พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์

นับแต่อึดใจที่เจ้าเข้ามาในโลกนี้พร้อมกับเสียงร้องจ้าเจ้าก็เริ่มทำตามหน้าที่ของตน เจ้าได้เริ่มการเดินทางของชีวิตของเจ้า อันเป็นการทำไปตามบทบาทของเจ้าในแผนการของพระเจ้าและในพระดำริของพระองค์ ไม่ว่าเจ้าจะมีภูมิหลังอย่างไร และการเดินทางข้างหน้าของเจ้าจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีการเรียบเรียงจัดวางและการจัดการเตรียมการของสวรรค์ และไม่มีใครควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ เพราะมีเพียงพระองค์ผู้ปกครองเหนือสรรพสิ่งเท่านั้นที่สามารถทำงานเช่นนั้นได้ นับตั้งแต่วันที่มนุษย์กำเนิดมีตัวตนขึ้นมา พระเจ้าทรงทำงานเช่นนี้มาตลอด งานบริหารจัดการจักรวาล กำกับควบคุมกฎแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับทุกสิ่งและวิถีโคจรของสรรพสิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง—มนุษย์ได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างเงียบเชียบและไม่รู้ตัว ด้วยความอ่อนหวานและหยาดฝน ตลอดจนหยดน้ำค้างจากพระเจ้า เช่นเดียวกับทุกสรรพสิ่ง—มนุษย์อยู่ภายใต้การเรียบเรียงจัดวางของพระหัตถ์พระเจ้าโดยไม่รู้ตัว หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ถูกกุมไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทุกอย่างในชีวิตของเขาอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าทั้งสิ้น ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าสิ่งใดและทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าที่มีชีวิตอยู่หรือตายแล้วก็ตาม จะเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่และสาบสูญไปตามพระดำริของพระเจ้า นี่คือวิถีที่พระเจ้าทรงมีอำนาจกำกับเหนือทุกสิ่ง

ยามราตรีคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ มนุษย์หาได้ไหวตัวรับรู้ไม่ เพราะหัวใจของมนุษย์ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าราตรีคืบคลานมาอย่างไรและมาเมื่อไร ครั้นพอราตรีเคลื่อนตัวเงียบเชียบจากไปมนุษย์จึงอ้าแขนต้อนรับแสงอรุณ ทว่าที่มนุษย์ยิ่งรู้น้อยลงไปกว่าก็คือ แสงนั้นมาถึงตั้งแต่เมื่อใด และมันขับไล่ความมืดของราตรีออกไปอย่างไร และที่ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ ก็คือการไหวตัวทันรับรู้การหมุนเวียนเปลี่ยนผันของวันและคืนเหล่านี้นำพามนุษย์จากห้วงเวลาหนึ่งสู่อีกห้วงเวลาหนึ่ง จากบริบทเชิงประวัติศาสตร์บริบทหนึ่งสู่บริบทถัดไป ขณะเดียวกันก็เป็นการให้ความมั่นใจว่างานของพระเจ้าในทุกห้วงเวลาและแผนการของพระองค์สำหรับทุกยุคยังคงถูกดำเนินการ มนุษย์ได้เดินผ่านห้วงเวลาเหล่านี้ไปด้วยกันกับพระเจ้า แต่กระนั้นเขาไม่รู้หรอกว่า พระเจ้าทรงปกครองโชคชะตาของสรรพสิ่งและบรรดาสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล ทั้งยังไม่รู้ว่าพระเจ้าทรงเรียบเรียงจัดวางและกำกับทุกสรรพสิ่งอย่างไร สิ่งนี้ได้คลาดแคล้วไปจากมนุษย์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลจวบจนปัจจุบัน สำหรับเหตุผลนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำนั้นซ่อนเร้นเกินไป และไม่ใช่เป็นเพราะแผนการของพระเจ้ายังไม่เป็นจริง แต่เป็นเพราะหัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นอยู่ห่างไกลจากพระเจ้าเกินไป จนถึงจุดที่มนุษย์ยังคงอยู่ภายใต้การรับใช้ซาตานแม้ในขณะที่เขาติดตามพระเจ้าอยู่—และยังคงไม่รู้ตัว ไม่มีใครแสวงหาย่างพระบาทของพระเจ้าและการปรากฏของพระองค์อย่างจริงจัง และไม่มีใครเต็มใจที่จะอยู่ในการดูแลและการปกปักรักษาของพระเจ้า แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพวกเขากลับปรารถนาที่จะไว้ใจพึ่งพาการกร่อนทำลายของซาตาน ตัวมารร้าย เพื่อจะปรับตัวให้เข้ากับโลกนี้ และเพื่อให้เข้ากับกฎของการดำรงอยู่ที่มนุษยชาติผู้ชั่วร้ายพากันติดตาม ณ จุดนี้ หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ได้กลายเป็นเครื่องบรรณาการแด่ซาตาน และกลายเป็นอาหารของซาตานไปแล้วยิ่งไปกว่านั้น หัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของซาตานและเป็นสนามเด็กเล่นอันเหมาะเจาะของมัน นั่นทำให้ มนุษย์สูญเสียความเข้าใจของเขาที่มีต่อหลักการแห่งการเป็นมนุษย์รวมถึงคุณค่าและความหมายของการดำรงอยู่เยี่ยงมนุษย์ไปโดยไม่รู้ตัวพระราชบัญญัติของพระเจ้าและพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ค่อยๆ เลือนหายไปในหัวใจของมนุษย์ เขาจึงเลิกแสวงหาหรือฟังเสียงของพระเจ้า เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ไม่เข้าใจอีกต่อไปแล้วว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงสร้างพวกเขาขึ้นมา ทั้งยังไม่เข้าใจพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า รวมถึงทุกสิ่งที่มาจากพระองค์ มนุษย์เริ่มปฏิเสธพระราชบัญญัติและกฤษฎีกาของพระเจ้า และหัวใจและจิตวิญญาณของเขาจึงตายด้าน พระเจ้าได้สูญเสียมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างมาแต่เดิม และมนุษย์ก็ได้สูญเสียรากกำเนิดของเขาไป นี่คือโทมนัสของมนุษย์ชาตินี้ โดยข้อเท็จจริงนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าได้จัดฉากแสดงละครโศกนาฏกรรมสำหรับมนุษย์ไว้เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องซึ่งมนุษย์เป็นทั้งนักแสดงนำและเหยื่อ และไม่มีใครตอบได้ว่าผู้กำกับโศกนาฏกรรมนี้คือใคร

ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ การเปลี่ยนแปลงเกินกว่าคณานับได้เกิดขึ้น มหาสมุทรเหือดแห้งตกตะกอนกลายเป็นท้องทุ่ง ท้องทุ่งถูกน้ำท่วมจนกลายเป็นมหาสมุทร ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่มีใครสามารถนำทางและชี้นำมนุษย์ชาติเผ่าพันธุ์นี้ได้ เว้นแต่พระองค์ผู้ทรงปกครองเหนือทุกสรรพสิ่งในจักรวาลพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีผู้ทรงฤทธิ์ใดที่จะตรากตรำทำงานหรือทำการจัดเตรียมให้กับมนุษยชาตินี้ ที่ยิ่งน้อยกว่านั้นก็คือ ไม่มีใครที่สามารถนำทางมนุษยชาตินี้สู่จุดหมายแห่งแสงสว่างและปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากความอยุติธรรมทางโลกได้ พระเจ้าทรงกำสรดต่ออนาคตของมนุษยชาติ พระองค์ทรงตรมพระทัยกับการตกต่ำของมนุษย์ และทรงเจ็บปวดที่มนุษยชาติกำลังเดินตบเท้าทีละก้าวเข้าหาความเสื่อมถอยและเส้นทางที่ไม่อาจหวนคืน มนุษยชาติที่ทำร้ายพระทัยของพระเจ้าและประกาศตัดสัมพันธ์กับพระองค์เพื่อแสวงหามารร้าย มีใครเคยคิดไหมว่าทิศทางใดที่มนุษยชาติเช่นนี้อาจมุ่งหน้าไป? ด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำไมไม่มีใครรู้สึกถึงพระพิโรธของพระเจ้า ทำไมไม่มีใครแสวงหาหนทางที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย หรือพยายามเข้าใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น และที่มากยิ่งกว่านั้นคือ ทำไมไม่มีใครพยายามทำความเข้าใจถึงความตรมพระทัยและความเจ็บปวดของพระเจ้า แม้กระทั่งหลังจากได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า มนุษย์ก็ยังคงเดินไปบนเส้นทางของตนต่อไป ยืนกรานในการหันเหไปจากพระเจ้า หลบเลี่ยงพระคุณและการดูแลของพระเจ้า และปฏิเสธความจริงของพระองค์ ใคร่ที่จะขายตนเองให้กับซาตาน-ศัตรูของพระเจ้า-มากกว่า และมีใครไหมที่เคยคิดว่า หากมนุษย์ยังยืนกรานในความดื้อดึงต่อไป พระเจ้าจะทรงทำอย่างไรกับมนุษยชาติพวกนี้ที่ผลักไสพระองค์ออกห่างอย่างไร้เยื่อใย? ไม่มีใครรู้ว่าเหตุผลที่พระเจ้าทรงเตือนย้ำและเคี่ยวเข็ญซ้ำๆ นั้นก็เป็นเพราะ ในพระหัตถ์ของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเภทภัยอย่างหนึ่งซึ่งไม่เคยมีภัยใดเสมอเหมือนมาก่อนเอาไว้แล้ว เป็นเหตุอาเพศภัยที่เนื้อหนังและจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นมิอาจจะทนรับได้เลย เภทภัยนี้ไม่ใช่แค่การลงทัณฑ์ต่อเนื้อหนัง แต่ต่อจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน เจ้าพึงรู้ไว้ในเรื่องนี้ว่าเมื่อแผนการของพระเจ้าเป็นอันล้มเหลวไป และเมื่อคำเตือนและการเคี่ยวเข็ญของพระองค์ไม่ไดรับการตอบสนอง พระพิโรธแบบใดที่พระองค์จะทรงปลดปล่อยออกมา มันจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนกับสิ่งใดเลยที่สิ่งมีชีวิตซึ่งถูกสร้างขึ้นใดๆ ได้เคยผ่านประสบการณ์หรือได้ยินมาก่อน เราจึงจะกล่าวว่า เภทภัยนี้ไม่เคยมีมาก่อนและจะไม่มีซ้ำอีก เพราะว่าแผนการของพระเจ้านั้นคือ การสร้างมนุษยชาติเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น และช่วยมนุษย์เพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรก และก็เป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครสามารถเข้าใจความตั้งใจอุตสาหะและความมุ่งหวังอันแรงกล้า ที่พระเจ้าจะทรงช่วยมนุษย์ให้รอดในครั้งนี้เลย

พระเจ้าทรงสร้างโลกนี้และทรงนำพามนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ทรงประทานชีวิตให้เข้ามาในโลก ต่อมา มนุษย์ก็มีพ่อแม่และญาติพี่น้อง และไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ตั้งแต่ครั้งแรกที่มนุษย์เปิดตามองโลกแห่งวัตถุ เขาก็ถูกกำหนดชะตาไว้แล้ว ให้ดำรงอยู่ภายในพระดำริของพระเจ้า ลมปราณจากพระเจ้าสนับสนุนสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดทุกชีวิต ตลอดช่วงวัยเจริญเติบโตไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ในระหว่างกระบวนการนี้ ไม่มีใครรู้สึกว่ามนุษย์กำลังเติบโตขึ้นภายใต้การดูแลของพระเจ้า พวกเขากลับเชื่อว่ามนุษย์กำลังเติบโตภายใต้การดูแลที่เต็มไปด้วยความรักของพ่อแม่ของเขา และสัญชาตญาณชีวิตของเขานั่นเองที่กำกับการเติบโตของเขา นี่เป็นเพราะว่ามนุษย์ไม่รู้ว่าใครประทานชีวิตให้เขา หรือรู้ว่าตัวเขามาจากไหน ยิ่งรู้น้อยลงไปอีกว่าสัญชาตญาณชีวิตสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้อย่างไร เขารู้เพียงว่าอาหารคือพื้นฐานที่ช่วยให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ ความพากเพียรบากบั่นคือแหล่งกำเนิดแห่งการดำรงอยู่ของเขา และความเชื่อต่างๆในจิตใจของเขาคือทุนที่เขาต้องอาศัยพึ่งพาเพื่อความอยู่รอด ด้วยพระคุณและการจัดเตรียมของพระเจ้า มนุษย์คือผู้ไม่รู้ประสาอย่างที่สุด และดังนั้นพวกเขาจึงใช้ชีวิตในแบบที่พระเจ้าทรงประทานให้ไปอย่างสูญเปล่า ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในหมู่มนุษยชาติที่พระเจ้าทรงดูแลทั้งวันคืนคิดขึ้นมาได้เองว่าจะนมัสการพระองค์ พระเจ้ายังทรงทำงานกับมนุษย์ผู้ซึ่งพระองค์ไม่เคยตั้งความคาดหวังต่อไป ก็เพียงเท่าที่พระองค์ทรงวางแผนไว้เท่านั้น พระเจ้าทรงทำเช่นนั้นด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่ง มนุษย์จะตื่นขึ้นจากฝันของเขาและพลันตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต รวมถึงราคาที่พระเจ้าทรงจ่ายเพื่อทั้งสิ้นทั้งมวลที่พระองค์ทรงประทานให้เขา และความกังวลร้อนใจขณะที่พระเจ้าทรงรอคอยให้มนุษย์หันกลับมาหาพระองค์ ไม่มีใครเคยมองลึกลงไปในความลับทั้งหลายที่กำลังปกครองต้นกำเนิดและการดำรงสืบมาของชีวิตมนุษย์ มีเพียงพระเจ้าผู้ทรงเข้าใจทุกสิ่งทั้งหมดนี้เท่านั้นที่ทรงทรหดอดทนต่อความเจ็บปวดและอุปสรรคปัญหานานัปการที่มนุษย์ผู้ซึ่งได้รับทุกอย่างจากพระเจ้าแต่กลับไม่รู้สึกสำนึกขอบคุณได้มอบให้แก่พระองค์ มนุษย์มิได้ตระหนักในคุณค่าของทุกสิ่งทุกอย่างที่ชีวิตนำมาให้ และในทำนองเดียวกัน นี่ “เป็นเรื่องปกติธรรมดา”ที่พระเจ้าทรงถูกทรยศโดยมนุษย์ ถูกลืมเลือนโดยมนุษย์และถูกบังคับขู่เข็ญโดยมนุษย์ เป็นไปได้หรือที่แผนการของพระเจ้าจะสำคัญขนาดนั้นจริงๆ เป็นไปได้หรือที่มนุษย์-สิ่งมีชีวิตซึ่งมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า-จะสำคัญปานนั้นจริงๆ แน่นอนว่าแผนการของพระเจ้านั้นสำคัญจริงๆ อย่างไรก็ดี สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างโดยพระหัตถ์ของพระเจ้านี้ดำรงอยู่ก็เพื่อประโยชน์แห่งแผนการของพระเจ้า เพราะฉะนั้นพระเจ้าจะทรงปล่อยให้แผนการของพระองค์สูญเปล่าไปกับความเกลียดชังที่มีต่อมนุษยชาติเผ่าพันธุ์นี้ไม่ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเห็นแก่แผนการของพระองค์และลมปราณที่พระองค์ได้ทรงระบายออกไปพระเจ้าจึงได้ทรงยอมอดทนต่อความทุกข์ทรมานทั้งมวล ไม่ใช่เพื่อเนื้อหนังของมนุษย์แต่เพื่อชีวิตของมนุษย์ พระองค์ทรงทำเช่นนั้น มิใช่เพื่อจะได้เนื้อหนังของมนุษย์กลับคืนมา แต่เพื่อจะได้ชีวิตที่พระองค์ทรงประทานลมหายใจให้กลับคืนมา นี่คือแผนการของพระองค์

ทุกคนที่เข้ามาในโลกนี้ต้องผ่านชีวิตและความตาย และพวกเขาส่วนใหญ่ได้ผ่านวงจรความตายและการเกิดใหม่ ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้จะตายในไม่ช้า และคนที่ตายแล้วจะกลับมาในอีกไม่นาน ทั้งหมดนี้คือเส้นทางชีวิตที่ตระเตรียมโดยพระเจ้าสำหรับสิ่งมีชีวิตแต่ละราย กระนั้นเส้นทางและวงจรนี้คือความจริงที่ตรงชัดว่า พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์มองเห็นว่า ชีวิตที่พระเจ้าทรงประทานให้มนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด ไม่ผูกติดกับลักษณะทางกายภาพเวลาหรือสถานที่ใดๆ นั่นแลที่เป็นความลี้ลับของชีวิตซึ่งถูกประทานมาให้มนุษย์โดยพระเจ้า และเป็นข้อพิสูจน์ว่าชีวิตมาจากพระองค์ แม้หลายคนอาจไม่เชื่อว่าชีวิตมาจากพระเจ้า มนุษย์ก็ยังเพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่มาจากพระเจ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระองค์หรือปฏิเสธการดำรงอยู่ของพระองค์ก็ตาม หากว่าสักวันหนึ่งพระเจ้าทรงเกิดเปลี่ยนพระทัยขึ้นมาอย่างกะทันหัน และปรารถนาจะทวงคืนทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้ และเอาชีวิตที่พระองค์ทรงประทานให้กลับคืนไป เมื่อนั้น ทั้งหมดก็จะไม่มีเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว พระเจ้าทรงใช้ชีวิตของพระองค์จัดเตรียมให้กับทุกสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต นำทุกสิ่งมาสู่ระบบระเบียบที่ดีโดยฤทธานุภาพและอำนาจของพระองค์ นี่คือความจริงที่ไม่มีใครเลยสามารถคำนึงถึงและเข้าใจได้ และความจริงที่ไม่อาจเข้าใจได้เหล่านี้ก็คือ การสำแดงและพันธสัญญาที่แท้จริงแห่งพลังชีวิตของพระเจ้า บัดนี้ เราขอบอกความลับบางอย่างแก่เจ้าว่า ความยิ่งใหญ่แห่งชีวิตของพระเจ้าและพลังแห่งชีวิตของพระองค์นั้น เกินหยั่งถึงได้โดยสิ่งมีชีวิตใดๆ มันเป็นเช่นนั้นในตอนนี้ เช่นเดียวกับที่มันเคยเป็นในอดีต และมันก็จะเป็นเช่นนั้นในกาลข้างหน้าที่จะมาถึง ความลับข้อที่สองที่เราจะบอกคือ แหล่งกำเนิดแห่งชีวิตนั้นมาจากพระเจ้า สำหรับบรรดาสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าพวกมันอาจอยู่ในรูปแบบและโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างไรก็ตามที ไม่ว่าเจ้าจะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทใดก็ตามที เจ้าก็ไม่อาจทวนวิถีโคจรของชีวิตที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งหมดที่เราปรารถนาก็เพื่อให้มนุษย์เข้าใจว่า หากปราศจากการดูแล การปกปักรักษาและการจัดเตรียมของพระเจ้าแล้วไซร้ มนุษย์จะไม่สามารถได้รับทุกสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจะได้รับเลย ไม่ว่าเขาจะพากเพียรพยายามสักแค่ไหนหรือดิ้นรนตะเกียกตะกายเท่าไร หากไร้สิ่งจัดเตรียมเพื่อชีวิตจากพระเจ้า มนุษย์จะสูญเสียสำนึกแห่งคุณค่าของการมีชีวิตและสำนึกแห่งความหมายของชีวิต พระเจ้าจะทรงยอมให้มนุษย์ซึ่งทิ้งขว้างคุณค่าแห่งชีวิตของพระองค์อย่างไม่ใส่ใจนำพามีความสุขเสรีไร้กังวลปานนั้นได้เช่นไร ดังที่เราได้กล่าวมาแล้วว่า จงอย่าลืมว่าพระเจ้าคือแหล่งกำเนิดแห่งชีวิตของเจ้า หากมนุษย์ไม่ทะนุถนอมทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้แล้ว ไม่เพียงแต่พระเจ้าจะทรงนำทุกสิ่งที่ทรงประทานให้มาแต่แรกคืนไปเท่านั้น แต่พระองค์จะทรงเรียกราคาทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเสมือนเป็นการชดใช้จากมนุษย์อีกด้วย

26 พฤษภาคม ค.ศ. 2003

ก่อนหน้า: อาณาจักรพันปีได้มาถึงแล้ว

ถัดไป: พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตมนุษย์

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Woe to Those Who Crucify God Once Again

During the last days, God has been incarnated in China to work, and has expressed millions of words, conquering and saving a group of people with His word and ushering in the new age of judgment beginning with the house of God. Today, the spreading of God’s work during the last days has reached its climax in Mainland China. Most of the people in Catholic communities and all Christian denominations who pursue the truth have returned before God’s throne.

ยุคอาณาจักรคือยุคพระวจนะ

ในยุคอาณาจักร พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเพื่อเริ่มต้นยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนวิธีการที่พระองค์ทรงใช้ปฏิบัติงาน และเพื่อปฏิบัติพระราชกิจของยุคทั้งปวง...

คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์เกิดขึ้นอย่างไร

คริสตจักรแห่งพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็เช่นเดียวกันกับคริสตจักรทั้งหลายของศาสนาคริสต์ได้มีขึ้นมาเนื่องจากพระราชกิจของพระเจ้าผู้ทรงบังเกิดเป็…...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้