บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ประกาศข่าวประเสริฐเพื่อเงินหรือ?

โดย หวางลี่ ประเทศจีน

นับตั้งแต่ตอนที่ข้าพเจ้ายังเล็กอยู่ ข้าพเจ้าได้เชื่อในพระเยซูร่วมไปกับบิดามารดาของข้าพเจ้า หลังจากที่ข้าพเจ้าได้แต่งงาน ข้าพเจ้ากับสามีของข้าพเจ้าได้ไปเปิดโรงงานของพวกเราที่เซี่ยงไฮ้ ในค.ศ. 1991 พวกเราได้ตั้งสถานที่พบปะกันขึ้นในโรงงานของพวกเรา และ ณ เวลานั้น ผู้คนกว่า 30 คนได้เข้าร่วมการพบปะกันที่นั่น ทุกคนจะขับร้องบทเพลงสรรเสริญ อธิษฐาน และอ่านพระคัมภีร์ด้วยกัน เหล่าพี่น้องชายหญิงล้วนแสดงให้เห็นความรักต่อกันและกัน สนับสนุนกันและกัน และพวกเราล้วนรู้สึกถึงความชื่นชมยินดีอันใหญ่หลวงในการชุมนุมทั้งหลายของพวกเรา เหล่าผู้ประกาศจากบ้านเกิดของข้าพเจ้ามาให้คำเทศนาแก่พวกเราปีละสองครั้ง และพวกเราได้รับเสบียงอาหารจากการมาเยือนเหล่านี้ จนมาถึงในค.ศ. 1997 คริสตจักรกำลังค่อยๆ กลายเป็นถูกทิ้งร้าง และไม่มีใครได้รับความชื่นชมยินดีอันใดจากการพบปะของพวกเราอีกต่อไป ผู้ประกาศไม่ได้กำลังประกาศความสว่างใหม่อันใด และพวกเขาสองสามคนก็กำลังแก่งแย่งชิงดีท่ามกลางกันและกันเพื่ออำนาจและผลกำไร และพวกเขาก็ได้เริ่มโจมตีกันและกัน และไม่มีใครฟังคนอื่นเลย จู่ๆ ท่ามกลางพี่น้องชายหญิงทั้งหลายก็เริ่มเกิดกรณีพิพาทระอุขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องเพราะจิตวิญญาณของพวกเขามิได้กำลังรับการจัดเตรียมให้เลย ความเชื่อของพี่น้องชายหญิงบางคนจึงกลายเป็นเฉยชาไป และบางคนถึงกับหันหนีและหยุดการเชื่อในพระเจ้า และสุดท้ายแล้ว ก็เหลือเพียงพวกเราราว 10 ถึง 20 คนเท่านั้น โดยเฉพาะหลังค.ศ. 2000 สถานการณ์ในสถานพบปะของพวกเราก็ได้แต่เลวร้ายลงทุกที พวกผู้ประกาศได้แต่กล่าวคำพูดเดิมๆ ที่เก่าแก่ค้างปี การเทศนาก็อืดยืดน่าเบื่อ และเหล่าพี่น้องชายหญิงก็ยิ่งกลายเป็นท้อแท้หมดกำลังใจและอ่อนแอมากขึ้นโดยไม่รู้จะหันไปทางไหนดี จิตใจของข้าพเจ้าก็กำลังมีหลายสิ่งเข้ายึดครองมากขึ้นทุกที และความเชื่อของข้าพเจ้าก็ไม่มีตรงไหนที่เข้มแข็งใกล้เคียงกับที่เคยเป็นมาเลย ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2001 พี่ชายคนหนึ่งมาที่บ้านของข้าพเจ้า และทำการประกาศข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ให้แก่ข้าพเจ้า เขาพูดกับข้าพเจ้าเป็นเวลาสองวันเต็ม โดยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายจากยุคธรรมบัญญัติถึงยุคพระคุณ และจากยุคพระคุณถึงยุคแห่งราชอาณาจักร และโดยการใช้คำเผยวจนะมากมายจากพระคัมภีร์ และข้อเท็จจริงแห่งการสำเร็จลุล่วงของคำเผยวจนะเหล่านั้นมาให้ความกระจ่างแจ้งว่า พระเจ้าได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์แล้วจริงๆ และบัดนี้ได้ทรงมาปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์แล้วโดยเริ่มต้นที่พระนิเวศของพระเจ้า เขายังได้บอกข้าพเจ้าอีกด้วยว่า พระเจ้าจะทรงช่วยมนุษย์ให้รอดจากแดนครอบครองของซาตานอย่างถึงที่สุด และจะทรงนำทางมนุษย์เข้าไปสู่บั้นปลายอันสวยงามของพวกเขา ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินการเทศนาที่ดีแบบนี้มาก่อนเลย และนั่นทำสิ่งดีๆ ให้แก่ข้าพเจ้ามากมาย นั่นเป็นราวกับว่าความสว่างอันสดใสได้ถูกจุดขึ้นในหัวใจของข้าพเจ้า ในความฝันอันพิสดารสุดขั้วของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยเลยที่จะจินตนาการว่า พระเยซูพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ที่ข้าพเจ้าได้ถวิลหามาตราบคืนและวันจะสามารถทรงกลับมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วได้จริงๆ ข้าพเจ้าจึงไม่รู้จะแสดงความชื่นบานยินดีที่ข้าพเจ้ารู้สึกออกมาในหนทางใดดี

อย่างไรก็ตาม หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผู้ประกาศคนหนึ่งจากบ้านเกิดของข้าพเจ้าได้แวะมาเยี่ยมเยือน และช่างเป็นความบังเอิญที่พี่สาวคนที่ดูแลรับผิดชอบการให้น้ำข้าพเจ้ากำลังอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าพอดี ผู้ประกาศคนนั้นกล่าวกับพวกเราว่า “ตอนนี้ ผู้คนบางคนกำลังทำการประกาศเกี่ยวกับฟ้าแลบทางทิศตะวันออก และพวกคุณต้องไม่ต้อนรับพวกนั้นอย่างเด็ดขาด สิ่งที่พวกเขาประกาศเป็นความเห็นนอกรีต พวกเขาแสร้งทำเป็นเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขาก็ไปเที่ยวต้มตุ๋นและโกงผู้คนไปทั่วทุกที่ และพวกเขาไปหาผู้คนที่มีเงินโดยเฉพาะ ก่อนอื่น พวกนั้นจะมัดมือชกพวกคุณ และทันทีที่พวกคุณยอมรับการประกาศของพวกเขา ถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะเอาทุกบาททุกสตางค์ไปจากพวกคุณ […]” คำพูดเหล่านี้สาดใส่ข้าพเจ้าเสมือนอ่างน้ำเย็นเฉียบ จนข้าพเจ้าสั่นเทาตั้งหัวจรดเท้าขึ้นมาฉับพลัน ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะดีที่สุด ข้าพเจ้าได้รู้ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ยอมรับไปแล้วตอนนี้ก็คือ ฟ้าแลบทางทิศตะวันออกที่กำลังได้รับการประกาศไปทั่วจริงๆ ข้าพเจ้าจึงมองไปที่พี่สาวซึ่งกำลังให้น้ำข้าพเจ้าอยู่ เสื้อผ้าและการแต่งหน้าของเธอล้วนเป็นแบบเรียบและสมถะ และเธอไม่ได้ดูเหมือนใครบางคนที่มีเงิน และดังนั้นความกังขาจึงตื่นตัวขึ้นในหัวใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงถามตัวเองว่า “สามารถเป็นไปได้หรือว่า พวกนั้นแค่ต้องการโกงเงินฉันเท่านั้น? พวกเขากำลังมีความรักต่อฉันเหลือเกินในตอนนี้ แต่นี่เป็นแค่การเสแสร้งหรอกหรือ? ฉันจะทำสิ่งใดดีหากมันเป็นอย่างที่ผู้ประกาศคนนั้นพูดจริงๆ?” ยิ่งข้าพเจ้าคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากขึ้นเท่าไร ข้าพเจ้าก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น และข้าพเจ้าก็อยากขอให้พี่สาวคนนั้นจากไปเสีย แต่แล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คิดว่าการประกาศของเธอนั้นสมเหตุสมผลเพียงใด และหากนี่บังเอิญเป็นหนทางที่แท้จริงและข้าพเจ้าได้ปฏิเสธมันไป เช่นนั้นแล้วข้าพเจ้าจะไม่เสียโอกาสที่จะบรรลุความรอดหรอกหรือ? เมื่อตกอยู่ในสภาพหนีเสือปะจระเข้ ข้าพเจ้างงไปหมดไม่รู้จะทำอย่างไรดี ดังนั้นข้าพเจ้าก็เลยกล่าวคำอธิษฐานต่อพระเจ้าอย่างเงียบๆ ว่า “ข้าแต่พระเจ้า! พระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าที่เหล่าพี่น้องชายหญิงเป็นพยานนั้นช่างฟังดูมีเหตุผลจริงๆ แต่ผู้ประกาศคนนั้นก็กล่าวว่า สิ่งที่พี่น้องชายหญิงเหล่านั้นเชื่อนั้นเป็นความเห็นนอกรีต และว่าพวกเขาโกงผู้คนเพื่อเงินของผู้คนเหล่านั้น ข้าพระองค์ได้เริ่มกังขา และข้าพระองค์ไม่ทราบว่าใครที่กำลังทำการประกาศหนทางที่ถูก ข้าพระองค์ขอพระองค์ทรงให้ความรู้แจ้งแก่ข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์อาจมีวิจารณญาณและมองเห็นทั้งหมดได้อย่างชัดเจน”

บนเตียงคืนนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจและเสียความรู้สึกอย่างมาก ข้าพเจ้าไม่กล้าหลับ ข้าพเจ้าคิดกับตัวเองว่า พี่สาวผู้นี้จะเอาสิ่งของทั้งหลายของข้าพเจ้าจากไปในกลางดึกหรือเปล่า? ดังนั้น ตลอดเวลา ข้าพเจ้าจึงได้แต่คอยฟังการเคลื่อนไหวใดก็ตามที่มาจากข้างนอกห้องของข้าพเจ้า แต่สุดท้ายแล้ว ข้าพเจ้าก็เหนื่อยเสียจนไม่สามารถเปิดเปลือกตาอยู่ได้อีกต่อไป แล้วข้าพเจ้าก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว วันถัดมา ข้าพเจ้าตื่นนอนแต่เช้า และได้เห็นว่าพี่สาวคนนั้นยังอยู่ที่นั่น และในที่สุดข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกใจเย็นลงเล็กน้อย แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงรู้สึกกังวลอยู่ดี และข้าพเจ้าแอบสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของพี่สาวคนนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอให้สามัคคีธรรมกับข้าพเจ้าว่าด้วยพระวจนะของพระเจ้า ข้าพเจ้าสังเกตเธออย่างละเอียด โดยหวังจะพบเบาะแสบางอย่างในการแสดงออกของดวงตาเธอ หรือในวาทะของเธอ แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ค้นพบอะไรเลย ไม่สำคัญว่า ข้าพเจ้าจะยกปัญหาแสนกลอะไรขึ้นมา เธอก็ได้สามัคคีธรรมกับข้าพเจ้าอย่างอดทนเสมอ และเธอได้ใช้พระวจนะของพระเจ้าแก้ปัญหาทั้งหลายให้กับข้าพเจ้า สิ่งที่มากกว่านั้นก็คือ การแสดงออกของเธอและคำพูดทั้งหลายของเธอนั้นเสมือนว่าจริงใจ พูดอย่างสัตย์จริงแล้วก็คือ แม้ว่าข้าพเจ้าได้ตั้งป้อมระแวดระวัง แต่ทุกๆ พระวจนะของพระเจ้าก็กลายเป็นสลักลงบนหัวใจของข้าพเจ้า ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่าพระวจนะเหล่านั้นแท้จริงและเป็นจริงเพียงใด และข้าพเจ้าก็ได้กลายเป็นเชื่อมั่นอย่างถึงที่สุด ทั้งที่เป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงรู้สึกตั้งป้อมระแวดระวังต่อพี่สาวคนนั้น และข้าพเจ้าได้เลือกใช้คำพูดกับเธอด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุดเสมอ ด้วยกลัวว่า สิ่งใดก็ตามที่เผลอหลุดออกไปจะเปิดเผยรูปการณ์แวดล้อมทางการเงินของข้าพเจ้าให้เธอรู้ จนเมื่อตอนที่เธอกำลังจะไปอยู่แล้วนั่นเอง ข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจที่จะลองทดลองเธอ และข้าพเจ้าได้นำ 10,000 หยวนมามอบให้เธอ โดยกล่าวว่า นั่นแค่เป็นสินน้ำใจสำหรับน้ำพักน้ำแรงของเธอ แต่เธอได้กล่าวว่า เธอไม่สามารถรับสิ่งใดจากข้าพเจ้าได้ และเธอพูดด้วยความจริงใจโดยสมบูรณ์ ตอนนั้นเท่านั้นเองที่ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะกังขากับตัวเองว่า ผู้ประกาศจากบ้านเกิดของข้าพเจ้าพูดว่า ผู้คนเหล่านี้มาอยู่ตรงนี้เพื่อที่จะโกงเงินข้าพเจ้า แต่ตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ได้ลองให้เงินกับเธอโดยปราศจากการเอ่ยขอ แล้วเป็นไปได้อย่างไรเล่าที่เธอจะไม่รับมันไป? สิ่งที่ผู้ประกาศกล่าวไว้นั้นแท้จริงจริงๆ หรือว่าเป็นเท็จ?

หลายวันต่อมา พี่สาวคนนั้นก็มาสามัคคีธรรมกับข้าพเจ้าอีกเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า “อา เธอน่าจะต้องการเงินแล้วล่ะคราวนี้” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามจริงนั้นทำเอาข้าพเจ้ารู้สึกละอายแก่ใจตัวเองอีกครั้ง เมื่อเธอเพียงแค่สามัคคีธรรมเรื่องพระวจนะของพระเจ้ากับข้าพเจ้า และพูดคุยเกี่ยวกับน้ำพระทัยของพระเจ้า และไม่เคยทำการคุยเล่นเรื่อยเปื่อยเลย ในข้อเท็จจริงนั้น วาทะและการวางตัวของเธอช่างถูกต้องเหมาะสม สำรวมรอบคอบ และเป็นธรรมชาติไปเสียทั้งหมด และเธอก็มีท่าทีอันเคร่งครัดศรัทธา ข้าพเจ้าไม่สามารถพบเจอความผิดกับสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับตัวเธอเลย ข้าพเจ้าจึงอดไม่ได้ที่จะเลื่อมใสเธอ นี่บีบให้ข้าพเจ้าต้องกังขาในสิ่งที่ผู้ประกาศจากบ้านเกิดของข้าพเจ้ากล่าวไว้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ พระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ปัดเป่าหัวใจที่ตั้งป้อมระแวดระวังของข้าพเจ้า และพระวจนะเหล่านั้นดึงดูดให้ข้าพเจ้าเข้าหา พระวจนะตรัสว่า “เราไม่ต้องการมโนคติอันหลงผิดหรือความคิดของผู้คน นับประสาอะไรกับเงินของเจ้าหรือสิ่งครอบครองของเจ้า สิ่งที่เราต้องการคือหัวใจของเจ้า เจ้าเข้าใจไหม? นี่คือเจตจำนงของเรา ที่มากกว่านั้น มันเป็นสิ่งที่เราปรารถนาจะได้มา” (“บทที่ 61” เรื่องถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “เพียงแค่มอบหัวใจของเจ้าแก่เราอย่างหมดใจ จงเข้าใจให้ชัดเจน! เราไม่ประสงค์เงินของเจ้า หรือทรัพย์สินของเจ้า และไม่ประสงค์ให้เจ้ามาอยู่ต่อหน้าเราด้วยไฟแรง ด้วยความหลอกลวง หรือด้วยความใจแคบเพื่อรับใช้ จงนิ่งสงบและทำหัวใจให้บริสุทธิ์ รอคอยและแสวงหาเมื่อเกิดปัญหาขึ้น และเราจะให้คำตอบแก่เจ้า จงอย่าได้สงสัย! เหตุใดเจ้าไม่เคยเชื่อว่าคำพูดของเราเป็นจริง? เหตุใดเจ้าจึงไม่สามารถเชื่อในคำพูดของเราได้? เจ้าดื้อรั้นถึงระดับที่สุดขั้วเช่นนั้น และแม้แต่ในเวลาเช่นนี้ เจ้ายังคงเป็นเช่นนี้อยู่ เจ้าไม่รู้เท่าทันมากเกินไป และเพียงแต่ไม่ได้รับการรู้แจ้งเลยสักนิด!” (“บทที่ 39” เรื่องถ้อยดำรัสของพระคริสต์ในปฐมกาล ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) หลังการอ่านพระวจนะเหล่านี้ ข้าพเจ้ารู้สึกหงุดหงิดมาก พี่สาวผู้นั้นก็เลยให้สามัคคีธรรมกับข้าพเจ้า โดยกล่าวว่า “พระเจ้าทรงแสดงความจริงและทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการพิพากษาของพระองค์ก็เพื่อที่จะชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์และช่วยให้รอด เพื่อที่จะทำให้พวกเราสามารถขับอุปนิสัยอันเสื่อมทรามเยี่ยงซาตานของพวกเราออกไป เพื่อให้พวกเราสามารถมีหัวใจอันยำเกรงต่อพระเจ้า ยอมรับการสังเกตการณ์ของพระเจ้า เป็นผู้คนที่ซื่อสัตย์ในหนทางที่เป็นจริงและมีศีลธรรมโดยสอดคล้องกับข้อพึงประสงค์ทั้งหลายแห่งพระวจนะของพระเจ้า ใช้ชีวิตตามความเป็นจริงแห่งการยำเกรงพระเจ้าและการหลบเลี่ยงความชั่ว มาเชื่อฟังพระเจ้าอย่างแท้จริง นมัสการพระเจ้าและรักพระเจ้า และกลายมาเป็นผู้คนที่ครองความจริงและสภาวะความเป็นมนุษย์ที่ปกติ พระเจ้าทรงต้องประสงค์หัวใจของพวกเรา และพระองค์ทรงหวงแหนชีวิตของพวกเราดั่งสมบัติล้ำค่า พระองค์มิทรงต้องประสงค์เงินตราของพวกเราหรือสมบัติพัสถานทั้งหลายของพวกเรา” แล้วเธอก็ทำการสามัคคีธรรมของเธอต่อไป โดยกล่าวว่า “ในคริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ไม่มีใครเลยที่ได้รับอนุญาตให้ถามหาของถวาย หรืออุทธรณ์ขอของถวายจากผู้คนเพื่อเหตุผลใดก็ตาม หากบางคนอุทธรณ์ต่อผู้คนให้ทำของถวาย ผู้คนเหล่านั้นจะต้องถูกหยุดยั้ง เพราะนี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเกลียด หากพี่ชายหรือพี่สาวคนหนึ่งต้องการทำการบริจาค พวกเขาอาจทำได้เพียงโดยการอธิษฐานหลายๆ ครั้งเสียก่อนเป็นอันดับแรก โดยการเต็มใจอย่างครบบริบูรณ์ และโดยการมั่นใจที่จะไม่มีวันเสียใจย้อนหลัง มิฉะนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการถวายของพวกเขา”

วิวรณ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า และการสามัคคีธรรมกับพี่สาวผู้นั้นเปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้าในอันที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอด และข้าพเจ้าก็ได้เห็นว่า พวกเขามีความพึงปรารถนาอันจริงแท้และจริงใจที่จะนำพาข้าพเจ้ามาอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และไม่ได้กำลังวางอุบายอันใด ความระแวดระวังทั้งหลายที่ข้าพเจ้าใส่เข้าไปในหัวใจของข้าพเจ้าค่อยๆ อันตรธานไป และน้ำหนักมหาศาลที่หนักอึ้งอยู่ในหัวใจของข้าพเจ้าเป็นเวลาหลายวันจึงตกไปในที่สุด ข้าพเจ้ารู้สึกราวกับว่าภาระอันหนักอึ้งได้พ้นไปจากข้าพเจ้าแล้ว และข้าพเจ้ารู้สึกว่าทั้งหมดของความเป็นตัวข้าพเจ้าผ่อนคลายลงมาก ตอนที่พี่สาวผู้นั้นกำลังจะจากไปนั่นเอง ข้าพเจ้าก็ขืนยัด 2,000 หยวนใส่กระเป๋าเธอไป คราวนี้ ข้าพเจ้าต้องการให้เธอรับมันไว้จริงๆ แต่ทั้งที่ข้าพเจ้าพยายามอย่างดีที่สุดที่จะกล่อมเธอให้ยอม เธอก็ยังคงจะไม่รับมัน และได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า ในพระนิเวศของพระเจ้ามีประกาศกฤษฎีกาบริหาร พวกเราไม่สามารถรับเงินหรือสมบัติพัสถานทั้งหลายของพี่น้องชายหญิงได้ เพราะนั่นจะเป็นการกระทำของยูดาส” หลังจากที่เธอไปแล้ว ข้าพเจ้าท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกต่างๆ นานามากมายเหลือเกิน “ในสังคมเชิงวัตถุนิยมของทุกวันนี้” ข้าพเจ้าคิด “ที่ซึ่งเงินครองอำนาจสูงสุด ผู้คนมากมายทำงานหนักเพื่อเงิน รวมทั้งตัวฉัน และพวกเขาดิ้นรนต่อไปอย่างสม่ำเสมอเพื่อที่จะมีความสามารถได้กินดี ได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ดูดี ได้ดำรงชีวิตอยู่ในบ้านที่ดีและได้ชื่นชมสิ่งทั้งหลายที่ดี แต่กระนั้น พี่น้องชายหญิงเหล่านี้ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็หาได้ถูกดึงดูดโดยความยินดีในทางเงินตราไม่ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากับทนทุกข์และทำการประกาศข่าวประเสริฐโดยปราศจากเงื่อนไข ไม่สำคัญว่า พวกเขาถูกผู้อื่นเข้าใจผิดอย่างไร พวกเขาก็ยังคงดึงดันต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขา—นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สัมฤทธิ์โดยพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์หรอกหรือ?” ในผู้คนเหล่านี้ ข้าพเจ้าได้เห็นว่า มีเพียงชีวิตที่คนเราล้มเลิกความยินดีทางกายและดำรงชีวิตอยู่เพื่อทำให้พระเจ้าพึงพอพระทัยเท่านั้นที่เป็นชีวิตแห่งความหมายและคุณค่า และข้าพเจ้าได้เห็นว่าการไล่ตามเสาะหาของตัวข้าพเจ้าเองเพื่อความมั่งคั่งและสิ่งทั้งหลายในทางวัตถุนั้นช่างเห็นแก่ตัว ใจร้ายใจดำและน่าขายหน้าเหลือเกิน ข้าพเจ้าคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสองครั้งที่ข้าพเจ้าได้ลองพยายามที่จะให้เงินพี่สาวผู้นั้นและถูกปฏิเสธ และข้าพเจ้าได้คิดเกี่ยวกับวิธีที่เธอได้ปฏิบัติกับข้าพเจ้าด้วยความจริงใจอย่างใหญ่หลวง และวิธีที่เธอได้อุตส่าห์ยอมลำบากเพื่อที่จะทำการให้น้ำข้าพเจ้า ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากความรักของพระเจ้า และพระองค์ได้ทรงแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของข้าพเจ้า หากทั้งหมดนี้ไม่ได้มาจากการทรงนำและสภาวะผู้นำของพระเจ้า ใครกันเล่าที่จะสามารถสัมฤทธิ์การนี้ได้? กระนั้น ข้าพเจ้าก็เคยใช้กลอุบายกลับกลอกและได้ระแวดระวังและมีความสงสัยในตัวพี่สาวผู้นั้น และข้าพเจ้าได้ใช้เงินทดลองเธอ ข้าพเจ้าได้เข้าใจผิดเกี่ยวกับความพยายามอันอุตสาหะที่พระเจ้ากำลังทรงใช้ในการช่วยข้าพเจ้าให้รอด และข้าพเจ้ารู้สึกเป็นหนี้พระเจ้าเหลือเกิน! ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาแห่งการก่นด่าตัวเองออกมา และข้าพเจ้าได้เห็นว่า ข้าพเจ้าน่าเหยียดหยามและปราศจากวิจารณญาณเพียงใด! ข้อเท็จจริงทั้งหลายได้พิสูจน์แล้วว่า เหล่าพี่น้องชายหญิงผู้ที่กำลังทำการประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้นไม่ได้กำลังทำเพื่อเงิน แต่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของพวกเขาในอันที่จะนำทางผู้คนเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า—มันช่างไม่เหมือนกับที่ข่าวลือพูดกันไปแต่อย่างใดเลย! ณ ชั่วขณะนั้นเอง ข้าพเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงตอนที่พวกผู้ประกาศจากบ้านเกิดของข้าพเจ้าได้มาให้การเทศนากับพวกเรา และแต่ละครั้งพวกเขาก็ได้รับเงินเป็นค่าแลกเปลี่ยนกับน้ำพักน้ำแรงของพวกเขา และพวกเขาก็ยอมรับมันดังที่คาดไว้ ตอนนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า เหตุผลที่พวกเขาสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสีไม่มีมูลทั้งหมดนี้ขึ้นมา การที่กล่าวว่า บรรดาผู้ที่เชื่อในพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทำการประกาศข่าวประเสริฐเพื่อเงินนั้น ก็เป็นเพราะตัวพวกเขาเองกำลังขายข่าวประเสริฐและใช้การเทศนาของพวกเขาหาเงินอยู่ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงกลัวว่า หลังจากที่ข้าพเจ้ายอมรับพระราชกิจแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แล้ว ข้าพเจ้าคงจะไม่ฟังการเทศนาของพวกเขาอีกต่อไป และพวกเขาก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะได้ชื่นชมกับการบริจาคของข้าพเจ้าอีกต่อไป ดังนั้นแล้ว พวกเขาจึงได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อที่จะหยุดยั้งข้าพเจ้าจากการยอมรับหนทางที่แท้จริง พวกผู้นำทางศาสนาเหล่านี้แค่ออกมาเพื่อผลกำไรส่วนตัวของพวกเขาเอง และพวกเขาไม่มีความกระดากใจใดเลยเกี่ยวกับการทำลายโอกาสของข้าพเจ้าในการที่จะบรรลุความรอดของพระเจ้า—พวกเขาช่างมีหัวใจที่ดำยิ่งนัก! ด้วยความที่ได้เห็นข่าวลือและเล่ห์เพทุบายของซาตานอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้เดินหน้าอย่างปราศจากความลังเลอันใด และได้เริ่มติดตามพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

