะได้รับการยกโทษถึงหนึ่งพันครั้งหรือหนึ่งหมื่นครั้งและยุคพระคุณยังได้ดำเนินต่อไปเป็นเวลาอีกสองพันปี พวกเราก็ยังคงกระทำบาป และพวกเรายังคงเยาะเย้ยท้าทายและทรยศต่อพระเจ้า และไร้ความสามารถที่จะตัดพันธนาการของธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปของเราออกได้ ด้วยเหตุนี้การที่จะให้มวลมนุษย์ที่เสื่อมทรามได้รับการช่วยให้รอดอย่างเต็มที่จากอิทธิพลของซาตาน พระเจ้าจึงทรงต้องปฏิบัติพระราชกิจอีกช่วงระยะหนึ่งด้วยพระองค์เอง พระราชกิจซึ่งลึกซึ้งยิ่งกว่าและละเอียดถ้วนทั่วมากกว่า เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอด และเพื่อจะได้แก้ไขอุปนิสัยเยี่ยงซาตานและธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ ยังผลให้มนุษย์สามารถหลุดพ้นจากอิทธิพลของซาตานได้อย่างสิ้นเชิงและได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างเต็มที่ ดังนั้นองค์พระเยซูเจ้าได้ทรงสัญญาว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาและได้ตรัสคำเผยพระวจนะว่าพระองค์จะทรงตระเตรียมความรอดที่ครบบริบูรณ์มากกว่าให้กับมนุษย์

