24 พระวจนะของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงฉัน

โดย Pingfan, ประเทศจีน

ในฤดูหนาวของปี 2018 คริสตจักรให้ฉันทำหน้าที่งานเขียน ฉันคิดว่าในเมื่อฉันเคยทำมาก่อน และฉันรู้พื้นฐาน ฉันต้องทำงานได้ดีแน่ พอฉันอยู่ในทีม ฉันเห็นว่าเอกสารต่างๆ นั้นต่างออกไป ฉันไม่เข้าใจหลักปฏิบัติเพื่อแก้ไขเอกสารพวกนี้ ฉันจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าและแสวงหาความจริงทุกครั้งที่ฉันทำงานเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่ง พิจารณามันตามหลักปฏิบัติ และเวลาที่ฉันไม่แน่ใจ ฉันก็จะปรึกษากับพี่น้องหญิงคนอื่น ฉันยังรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับบทความต่างๆ ที่ฉันแก้ไขแล้วด้วย ผ่านไปสักพัก ฉันก็เข้าใจหลักปฏิบัติบางประการ และข้อความที่ฉันแก้ไขก็ได้ใช้เป็นตัวอย่างอ้างอิงให้กับคนอื่น พี่น้องหญิงในทีมของฉันต่างชื่นชมฉัน และฉันก็รู้สึกพอใจในตัวเองมากเช่นกัน ฉันคิดว่า “ฉันประสบผลสำเร็จอย่างมากที่นี่ในเวลาไม่นาน ดูเหมือนว่าความสามารถของฉันจะไม่ด้อยไปกว่าพี่น้องหญิงคนอื่นเลย และฉันมีพื้นฐานในการเขียนที่ดีกว่าด้วย” วันหนึ่ง ผู้นำทีมของเราขอให้ฉันดูแลร่างสองสามฉบับที่ยากขึ้น ไม่เพียงฉันไม่รู้สึกเสียกำลังใจ แต่ฉันยังสนุกกับมันมาก คิดว่าฉันได้รับงานที่ยากขึ้น เพราะฉันมีความสามารถมากกว่าพี่น้องหญิงคนอื่น และผู้นำทีมให้คุณค่ากับฉันมากกว่า เมื่อเวลาผ่านไปฉันก็หยิ่งยโสมากขึ้น ฉันเลิกปรึกษาพี่น้องหญิงที่ฉันทำงานด้วยเมื่อฉันเจออุปสรรค คิดว่ายังไงพวกเธอก็คงไม่มีความคิดดีๆ อยู่ดี ฉันหาทางออกด้วยตัวเองดีกว่า เวลาตรวจทานเอกสารต่างๆ ที่พี่น้องหญิงของฉันปรับปรุงแก้ไข ฉันก็เลิกถามความคิดเห็นของพวกเธอ แต่ตัดสินใจสิ่งต่างๆ เองคนเดียวเท่านั้น ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนที่ฉันตรวจทานเอกสารที่พี่น้องหญิงคนหนึ่งได้ปรับปรุงแก้ไข ฉันตัดสินใจแก้ไขส่วนหนึ่งที่ฉันคิดว่าไม่เหมาะสม ไปโดยพลการโดยไม่ตรวจสอบกับเธอ เธอมีความคิดที่ต่างออกไปซึ่งเธอต้องการหารือกับฉัน แต่ฉันกลับมองเธออย่างดูแคลนแล้วคิดว่า “เธอเพิ่งมาใหม่ คิดว่ารู้หลักปฏิบัติดีกว่าฉันหรือไง ฉันไม่เคยเปลี่ยนอะไรโดยไม่มีเหตุผล และเธอก็ควรฟังฉันจะดีกว่า” ฉันพูดกับเธออย่างเฉียบขาด “ฉันแก้ไขเอกสารพวกนี้มาเยอะแล้ว ฉันยังไม่เคยทำผิดพลาดแน่นอน” เมื่อเห็นว่าฉันคงไม่เปลี่ยนใจ เธอก็ไม่พูดอะไรอีก เมื่อหัวหน้าทีมของเราตรวจทานเอกสารนี้ในภายหลัง เธอชี้ว่าตามหลักปฏิบัติแล้วสิ่งที่ฉันเปลี่ยนนั้นผิดนะ และบอกฉันว่าฉันควรถือหลักปฏิบัติอย่างจริงจังมากขึ้นในอนาคต หลังจากนั้นฉันก็ยังไม่ทบทวนตัวเอง แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ และฉันสามารถใส่ใจเพิ่มขึ้นอีกนิด

สองเดือนต่อมา หัวหน้าทีมของเราก็ถูกย้ายไปทีมอื่น และหัวหน้าคริสตจักรก็ให้ฉันรับงานของทีมเราชั่วคราว ฉันตอบตกลงทันทีและเริ่มประเมินสถานการณ์ “ฉันคุ้นเคยกับหลักปฏิบัติต่างๆ ที่สุด และทำผลงานมากที่สุดในทีมนี้ ฉันเป็นคนเดียวที่ทำงานนี้ได้” ตั้งแต่นั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่พี่น้องหญิงในทีมเจอปัญหาในหน้าที่ของพวกเธอ ฉันจะช่วยพวกเธอเสมอ ฉันเริ่มรู้สึกเหมือนฉันสามารถแก้ปัญหาอะไรก็ได้ ครั้งหนึ่งเมื่อพี่น้องหยางพบเรื่องยากในเอกสารฉบับหนึ่งแล้วฉันก็ไปดู ฉันพูดอย่างเหยียดๆ “นี่ก็แค่ปัญหาง่ายๆ ไม่ใช่เหรอ แค่จัดวางใหม่ก็ไม่มีปัญหาแล้ว” ไม่นานนักเธอก็กลับมาบอกว่า “จัดเรียงตามที่คุณพูดแล้วก็ยังไม่ได้ค่ะ ฉันว่าปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น การสามัคคีธรรมถึงความจริงมันตื้นเขินมากกว่าค่ะ” ฉันไม่พอใจนักเมื่อได้ยินแบบนี้ และคิดว่า “ฉันเป็นคนเลือกบทความนี้นะ มันจะมีอะไรผิดได้ล่ะ เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เข้าใจหลักปฏิบัติต่างๆ และขาดวิจารณญาณ ฉันทำหน้าที่นี้มานานแล้ว ฉันจะตัดสินบทความที่ตรงไปตรงมาแบบนี้ผิดจริงๆ เหรอ เธอกำลังสงสัยความสามารถของฉันใช่ไหม” ฉันเดินไปที่คอมพิวเตอร์ของเธออย่างไม่พอใจ จับเมาส์แล้วเลื่อนดูบทความนั้นผ่านๆ แล้วก็บอกสิ่งที่ฉันคิดให้เธอฟังอย่างรวดเร็ว เธอนิ่วหน้าเล็กน้อยแล้วพูดเบาๆ “ฉันรู้สึกว่าแม้แต่ด้วยวิธีการของคุณ ปัญหาก็จะยังอยู่ เราน่าจะลองถามผู้นำดูนะคะ” ฉันชักสีหน้าใส่เธอ คิดว่า “เธอยังไม่เข้าใจอีก คนที่มีความสามารถระดับเธอทำหน้าที่นี้ให้ดีได้ไหม” ฉันตอบห้วนๆ “เรื่องเล็กแค่นี้ต้องถึงผู้นำเหรอ ถ้าเธอจัดการไม่ได้จริงๆ ให้ฉันทำก็แล้วกัน” ฉันเห็นว่าเธอก้มหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก ฉันรู้สึกแย่นิดหน่อย และนั่นไม่ใช่การปฏิบัติต่อพี่สาวหรือน้องสาวด้วยความรัก แต่ฉันก็ยังไม่แสวงหาความจริงหรือทบทวนตัวเองเพื่อระบุปัญหาของฉัน พี่น้องหญิงในทีมค่อยๆ เลิกมาหาฉันเมื่อมีข้อสงสัย และเมื่อหารือเรื่องเอกสารต่างๆ ก็ไม่มีใครกล้าเปิดปากเมื่อฉันไม่พูดอะไร มันเป็นบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจมาก ฉันรู้สึกว่าจิตวิญญาณมืดดำขึ้น ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับเอกสารต่างๆ และจำนวนผลงานของทีมเราก็น้อยลงมาก

ครั้งหนึ่งในการชุมนุม พี่น้องหยางพูดกับฉันว่า “ฉันอยากจะชี้ข้อบกพร่องให้คุณฟัง ทุกครั้งที่คุณช่วยฉันทำอะไรสักอย่าง คุณทำอย่างวางท่า และคุณก็หงุดหงิดถ้าฉันถามคำถามเพิ่ม ฉันรู้สึกว่าคุณบีบบังคับฉันจริงๆ” น้องสาวอีกคนเสริมว่า “ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกันค่ะ คุณทำตามอำเภอใจโดยไม่หารือเรื่องต่างๆ กับคนอื่น และคุณก็มักจะยืนกรานตามมุมมองของตัวเอง คุณไม่ฟังข้อเสนอแนะของคนอื่นเลย เมื่อเราเห็นอะไรต่างกัน คุณก็ไม่ยอมให้เราเอาเรื่องนั้นไปคุยกับผู้นำ ฉันรู้สึกว่าคุณหยิ่งยโสและมั่นใจในตัวเองเกินไปจริงๆ” ฉันไม่เชื่อตามที่พวกเธอพูดเลยจริงๆ ฉันคิดว่า “พวกคุณพูดว่าฉันไม่ยอมรับข้อเสนอแนะของพวกคุณ ว่าฉันเผด็จการ แต่พวกคุณน่าจะลองทบทวนตัวเองดูนะ ว่ามันเป็นเพราะพวกคุณไม่เข้าใจหลักปฏิบัติต่างๆ และความคิดของพวกคุณก็ไม่ดีเลยหรือเปล่า ถ้าพวกคุณพูดถูก ฉันจะปฏิเสธได้ยังไง”

วันต่อมา ผู้นำก็เข้าร่วมการชุมนุมของเรา เธอเห็นว่าพี่น้องหญิงสองคนนั้นถูกฉันบีบบังคับ เธอจึงจัดการกับฉันโดยพูดว่า “คุณหยิ่งยโสเกินไป ฉันให้คุณดูแลงานของทีม แต่คุณไม่ช่วยเหลือคนอื่นด้วยความรัก หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ในหน้าที่ของพวกเขา แต่คุณกลับบีบคั้นพวกเขาและทำให้ทุกคนทำตามที่คุณบอก เมื่อคนอื่นชี้ให้เห็นปัญหาในเอกสารต่างๆ ที่คุณทำงานอยู่ คุณก็ไม่ตั้งใจรับฟัง แต่ยืนกรานว่าตัวเองถูก คุณเผด็จการและยกตนข่มคนอื่น และคุณกำลังรบกวนงานเขียนของเรา สองเดือนมาแล้ว สมาชิกทีมไม่อยู่ในสภาพจิตใจที่ดีและงานก็ประสบผลสำเร็จน้อยมาก ถ้าคุณไม่ทบทวนและกลับใจให้ดี เราจะต้องหาคนมาแทนคุณ” การที่ผู้นำตัดแต่งและจัดการฉันอย่างเข้มงวดทำร้ายจิตใจฉันมาก โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าฉันได้รบกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ฉันสะเทือนใจและเริ่มร้องไห้ ฉันต้องการทำหน้าที่ให้ดีและสนองพระเจ้า ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะทำชั่ว สองสามวันต่อจากนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันคิดถึงคำตำหนิของผู้นำและคำวิพากษ์วิจารณ์ของพี่น้องหญิงคนอื่นๆ ฉันจะรู้สึกกลัดกลุ้มมาก มันเหมือนมีดทิ่มแทงหัวใจฉัน ฉันไม่เคยนึกว่าฉันจะปล่อยให้อุปนิสัยหยิ่งยโสของฉันส่งผลต่อหน้าที่ หรือนึกว่าฉันจะทำร้ายจิตใจพี่น้องหญิงและสร้างความเสียหายให้งานของเรา ยิ่งฉันคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ยิ่งเสียใจและรู้สึกผิดมากขึ้น ฉันทบทวนตัวเองเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า

แล้วฉันก็อ่านพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “จงอย่าคิดว่าเจ้าเป็นอัจฉริยบุคคลแต่กำเนิดโดยธรรมชาติ ที่ต่ำกว่าฟ้าสวรรค์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างไม่มีสิ้นสุด เจ้าห่างไกลจากการเป็นคนฉลาดกว่าผู้อื่นใด—และอาจกล่าวได้ด้วยซ้ำ ว่ามันน่าชื่นชมเสียเหลือเกินที่เจ้าโง่กว่าผู้คนบนแผ่นดินโลกผู้ที่มีเหตุผลคนใดๆ มากเพียงใด เพราะเจ้าคิดถึงตัวเองอย่างสูงส่งเกินไป และไม่เคยได้มีสำนึกรับรู้ถึงปมด้อยเลย ราวกับว่าเจ้าสามารถมองทะลุการกระทำของเราลงไปถึงรายละเอียดที่เล็กน้อยที่สุด ในประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริงนั้น เจ้าคือใครสักคนที่โดยพื้นฐานแล้วขาดพร่องเหตุผล เพราะเจ้าไม่รู้เลยสักนิดว่าเราตั้งใจที่จะทำอะไร และเจ้าตระหนักรู้น้อยยิ่งกว่าด้วยซ้ำว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ และดังนั้นเราจึงพูดว่าเจ้าไม่แม้แต่จะเท่าเทียมกับชาวนาแก่ๆ ที่กำลังทำงานหนักบนแผ่นดิน ชาวนาที่ไม่ได้มีความล่วงรู้แม้แต่น้อยถึงชีวิตมนุษย์ แต่ก็ยังมอบความไว้วางใจทั้งหมดของเขาไว้กับพระพรแห่งฟ้าสวรรค์เมื่อเขาทำการเพาะปลูกบนแผ่นดิน เจ้าไม่เจียดความคิดแม้เพียงวินาทีเดียวให้กับชีวิตของเจ้า เจ้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชื่อเสียง และเจ้ายังคงมีความรู้จักตัวเองใดๆ น้อยกว่า เจ้าช่าง 'อยู่เหนือเรื่องทั้งหมด' เหลือเกิน!” (“พวกที่ไม่เรียนรู้และยังคงไม่รู้เท่าทัน: พวกเขาไม่ใช่สัตว์เดียรัจฉานหรอกหรือ?” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) “จะเป็นการดีที่สุดสำหรับพวกเจ้าที่จะมอบอุทิศความพยายามมากขึ้นให้กับความจริงของการรู้จักตนเอง เหตุใดเล่าพวกเจ้าจึงไม่ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า? เหตุใดกันอุปนิสัยของเจ้าจึงเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนสำหรับพระองค์? เหตุใดวาทะของเจ้าปลุกเร้าความเกลียดของพระองค์? ทันทีที่เจ้าได้แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีสักเล็กน้อย เจ้าก็ขับร้องสรรเสริญตนเอง และเจ้าเรียกร้องบำเหน็จรางวัลสำหรับการมีส่วนร่วมสนับสนุนเพียงน้อยนิดของเจ้า เจ้าดูถูกผู้อื่นเมื่อเจ้าแสดงความเชื่อฟังเพียงเล็กน้อยและกลายเป็นเหยียดหยามพระเจ้าเมื่อได้สำเร็จลุล่วงในภารกิจยิบย่อยบางอย่าง […] ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าเจ้าเชื่อในพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เจ้าก็ไม่สามารถเข้ากันได้กับพระเจ้า ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าพวกเจ้าปราศจากคุณความดีอย่างสิ้นเชิง เจ้าก็ยังยืนกรานที่จะอวดตัวอยู่ดี พวกเจ้าไม่รู้สึกหรือว่า สำนึกรับรู้ของพวกเจ้าเสื่อมลงจนถึงจุดที่พวกเจ้าไม่มีการควบคุมตนเองอีกต่อไปแล้ว?” (“พวกที่เข้ากันไม่ได้กับพระคริสต์คือปรปักษ์ของพระเจ้าอย่างแน่นอน” ใน พระวจนะทรงปรากฏเป็นมนุษย์) ด้วยการไตร่ตรองพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าพระวจนะเหล่านี้เปิดเผยสถานะที่แท้จริงของฉัน การที่ฉันทำหน้าที่ของฉันสำเร็จเพียงเล็กน้อยทำให้ฉันคิดว่าฉันเป็นคนพิเศษ ฉันดูหมิ่นคนอื่นๆ และไม่ฟังความคิดเห็นของพวกเขา แต่ฉันกลับทำตามอำเภอใจโดยไม่เคารพนับถือพระเจ้าเลย ฉันเห็นว่าฉันมีธรรมชาติหยิ่งยโสจริงๆ หลังจากเริ่มหน้าที่นั้น ฉันเข้าใจหลักปฏิบัติบางประการ และบทความต่างๆ ที่ฉันแก้ไขก็ได้นำไปใช้สำหรับอ้างอิง และดังนั้นความหยิ่งยโสของฉันจึงเพิ่มสูงมากขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ ฉันคิดว่าฉันมีพรสวรรค์ และเก่งกว่าคนอื่น ฉันหยุดแสวงหาหลักปฏิบัติแห่งความจริงในหน้าที่ของฉัน แต่พึ่งพาประสบการณ์และสติปัญญาของตัวเอง เมื่อพี่น้องหญิงคนหนึ่งชี้ว่างานที่ฉันปรับปรุงแก้ไขไม่เข้ากับหลักปฏิบัติ ฉันก็ไม่ได้แสวงหาเลย แต่คิดว่าฉันทำหน้าที่นั้นมานานกว่า คิดว่าฉันรู้มากกว่า และฉันไม่สามารถผิดได้แน่ ฉันได้แต่ข่มข้อเสนอแนะของเธอ เมื่อพี่น้องหญิงอีกคนมีมุมมองต่างออกไปและต้องการความเห็นจากผู้นำของเรา ฉันก็ขัดขวางเธอ ปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขในเวลาที่กำหนด และงานของคริสตจักรก็ล่าช้า ด้วยการไตร่ตรองนี้ ฉันเห็นได้ว่าฉันหยิ่งยโส ไร้เหตุผล และขาดความเคารพนับถือพระเจ้าโดยสิ้นเชิง ฉันไม่ได้แสดงอะไรนอกจากอุปนิสัยแบบซาตาน ฉันไม่เพียงทำความเสียหายให้งานของคริสตจักรเท่านั้น แต่ฉันยังกดขี่และทำร้ายพี่น้องหญิงหลายคนด้วย นั่นจะเป็นการทำหน้าที่ของฉันได้ยังไง ปรากฏว่าตอนนั้นฉันกำลังทำชั่ว!

ตอนนั้นเองที่พระวจนะของพระเจ้าอีกบทตอนหนึ่งผุดขึ้นในใจ: “หากเจ้าครองความจริงภายในเจ้าจริงๆ เส้นทางที่เจ้าเดินนั้นย่อมจะเป็นเส้นทางที่ถูกต้องไปเอง หากปราศจากความจริง มันย่อมง่ายดายที่จะทำชั่ว และเจ้าจะทำมันไปทั้งที่เจ้าไม่ตั้งใจ ตัวอย่างเช่น หากเจ้ามีความโอหังและความทะนงตน เจ้าก็คงจะพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเลี่ยงการไม่เยาะเย้ยท้าทายพระเจ้า เจ้าคงจะรู้สึกถูกบีบให้จำยอมเยาะเย้ยท้าทายพระองค์ เจ้าคงจะไม่ทำโดยมีจุดประสงค์ เจ้าคงจะทำไปภายใต้การครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของเจ้า ความโอหังและความทะนงตนของเจ้าคงจะทำให้เจ้าดูแคลนพระเจ้า และเห็นพระองค์ทรงไร้ค่าไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นคงจะเป็นเหตุให้เจ้ายกย่องตัวเจ้าเอง อวดแสดงตัวเองอยู่เป็นนิตย์ และในที่สุดก็นั่งในที่ของพระเจ้า และให้คำพยานสำหรับตัวเจ้าเอง ในตอนท้าย เจ้าก็คงจะแปรแนวคิดของเจ้าเอง การคิดของเจ้าเอง และมโนคติที่หลงผิดของตัวเจ้าเอง ไปเป็นความจริงเพื่อที่จะได้รับการนม้สการ จงดูเถิดว่า ผู้คนทำความชั่วไปมากเพียงใดภายใต้ภาวะครอบงำของธรรมชาติที่โอหังและทะนงตนของพวกเขา! เพื่อที่จะแก้ไขการกระทำตนชั่วของพวกเขา พวกเขาจะต้องแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติของพวกเขาเสียก่อน หากปราศจากการเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัย มันคงจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะนำพาการแก้ไขขั้นพื้นฐานมาสู่ปัญหานี้” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) ในความสว่างแห่งพระวจนะของพระเจ้า ฉันเห็นว่าความล้มเหลวของฉันหยั่งรากลึกอยู่ในธรรมชาติที่หยิ่งยโสแบบซาตานของฉัน เมื่อฉันมีความสำเร็จและประสบการณ์ที่ฉันสามารถใช้เป็นต้นทุนในหน้าที่ของฉันได้ ฉันก็ชื่นชมตัวเองเกินไป ชอบคิดว่าฉันดีกว่าคนอื่น ฉันดูถูกทุกคน ฉันหยิ่งยโสมากและวางอำนาจสูงส่ง ฉันถึงกับเห็นมุมมองของตัวเองเป็นความจริง บังคับให้คนอื่นยอมรับและยอมตามมุมมองพวกนั้น ฉันไม่ได้พยายามแสวงหาความจริงหรือเชื่อฟังพระเจ้าเลย ฉันชอบใช้อำนาจตามอำเภอใจในหน้าที่ของฉัน หยิ่งยโสและไม่ไยดีอย่างมาก และในหัวใจฉันไม่มีที่สำหรับพระเจ้าเลย ฉันทำหน้าที่โดยพึ่งพาอุปนิสัยหยิ่งยโสของฉัน รบกวนงานแห่งพระนิเวศของพระเจ้า การถูกผู้นำตัดแต่งและจัดการในวันนั้นหยุดฉันจากเส้นทางชั่วร้ายในที่สุด นั่นเป็นความคุ้มครองและความรอดของพระเจ้าสำหรับฉัน ฉันนึกถึงพวกศัตรูของพระคริสต์ที่ถูกขับไล่จากคริสตจักร พวกเขาทั้งหมดมีธรรมชาติหยิ่งยโสจริงๆ พวกเขาต้องการมีหน้าที่รับผิดชอบเพราะประสบการณ์หลายปีของพวกเขา และมีสิทธิ์ตัดสินชี้ขาด พวกเขาทำหน้าที่ตามอำเภอใจ ไม่ใส่ใจหลักปฏิบัติแห่งความจริง ไม่มีใครมีความหมายสำหรับพวกเขา พวกเขาจะบีบคั้นและกีดกันใครก็ตามที่กล้าพูดคัดค้าน ในที่สุดพวกเขาก็ถูกขับไล่จากคริสตจักรเพราะทำชั่วมากเกินไป ฉันเห็นได้ว่าอุปนิสัยที่ฉันกำลังเปิดเผยนั้นเหมือนกับของศัตรูของพระคริสต์ ว่าฉันอยู่บนเส้นทางของศัตรูของพระคริสต์ หากฉันไม่กลับใจและแก้ไขอุปนิสัยหยิ่งยโสของฉัน สุดท้ายฉันก็จะกลายเป็นหนึ่งในพวกนั้นเข้าจริงๆ นั่นหมายถึงการถูกพระเจ้าทรงลงโทษและทรงสาปแช่งในท้ายที่สุดได้เท่านั้น ความคิดนี้ทำให้ฉันสั่นเทาด้วยความกลัว ฉันรู้สึกว่านั่นเป็นอุปนิสัยที่น่ากลัวอะไรแบบนั้น แล้วก็รู้สึกคลื่นไส้ทีเดียวเมื่อคิดถึงลักษณะท่าทางที่เผด็จการและกดขี่ของฉัน ฉันรีบคุกเข่าลงอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเพื่อสารภาพและกลับใจ ฉันไม่อยากใช้ชีวิตตามอุปนิสัยหยิ่งยโสของฉันและเป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้าอีกต่อไป

ที่การชุมนุมครั้งต่อมา ฉันพูดเปิดอกกับทุกคนเรื่องประสบการณ์และความเข้าใจของฉัน และพูดว่าฉันอยากเริ่มร่วมมือกับทุกคนเพื่อทำหน้าที่ของเราให้ดี ฉันขอให้พวกเขาคอยจับตาดูฉัน และถ้าพวกเขาสังเกตเห็นปัญหา ฉันอยากให้พวกเขาเตือนฉันทันที เพื่อตัดแต่งและจัดการฉัน ในหน้าที่ของฉันหลังจากนั้น บางครั้งเมื่อคนอื่นมีข้อเสนอแนะหรือความเห็นของพวกเขาแตกต่างจากของฉัน ฉันก็ยังรู้สึกเหมือนว่าฉันถูก แต่ฉันไม่ยืนกรานแบบที่ฉันเคยทำก่อนหน้านั้น ฉันสามารถปล่อยวางตัวเองและตั้งใจแสวงหาความจริงได้ ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ระหว่างทำเอกสารกับน้องสาวคนหนึ่ง เราไม่เห็นพ้องกัน และฉันยืนกรานว่าความเห็นของฉันถูกต้อง เธอถามฉันว่า "การยืนกรานของคุณพี่อยู่บนพื้นฐานของหลักปฏิบัติข้อไหนคะ" ฉันพูดไม่ออกอึดใจหนึ่งแล้วหน้าของฉันก็เริ่มร้อนผ่าว ฉันคิดว่า "ใช่แล้ว ฉันกำลังพิจารณาหลักปฏิบัติข้อไหนอยู่" แต่แล้วฉันก็คิดว่า "เธอไม่ให้ความสำคัญกับฉันเลยจริงๆ ยังไงซะฉันก็ทำหน้าที่นี้มานานกว่าเธอ เธอพูดกับฉันแบบนั้นได้ยังไง" ฉันอยากเถียงเธอ แต่ตอนนั้นเองฉันก็คิดถึงการที่ฉันหยิ่งยโสและไม่ประนีประนอมมาตลอด ชอบคิดประมาณว่า "ฉันเป็นคนที่เข้าใจเรื่องนี้" "เท่าที่ฉันเห็น" และ "ทำตามที่ฉันบอก" นั่นทำให้งานของเราเสียหาย ฉันรู้ว่าฉันต้องเรียนรู้บทเรียนนั้น และเลิกทำสิ่งต่างๆ จากความหยิ่งยโส ฉันนึกถึงพระวจนะเหล่านี้ของพระเจ้า: “ในการใช้ชีวิตในโลกนี้ มีขีดจำกัดในสิ่งที่สมองของผู้คนสามารถทำได้หรือสิ่งที่พวกเขาสามารถมีประสบการณ์ด้วยตัวพวกเขาเองได้ เจ้าไม่สามารถเป็นนายของทุกศาสตร์ได้ เจ้าไม่สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง สำเร็จลุล่วงทุกสิ่งทุกอย่าง เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง— นั่นเป็นไปไม่ได้ ไม่มีผู้ใดสามารถทำเช่นนั้น นี่คือการใช้เหตุผลที่สภาวะความเป็นมนุษย์ปกติควรมี และดังนั้น ไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่ามันจะสำคัญหรือไม่ ก็ควรมีผู้คนอยู่ตรงนั้นเสมอเพื่อช่วยเหลือเจ้า ให้คำชี้แนะ คำแนะนำแก่เจ้า และช่วยเจ้าในสิ่งต่างๆ ในหนทางนี้ เจ้าจะทำสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องมากขึ้น และย่อมจะเป็นการยากขึ้นที่จะทำความผิดพลาด เจ้าจะมีแนวโน้มที่จะหลงทางน้อยลง—ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลดีทั้งสิ้น” (บันทึกปาฐกถาของพระคริสต์) เป็นความจริงที่ไม่มีใครเข้าใจทุกอย่าง และไม่ว่าใครบางคนรู้มากแค่ไหน เขาก็จะมีจุดบอดและข้อบกพร่องเสมอ อีกทั้งต้องการความช่วยเหลือและคำแนะนำจากคนอื่น แม้ว่าฉันได้สะสมประสบการณ์ในหน้าที่นั้นมาบ้าง ความเข้าใจความจริงของฉันก็ตื้นเขิน และความเข้าใจหลักปฏิบัติของฉันก็มีขีดจำกัด โดยปกติฉันแค่พึ่งพาความคิดและประสบการณ์ทำงานของตัวเองเพื่อทำหน้าที่ ฉันคิดว่าฉันรู้เยอะและไม่ต้องฟังคนอื่น ฉันขาดความตระหนักรู้ในตัวเองและความเข้าใจในตัวเองอย่างสิ้นเชิง เวลาฉันมองพี่น้องหญิงของฉัน ฉันเห็นว่าพวกเธอมีหัวใจแสวงหาในหน้าที่ของตัวเอง และสามารถละวางอัตตาของตัวเองเพื่อแสวงหาและหารือสิ่งต่างๆ ที่พวกเธอไม่เข้าใจกับคนอื่นได้ การใช้ชีวิตของพวกเธอดีกว่าของฉัน ฉันต้องปล่อยวางตัวเอง เรียนรู้ที่จะเป็นคนมีเหตุผล รับฟังข้อเสนอแนะของคนอื่น และทำงานกับคนอื่นได้ดีในหน้าที่ของฉัน เมื่อฉันละวางตัวเองและพิจารณาหลักปฏิบัติต่างๆ ฉันก็เห็นว่าน้องสาวคนนั้นพูดถูก ฉันบอกเธออย่างใจเย็น น้องคะ ความเห็นของคุณสอดคล้องกับหลักปฏิบัติแห่งความจริง มาใช้วิธีนั้นกันเถอะ การสามัคคีธรรมของคุณวันนี้ช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของฉัน ฉันเป็นคนหยิ่งยโส และมักจะทำสิ่งต่างๆ ตามวิถีทางของฉันเอง หากคุณเห็นว่าฉันมีปัญหาหรือข้อบกพร่องอะไรก็อย่าลังเลที่จะบอกให้ฉันรู้นะ การปฏิบัตินี้ทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจจริงๆ ฉันไม่รู้สึกเหมือนเสียอะไรไปเลย แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนฉันได้รับบางอย่างผ่านการสามัคคีธรรม และได้รับความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องหลักปฏิบัติต่างๆ ในหน้าที่ของเราหลังจากนั้น ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้ โดยไม่ถูกฉันบีบบังคับอีกต่อไป และงานของทีมเราก็เริ่มดีขึ้น ทั้งหมดต้องขอบคุณการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้า ที่อุปนิสัยหยิ่งยโสของฉันได้ก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ค่ะ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรอดที่พระองค์ประทานให้ฉัน!

ก่อนหน้า: 21 หลังจากถูกเปลี่ยนตัว

ถัดไป: 25 ความจริงแสดงให้ฉันได้เห็นทาง

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

29 ความหยิ่งยโสมาก่อนความล้มเหลว

โดย Xin Jie, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ความโอหังคือรากเหง้าของอุปนิสัยอันเสื่อมทรามของมนุษย์ ยิ่งผู้คนโอหังมากขึ้นเท่าใด...

19 ข้าราชการกลับใจ

โดย Zhen Xin, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ตั้งแต่การทรงสร้างโลกจนถึงปัจจุบันนี้...

35 เมื่อปล่อยวางความเห็นแก่ตัว ฉันจึงเป็นอิสระ

โดย Jingwei, ประเทศจีน พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสว่า “ในอุปนิสัยของผู้คนปกตินั้นไม่มีความคดโกงหรือการหลอกลวง ผู้คนมีสัมพันธภาพปกติต่อกัน...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้