โดยการอ่านพระวจนะของพระเจ้า ข้าพเจ้าค่อยๆ ได้มาเข้าใจความจริงบางประการ ข้าพเจ้าได้มามีความรู้บางอย่างเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและสาระสำคัญของวิธีที่ข้าพเจ้าถูกซาตานทำให้เสื่อมทราม และข้าพเจ้าได้เข้าใจอย่างมากมายเกี่ยวกับพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการความรอดของพระองค์ และน้ำพระทัยของพระองค์ในการที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอด เพื่อเป็นการจ่ายคืนให้กับความรักพระเจ้า และเพื่อที่จะนำทางผู้คนที่แสวงหาพระเจ้าอย่างจริงใจเข้าไปสู่พระนิเวศของพระเจ้า ข้าพเจ้าได้ล้มเลิกชีวิตที่ง่ายดายและสะดวกสบายของข้าพเจ้าไป และข้าพเจ้าได้ทุ่มตัวเองให้กับตำแหน่งงานทั้งหลายในการเผยแผ่ข่าวประเสริฐแห่งยุคสุดท้ายของพระเจ้าร่วมไปกับเหล่าพี่น้องชายหญิงทั้งหลาย

ก่อนหน้า: จงจับความเข้าใจสามหลักธรรมเหล่านี้ในการเฝ้าเดี่ยวประจำวัน และเจ้าจะเติบโตในชีวิตเร็วขึ้น

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คำพยากรณ์เกี่ยวกับวันสิ้นโลกในพระคัมภีร์ถูกทำให้ลุล่วงแล้ว: วิธีที่จะต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู

โดย อันหยวน, ฟิลิปปินส์ เมื่อสองพันปีที่แล้ว บรรดาผู้ติดตามขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ถามพระเยซูว่า...

ยุคสุดท้ายได้มาถึงแล้ว: คริสตชนจะถูกรับขึ้นไปก่อนหน้าความทุกข์ลำบากอันยิ่งใหญ่อย่างไร?

โดย เบ็กกี้, สหรัฐอเมริกา วันนี้ มหันตภัยต่างๆ ทั่วโลกกำลังกลายเป็นความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...

การตีความมัทธิว 25: วิธีที่จะกลายเป็นหญิงพรหมจารีที่มีปัญญาเพื่อต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้า

องค์พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านจะได้ยินเสียงสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม คอยระวังอย่าตื่นตระหนกเลย เพราะว่าทุกสิ่งจะต้องเกิดขึ้น...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้