อันที่จริงแล้ว พระคริสตธรรมคัมภีร์มีคำเผยพระวจนะเกี่ยวกับความรอดในยุคสุดท้ายของพระเจ้าไว้ในจดหมายฉบับแรกของเปโตร บทที่ 1 ข้อที่ 5 กล่าวว่า “ผู้ได้รับการคุ้มครองโดยฤทธิ์เดชของพระเจ้าทางความเชื่อให้เข้าในความรอด ซึ่งพร้อมจะปรากฏในวาระสุดท้าย” ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้พยากรณ์ไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ สำหรับพวกเราผู้ติดตามองค์พระเยซูเจ้า พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมความรอดสำหรับพวกเราในยุคสุดท้าย ดังนั้นเอง จริงๆ แล้วความรอดในยุคสุดท้ายนี้จะเป็นสิ่งใด? พระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า” (1 เปโตร 4:17) “ถ้าใครไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา จะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย” (ยอห์น 12:48) “แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐนิรันดร์แก่คนทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นดินโลก แก่ทุกประชาชาติ ทุกเผ่า ทุกภาษา และทุกชนชาติ ท่านประกาศเสียงดังว่า จงเกรงกลัวพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว” (วิวรณ์ 14:6-7) พวกเราสามารถมองเห็นได้จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ว่า “ข่าวประเสริฐนิรันดร์” อ้างถึงงานการพิพากษาที่เริ่มต้นกับครอบครัวของพระเจ้า ที่ซึ่งพระเจ้าทรงใช้พระวจนะที่คมเท่ากับดาบเพื่อพิพากษาและชำระให้มนุษย์สะอาด แน่นอนว่านี่คือการพิพากษาต่อหน้ามหาบัลลังก์สีขาวที่เอ่ยไว้ในหนังสือวิวรณ์ และเป็นงานการแยกแกะออกจากแพะ งานการแยกเมล็ดข้าวออกจากแกลบ งานการแยกแต่ละสิ่งตามชนิดของมัน และงานการกำหนดพิจารณาบทอวสานและบั้นปลายของผู้คน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “เมื่อกล่าวถึงคำว่า “การพิพากษา” เจ้ามีแนวโน้มที่จะนึกถึงพระวจนะที่พระเยโฮวาห์ตรัสกับสถานที่ทั้งหมดและพระวจนะแห่งการตำหนิดุว่าที่พระเยซูตรัสกับพวกฟาริสี แม้จะมีความรุนแรงเช่นนั้น พระวจนะเหล่านี้ไม่ใช่การพิพากษามนุษย์ของพระเจ้า แต่เป็นเพียงพระวจนะที่พระเจ้าตรัสภายในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน กล่าวคือในบริบทที่แตกต่างกัน พระวจนะเหล่านี้ไม่เหมือนพระวจนะที่พระคริสต์ตรัสเมื่อพระองค์ทรงพิพากษามนุษย์ในยุคสุดท้าย ในยุคสุดท้ายนั้น พระคริสต์ทรงใช้ความจริงหลากหลายเพื่อสั่งสอนมนุษย์ เพื่อตีแผ่แก่นแท้ของมนุษย์ และเพื่อชำแหละคำพูดและการกระทำของมนุษย์ พระวจนะเหล่านี้ประกอบด้วยความจริงนานับประการ อาทิ หน้าที่ของมนุษย์ มนุษย์ควรเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจงรักภักดีต่อพระเจ้าอย่างไร มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาอย่างไร รวมไปถึงพระปรีชาญาณและพระอุปนิสัยของพระเจ้า และอื่นๆ พระวจนะเหล่านี้ล้วนชี้นำไปที่แก่นแท้ของมนุษย์และอุปนิสัยเสื่อมทรามของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระวจนะซึ่งตีแผ่ให้เห็นว่ามนุษย์เหยียดหยันพระเจ้าอย่างไรนั้น ได้ถูกตรัสโดยพาดพิงถึงวิธีที่มนุษย์เป็นร่างทรงของซาตานและกองกำลังฝ่ายศัตรูผู้ต่อต้านพระเจ้า ในการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงทรงทำให้ธรรมชาติของมนุษย์ชัดเจนขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยพระวจนะไม่กี่คำ พระองค์ยังทรงทำการตีแผ่ จัดการแก้ไขและปรับแต่งเป็นช่วงเวลายาวนาน วิธีการตีแผ่ การจัดการแก้ไขและการปรับแต่งเหล่านี้ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยถ้อยคำธรรมดาสามัญ แต่ด้วยความจริงที่มนุษย์ได้สูญเสียไปจนหมดสิ้น เพียงวิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถเรียกว่าการพิพากษา โดยผ่านการพิพากษาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถถูกสยบและโน้มน้าวจนหมดใจให้ยอมหมอบราบต่อพระเจ้า และยิ่งกว่านั้น ยังได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้า สิ่งที่พระราชกิจแห่งการพิพากษาทำให้เกิดขึ้นคือความเข้าใจของมนุษย์ต่อพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้า และความจริงเกี่ยวกับความเป็นกบฏของเขาเอง พระราชกิจแห่งการพิพากษาช่วยให้มนุษย์ได้รับความเข้าใจอย่างมากในพระประสงค์ของพระเจ้า ในจุดประสงค์ของพระราชกิจของพระเจ้า และในบรรดาความลึกลับที่ไม่สามารถเข้าใจได้สำหรับเขา มันยังช่วยให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงธาตุแท้อันเสื่อมทรามและรากเหง้าของความเสื่อมทรามของเขา รวมทั้งค้นพบความน่าเกลียดของมนุษย์ ผลกระทบเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากพระราชกิจแห่งการพิพากษา เพราะสาระสำคัญของพระราชกิจนี้อันที่จริงแล้วคือพระราชกิจที่เปิดแผ่ความจริง หนทางและชีวิตของพระเจ้าออกมาต่อผู้คนทั้งหมดที่มีความเชื่อในพระองค์ พระราชกิจนี้คือพระราชกิจแห่งการพิพากษาที่พระเจ้าทรงทำ” (“พระคริสต์ทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาด้วยความจริง” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) พวกเราสามารถเข้าใจได้จากพระวจนะของพระเจ้าที่ว่า ในยุคสุดท้ายพระเจ้าทรงพระราชกิจแห่งการพิพากษาและทรงแสดงถึงความจริงทั้งมวลเพื่อพิพากษามนุษย์ ชำระมนุษย์ให้สะอาด และช่วยมนุษย์ให้รอด พระองค์ทรงทำให้ผู้คนทั้งปวงได้รู้กันทั่วว่า พระราชกิจของพระองค์ พระอุปนิสัยของพระองค์ และสิ่งที่พระองค์ทรงมีและสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น และที่มากยิ่งกว่าคือ พระองค์ทรงเปิดโปงและพิพากษาอุปนิสัยอันเสื่อมทรามทั้งสิ้นของมนุษย์จากการที่พวกเขาถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และความจริงเกี่ยวกับความเสื่อมทรามของพวกเขา เพื่อที่มวลมนุษย์จะได้สามารถเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ได้ดีขึ้น มีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระองค์ และเข้าใจต้นกำเนิดและแก่นแท้ของเสื่อมทรามของมนุษย์โดยซาตานอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น งานการพิพากษายังเปิดโอกาสให้มวลมนุษย์ได้รับความจริง หนทางและชีวิตที่พระคริสต์แห่งยุคสุดท้ายทรงประทานให้อย่างแท้จริงอีกด้วย ด้วยผลจากการนั้น การเปลี่ยนแนวคิดและอุปนิสัยเก่าๆ ของพวกเขาจึงเป็นการลบล้างพวกเขาจากธรรมชาติอันเต็มไปด้วยบาปอย่างเต็มที่ และทำให้พวกเขากลายเป็นผู้คนที่ครองความจริงและสภาวะความเป็นมนุษย์ ผู้ที่เชื่อฟังพระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ที่ใช้ชีวิตตามอย่างสภาพเหมือนมนุษย์ที่แท้จริง และผู้ที่ได้รับความรอดของพระเจ้าและได้รับการรับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างถ้วนทั่ว พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือความรอดที่ละเอียดถ้วนทั่วกว่าที่ก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานของพระราชกิจแห่งการไถ่ขององค์พระเยซูเจ้า และยังเป็นพระราชกิจช่วงระยะสุดท้ายของพระเจ้าที่สรุปปิดตัวแผนการบริหารจัดการ 6,000 ปีของพระองค์อีกด้วย ซึ่งเป็นงานการพิชิตชัยและการทำให้มนุษย์มีความเพียบพร้อม การนี้คือความรอดอันครบบริบูรณ์ที่ถูกเผยในยุคสุดท้ายอย่างแท้จริง ที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเรา

พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย นั่นเป็นการสามัคคีธรรมที่พอเพียงสำหรับตอนนี้ และเราวางใจว่าเจ้าได้รับความเข้าใจบ้างเกี่ยวกับเหตุผลที่ว่าทำไมฟ้าแลบจากทิศตะวันออกยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าเต็มกำลังด้วยความก้าวหน้าที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ทั้งๆ ที่มีการข่มเหงอันบ้าคลั่งจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนและโลกศาสนา แน่นอนว่าเพราะฟ้าแลบจากทิศตะวันออกคือการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้าในยุคสุดท้าย พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือการเสด็จมาถึงของพระผู้ช่วยให้รอด—พระคริสต์แห่งยุคสุดท้าย พระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์คือความรอดที่ปรากฏในยุคสุดท้ายที่เหล่าผู้เชื่อทั้งหมดได้โหยหามาเป็นเวลานานมาก ด้วยเหตุนี้ พระกิตติคุณเรื่องราชอาณาจักรของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จึงได้สามารถเผยแพร่ด้วยความเร็วแรงดุจสายฟ้าไปทั่วทั้งประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และแม้แต่แผ่ขยายไปทุกประเทศและทุกแผ่นดินบนโลก พี่น้องชายหญิงที่รักทั้งหลาย เมื่อเผชิญหน้ากับการทรงปรากฏและพระราชกิจของพระเจ้า เจ้าควรจะเลือกสิ่งใด? องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นก็ตามเรา” (ยอห์น 10:27) หากเจ้าเข้าใจ เช่นนั้นแล้วเจ้ากำลังรออะไรอยู่เล่า?

ก่อนหน้า:สัญญาณของสมัยสุดท้าย: สมัยของโนอาห์ในวาระสิ้นสุดได้มาถึงแล้ว ดังนั้นพระเยซูจะทรงหวนคืนเพื่อทรงพระราชกิจอย่างไร?

ถัดไป:การให้การยอมรับข่าวลือต่างๆ หมายถึงการสูญเสียความรอดในยุคสุดท้ายของพระเจ้า

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง