พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 8

พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง (2)

พวกเราจะสามัคคีธรรมต่อไปในหัวข้อสุดท้ายของพวกเรา พวกเจ้าจำได้หรือไม่ว่าอะไรคือหัวข้อที่พวกเราได้สามัคคีธรรมครั้งที่แล้ว? (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง) หัวข้อนี้ “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” เป็นหัวข้อที่รู้สึกว่าไกลตัวมากสำหรับพวกเจ้าหรือไม่? หรือว่าพวกเจ้ามีมโนทัศน์คร่าวๆ ในหัวใจของพวกเจ้าอยู่แล้ว? ใครบางคนพอจะสามารถพูดคุยสักครู่ได้หรือไม่ เกี่ยวกับว่าจุดสนใจของสามัคคีธรรมล่าสุดของพวกเราในหัวข้อนี้คืออะไร? (โดยผ่านทางการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เราเห็นว่าพระองค์ทรงบำรุงเลี้ยงทุกสรรพสิ่งและทรงบำรุงเลี้ยงมวลมนุษย์ ในอดีตเราได้คิดเสมอว่าเมื่อพระเจ้าทรงทำการจัดเตรียมให้แก่มนุษย์ พระองค์ทรงจัดเตรียมเฉพาะพระวจนะของพระองค์ให้แก่ประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร เราไม่เคยได้เห็นว่าพระเจ้าทรงกำลังบำรุงเลี้ยงมวลมนุษย์ทั้งปวงโดยผ่านทางธรรมบัญญัติต่างๆ ที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง โดยผ่านทางการสื่อสารของพระเจ้าเกี่ยวกับความจริงข้อนี้เท่านั้น เราจึงได้กลายเป็นตระหนักรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง ว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมชีวิตของทุกสรรพสิ่ง ว่าพระเจ้าทรงจัดการเตรียมการธรรมบัญญัติเหล่านี้และทรงบำรุงเลี้ยงทุกสรรพสิ่ง จากการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เราเห็นความรักของพระองค์) ครั้งที่แล้วพวกเราได้จัดสามัคคีธรรมเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและวิธีที่พระองค์ได้ทรงสถาปนาธรรมบัญญัติและหลักการสำหรับทุกสรรพสิ่งเป็นหลัก ภายใต้ธรรมบัญญัติเช่นนั้นและหลักการเช่นนั้นทุกสรรพสิ่งมีชีวิตและตายและอยู่ร่วมกับมนุษย์ภายใต้อำนาจครอบครองของพระเจ้าและภายในสายพระเนตรของพระเจ้า แรกที่สุดพวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและทรงใช้วิธีการต่างๆ ของพระองค์เองเพื่อกำหนดพิจารณาธรรมบัญญัติที่พวกเขาใช้ในการเติบโต รวมทั้งวิถีโคจรและแบบแผนต่างๆ ของการเติบโตของพวกเขา พระองค์ยังได้กำหนดพิจารณาหนทางต่างๆ ที่ทุกสรรพสิ่งอยู่รอดในแผ่นดินนี้อีกด้วย เพื่อที่พวกเขาอาจเติบโตและเพิ่มทวีคูณและอยู่รอดในการพึ่งพากันและกันต่อไป ด้วยวิธีการและธรรมบัญญัติต่างๆ เช่นนี้ ทุกสรรพสิ่งจึงมีความสามารถที่จะดำรงอยู่และเติบโตบนแผ่นดินนี้ได้อย่างไม่ต้องใช้ความพยายามและเปี่ยมสันติสุข และด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้เท่านั้น มวลมนุษย์จึงจะมีบ้านที่มั่นคงและสถานการณ์ที่มั่นคงให้ใช้ชีวิต เคลื่อนไปข้างหน้าเสมอภายใต้การทรงนำของพระเจ้า—ไปข้างหน้าตลอดไป

ครั้งที่แล้วพวกเราได้หารือเรื่องมโนทัศน์พื้นฐานของการที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง นั่นคือ พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งในหนทางนี้เพื่อที่ทุกสรรพสิ่งจะได้ดำรงอยู่และมีชีวิตเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ดำรงอยู่เพราะธรรมบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนด เป็นเพราะการที่พระเจ้าทรงธำรงรักษาและทรงบริหารธรรมบัญญัติเช่นนี้เท่านั้น มวลมนุษย์จึงมีสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตในปัจจุบัน เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ระหว่างสิ่งที่พวกเราได้พูดคุยกันครั้งที่แล้วกับความรู้เรื่องพระเจ้าที่พวกเราได้พูดถึงในอดีต อะไรคือเหตุผลสำหรับการดำรงอยู่ของการก้าวกระโดดนั้น? มันเป็นว่าเมื่อพวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าในอดีต พวกเรากำลังพูดคุยภายในวงเขตของการที่พระเจ้าทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอดและทรงบริหารจัดการมวลมนุษย์—นั่นคือความรอดและการบริหารจัดการของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร—และภายในวงเขตนั้นพวกเราได้พูดถึงการรู้จักพระเจ้า กิจการของพระเจ้า พระอุปนิสัยของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็น น้ำพระทัยของพระองค์ และวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมความจริงและชีวิตให้แก่มนุษย์ แต่ครั้งที่แล้วหัวข้อที่พวกเราได้เริ่มต้นไว้ไม่จำกัดอยู่ที่เนื้อหาของพระคัมภีร์และที่วงเขตของการที่พระเจ้าทรงช่วยประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้รอด แต่หัวข้อนั้นกลับยื่นขยายออกไปนอกวงเขตนี้ ออกไปจากขอบเขตของพระคัมภีร์และขอบเขตของพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะที่พระเจ้าทรงปฏิบัติกับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรเสียมากกว่า โดยหารือเรื่องพระเจ้าพระองค์เองแทน ดังนั้นเมื่อเจ้าได้ยินสามัคคีธรรมของเราส่วนนี้ เจ้าต้องไม่จำกัดขอบเขตความรู้เรื่องพระเจ้าของเจ้าไว้กับพระคัมภีร์และพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระเจ้า แต่เจ้าต้องเปิดมุมมองของเจ้าให้กว้างไว้แทน เจ้าต้องเห็นกิจการของพระเจ้าและสิ่งที่พระองค์ทรงมีและทรงเป็นภายในทุกสรรพสิ่ง และวิธีที่พระองค์ทรงสั่งการและทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง โดยผ่านทางวิธีการนี้และบนรากฐานนี้เจ้าก็สามารถเห็นวิธีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง ซึ่งทำให้มวลมนุษย์สามารถเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตที่แท้จริงสำหรับทุกสรรพสิ่ง ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว นี่คือพระอัตลักษณ์ที่แท้จริงของพระเจ้าพระองค์เอง กล่าวคือพระอัตลักษณ์ พระสถานภาพและสิทธิอำนาจของพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์มิได้ถูกหมายเพียงเพื่อบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์ในปัจจุบันเท่านั้น—ไม่ได้แค่หมายเพื่อพวกเจ้า ผู้คนกลุ่มนี้—แต่หมายเพื่อทุกสรรพสิ่ง ดังนั้นวงเขตของทุกสรรพสิ่งจึงกว้างมาก เราใช้คำว่า “ทุกสรรพสิ่ง” เพื่อบรรยายวงเขตของการปกครองของพระเจ้าเหนือทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเราต้องการบอกพวกเจ้าว่าสิ่งทั้งหลายที่พระเจ้าทรงสั่งการไม่ได้เป็นเพียงสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้าสามารถเห็นได้ด้วยตาของพวกเจ้า—สิ่งเหล่านั้นไม่เพียงรวมถึงโลกเชิงวัตถุที่ทุกคนสามารถเห็นได้ แต่ยังรวมถึงอีกพิภพหนึ่งที่อยู่เหนือโลกเชิงวัตถุซึ่งตามนุษย์ไม่สามารถเห็นได้และที่อยู่เหนือโพ้นยิ่งกว่านั้นอีก คือดาวเคราะห์ต่างๆ และอวกาศรอบนอก ที่ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้อีกด้วย นั่นคือวงเขตแห่งอำนาจครอบครองของพระเจ้าเหนือทุกสรรพสิ่ง วงเขตแห่งอำนาจครอบครองของพระองค์กว้างมาก สำหรับส่วนของพวกเจ้า พวกเจ้าแต่ละคนจำเป็นต้องและต้องเข้าใจ เห็นและมีความกระจ่างแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าควรเข้าใจ สิ่งที่เจ้าควรเห็นและสิ่งต่างๆ ที่เจ้าควรมีความรู้ แม้ว่าวงเขตของคำว่า “ทุกสรรพสิ่ง” กว้างมากก็จริง แต่เราจะไม่บอกพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ภายในวงเขตนั้นซึ่งพวกเจ้าไม่มีทางเห็นหรือที่พวกเจ้าไม่สามารถมาสัมผัสด้วยตัวเองได้ เราจะเพียงบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ภายในวงเขตที่บรรดามนุษย์สามารถมาสัมผัส เข้าใจและจับใจความได้เท่านั้น เพื่อที่ทุกคนจะสามารถตระหนักรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” ด้วยหนทางนี้ วจนะแห่งสามัคคีธรรมของเราต่อพวกเจ้าจะไม่มีสักคำที่ไร้แก่นสาร

ครั้งที่แล้วพวกเราได้ใช้วิธีการเล่าเรื่องเพื่อจัดเตรียมภาพรวมเรียบง่ายของหัวข้อ “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” เพื่อที่ผู้คนจะสามารถได้รับความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง อะไรคือจุดประสงค์ของการสอนมโนทัศน์พื้นฐานนี้แก่พวกเจ้า? ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจว่าพระราชกิจของพระเจ้าเอื้อมออกไปเกินกว่าเพียงแค่พระคัมภีร์และพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระองค์ พระองค์กำลังทรงพระราชกิจเพิ่มขึ้นมากมายที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นและเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถมาสัมผัสได้ เป็นพระราชกิจที่พระองค์ทรงดูแลเป็นการส่วนพระองค์ หากพระเจ้ากำลังทรงพระราชกิจในการบริหารจัดการของพระองค์และในการทรงนำประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และไม่ได้กำลังทรงกระทำอันใดในงานอื่นนี้ เช่นนั้นแล้วก็คงจะยากมากสำหรับมนุษยชาตินี้ รวมถึงพวกเจ้าทั้งหมด ที่จะเดินหน้าต่อไป มนุษยชาตินี้และโลกนี้คงจะไร้ความสามารถที่จะพัฒนาต่อไปได้ นั่นคือเหตุที่มาของความสำคัญของวลีที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” ซึ่งเป็นหัวข้อของสามัคคีธรรมที่เราจะจัดกับพวกเจ้าในวันนี้

สภาพแวดล้อมพื้นฐานสำหรับชีวิตที่พระเจ้าทรงสร้างสำหรับมวลมนุษย์

พวกเราได้หารือหัวข้อมากมายและเนื้อหามากหลายซึ่งเกี่ยวข้องกับคำพูดที่ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” แต่พวกเจ้ารู้ในหัวใจของพวกเจ้าหรือไม่ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าประทานแก่มวลมนุษย์ นอกเหนือจากการทรงจัดเตรียมพระวจนะของพระองค์ให้แก่พวกเจ้าและการทรงปฏิบัติพระราชกิจแห่งการตีสอนและการพิพากษาของพระองค์กับพวกเจ้า? ผู้คนบางคนอาจจะพูดว่า “พระเจ้าประทานพระคุณและพระพรแก่ฉัน พระองค์ทรงมอบความมีวินัยและสิ่งชูใจแก่ฉัน และพระองค์ทรงให้การดูแลและการปกป้องแก่ฉัน ในทุกหนทางที่เป็นไปได้” คนอื่นๆ จะพูดว่า “พระเจ้าประทานอาหารและเครื่องดื่มประจำวันแก่ฉัน” ในขณะที่บางคนจะถึงกับพูดว่า “พระเจ้าได้ประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้ฉัน” พวกเจ้าอาจจะโต้ตอบประเด็นปัญหาเหล่านั้นที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันของพวกเขาในหนทางที่เกี่ยวข้องกับวงเขตแห่งประสบการณ์ชีวิตเชิงเนื้อหนังของพวกเจ้าเอง พระเจ้าประทานสิ่งต่างๆ มากมายให้กับแต่ละบุคคลแม้ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังหารือกันตรงนี้ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่กับวงเขตแห่งความต้องการที่จำเป็นรายวันของผู้คนเท่านั้น แต่ยังหมายที่จะขยายกรอบนิมิตของแต่ละบุคคล จากมุมมองมหัพภาค เมื่อได้สถาปนาไว้แล้วว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงธำรงรักษาชีวิตของทุกสรรพสิ่งอย่างไร? กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระเจ้าทรงให้สิ่งใดแก่ทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์เพื่อธำรงรักษาการดำรงอยู่ของพวกมันและธรรมบัญญัติทั้งหลายที่เกื้อหนุนมันอยู่ เพื่อที่พวกเขาจะได้ดำรงอยู่ต่อไป? นั่นคือประเด็นหลักของการหารือของพวกเราในวันนี้ พวกเจ้าเข้าใจสิ่งที่เราได้พูดไปแล้วหรือไม่? หัวข้อนี้อาจจะไม่คุ้นหูพวกเจ้าอย่างมาก แต่เราจะไม่พูดเกี่ยวกับคำสอนใดๆ ที่ลุ่มลึกเกินไป เราจะเพียรพยายามทำให้แน่ใจว่าพวกเจ้าสามารถฟังวจนะของเราและได้รับความเข้าใจจากวจนะเหล่านั้น พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกถึงภาระใดๆ—ทั้งหมดที่พวกเจ้าต้องทำคือตั้งใจฟัง อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้เราต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่า อะไรคือหัวข้อที่เรากำลังพูดถึง? จงบอกเราที (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง) เช่นนั้นแล้วพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งอย่างไรหรือ? พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งใดไว้ให้ทุกสรรพสิ่งเพื่อที่จะได้สามารถกล่าวได้ว่า “พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง” หรือ? พวกเจ้ามีมโนทัศน์หรือความคิดใดเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่? ดูเหมือนว่าเรากำลังหารือหัวข้อที่พวกเจ้าแทบจะไม่รู้จักอย่างสิ้นเชิงทั้งในหัวใจของพวกเจ้าและในจิตใจของพวกเจ้า แต่เราหวังว่าพวกเจ้าจะสามารถเชื่อมต่อหัวข้อนี้และสิ่งที่เราจะพูดเข้ากับกิจการของพระเจ้ามากกว่าเข้ากับความรู้ วัฒนธรรมมนุษย์หรือการศึกษาวิจัยใดๆ เรากำลังพูดคุยเกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับพระเจ้าพระองค์เองเท่านั้น นี่คือคำแนะนำของเราต่อพวกเจ้า เราแน่ใจว่าพวกเจ้าเข้าใจ!

พระเจ้าได้ประทานสิ่งต่างๆ มากมายให้มวลมนุษย์ เราจะเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาสามารถรู้สึกได้ เหล่านี้คือสิ่งทั้งหลายที่ผู้คนสามารถยอมรับและเข้าใจในหัวใจของพวกเขาได้ ดังนั้นก่อนอื่นพวกเรามาเริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่พระเจ้าได้จัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ด้วยการหารือเกี่ยวกับโลกเชิงวัตถุ

1. อากาศ

แรกที่สุดพระเจ้าได้ทรงสร้างอากาศเพื่อที่มนุษย์จะได้หายใจ “อากาศ” นี้ไม่ใช่สสารที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ทุกวันหรอกหรือ? “อากาศ” นี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พึ่งพาทุกๆ ชั่วขณะแม้ในเวลาที่พวกเขาหลับอยู่หรอกหรือ? อากาศที่พระเจ้าได้สร้างมีความสำคัญอย่างมหันต์ต่อมวลมนุษย์ จำเป็นอย่างยิ่งต่อทุกลมหายใจของพวกเขาและต่อชีวิตเอง สสารนี้ซึ่งสามารถรู้สึกได้เท่านั้นแต่ไม่สามารถเห็นได้เป็นของประทานชิ้นแรกของพระเจ้าแก่สรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างของพระองค์ แต่หลังจากทรงสร้างอากาศแล้ว พระเจ้าได้ทรงหยุด โดยทรงพิจารณาว่าพระราชกิจของพระองค์นั้นเสร็จไปแล้วใช่หรือไม่? หรือว่าพระองค์ได้ทรงพิจารณาว่าอากาศจะหนาแน่นเพียงใด? พระองค์ได้ทรงพิจารณาว่าอากาศจะบรรจุไปด้วยสิ่งใดบ้างใช่หรือไม่? (ใช่) พระเจ้ากำลังดำริอะไรเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างอากาศ? เหตุใดพระเจ้าจึงได้ทรงสร้างอากาศ และเหตุผลของพระองค์คืออะไร? มนุษย์จำเป็นต้องมีอากาศ—พวกเขาจำเป็นต้องหายใจ ประการแรกความหนาแน่นของอากาศควรเหมาะกับปอดของมนุษย์ มีผู้ใดรู้ความหนาแน่นของอากาศหรือไม่? ในความจริงแล้วไม่มีความต้องการที่จำเป็นโดยเฉพาะเลยที่ผู้คนจะต้องรู้คำตอบของคำถามนี้ในรูปของตัวเลขหรือข้อมูล และว่ากันจริงๆ แล้วก็ไม่จำเป็นเลยทีเดียวที่จะต้องรู้คำตอบ—มันเพียงพออย่างสมบูรณ์แบบที่จะมีเพียงแค่แนวคิดทั่วไปเท่านั้น พระเจ้าได้ทรงสร้างอากาศด้วยความหนาแน่นที่คงจะเหมาะสมที่สุดสำหรับปอดมนุษย์ที่จะหายใจ นั่นคือพระองค์ได้ทรงสร้างอากาศเพื่อที่มันอาจจะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้อย่างง่ายดายโดยผ่านทางลมหายใจของพวกเขา และเพื่อที่อากาศจะไม่ทำอันตรายต่อร่างกายในขณะที่หายใจ เหล่านี้คือข้อพิจารณาของพระเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างอากาศ ถัดไปพวกเราจะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่อากาศบรรจุเอาไว้ สิ่งต่างๆ ที่บรรจุอยู่ในอากาศไม่เป็นพิษต่อมนุษย์และจะไม่สร้างความเสียหายแก่ปอดหรือส่วนอื่นใดของร่างกาย พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาทั้งหมดนี้ พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาว่าอากาศที่มนุษย์หายใจควรเข้าสู่และออกจากร่างกายอย่างราบรื่น และว่าหลังจากถูกสูดเข้าไป ธรรมชาติและปริมาณของสสารต่างๆ ภายในอากาศควรอยู่ในระดับที่เลือด ตลอดจนอากาศเสียในปอดและร่างกายโดยรวม จะถูกเผาผลาญอย่างถูกต้องเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ได้ทรงจำเป็นต้องพิจารณาว่าอากาศไม่ควรประกอบด้วยสสารมีพิษใดๆ จุดมุ่งหมายของเราในการบอกเจ้าเกี่ยวกับมาตรฐานทั้งสองนี้สำหรับอากาศนั้น ไม่ใช่เพื่อป้อนความรู้เฉพาะใดๆ ให้พวกเจ้า แต่เพื่อแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกๆ สิ่งภายในการทรงสร้างของพระองค์โดยสอดคล้องกับข้อพิจารณาต่างๆ ของพระองค์เอง และทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ได้ทรงสร้างนั้นดีที่สุดเท่าที่มันสามารถเป็นได้ นอกจากนี้ สำหรับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ และปริมาณของฝุ่นผง ทรายและดินบนแผ่นดินโลก รวมทั้งปริมาณฝุ่นละอองที่ล่องลอยลงมาที่แผ่นดินโลกจากท้องฟ้า—พระเจ้าทรงมีหนทางของพระองค์เองสำหรับบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้เช่นกัน หนทางแห่งการนำสิ่งเหล่านี้ออกไปหรือทำให้พวกมันสลายไป ในขณะที่มีฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณหนึ่ง พระเจ้าได้ทรงทำเช่นนั้นก็เพื่อที่ฝุ่นละอองจะไม่ทำอันตรายร่างกายมนุษย์หรือทำให้การหายใจของมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย และพระองค์ได้ทรงสร้างอนุภาคฝุ่นซึ่งมีขนาดที่จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การที่พระเจ้าทรงสร้างอากาศไม่ได้เป็นความล้ำลึกหรอกหรือ? เป็นเรื่องเรียบง่ายเฉกเช่นการทรงเป่าลมปราณจากพระโอษฐ์ของพระองค์หรือไม่? (ไม่) แม้แต่ในการที่พระองค์ทรงสร้างสิ่งต่างๆ ซึ่งเรียบง่ายที่สุด ความล้ำลึกของพระเจ้า การทำงานของพระหฤทัยของพระองค์ หนทางที่พระองค์ดำริ และพระปรีชาญาณของพระองค์ทั้งหมดล้วนแจ่มแจ้ง พระเจ้าไม่ทรงสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรอกหรือ? สิ่งที่การนี้หมายถึงก็คือว่า แม้แต่ในการทรงสร้างสิ่งที่เรียบง่าย พระเจ้าก็ได้ทรงกำลังดำริถึงมนุษยชาติ ประการแรกอากาศที่มนุษย์หายใจนั้นสะอาด และสิ่งที่บรรจุอยู่ใอากาศก็เหมาะให้มนุษย์หายใจ ไม่เป็นพิษและไม่ก่ออันตรายต่อมนุษย์ ในทำนองเดียวกัน ความหนาแน่นของอากาศนั้นก็เหมาะสมสำหรับการหายใจของมนุษย์ อากาศนี้ซึ่งมนุษย์หายใจเข้าและหายใจออกเป็นนิตย์จำเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายมนุษย์ ต่อเนื้อหนังมนุษย์ นี่คือเหตุผลที่มนุษย์อาจหายใจได้อย่างอิสระโดยไม่มีการจำกัดควบคุมหรือความกังวล ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถหายใจได้โดยปกติ อากาศคือสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างในปฐมกาล และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการหายใจของมนุษย์

2. อุณหภูม

สิ่งที่สองที่พวกเราจะหารือกันคืออุณหภูมิ ทุกคนรู้ว่าอุณหภูมิคืออะไร อุณหภูมิเป็นบางสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ หากอุณหภูมิสูงเกินไป—ตัวอย่างเช่นสมมุติว่าอุณหภูมิสูงกว่าสี่สิบองศาเซลเซียส—นี่จะไม่เป็นการสูญเสียน้ำอย่างมากสำหรับมนุษย์หรอกหรือ? นี่จะไม่น่าอ่อนเพลียสำหรับมนุษย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพเงื่อนไขต่างๆ เช่นนั้นหรอกหรือ? แล้วหากอุณหภูมิต่ำเกินไปล่ะ? สมมุติว่าอุณหภูมิลงไปถึงลบสี่สิบองศาเซลเซียส—มนุษย์ก็จะไม่สามารถทานทนต่อสภาพเงื่อนไขเหล่านี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงพิถีพิถันมากในการกำหนดช่วงอุณหภูมิที่เป็นช่วงอุณหภูมิซึ่งร่างกายมนุษย์สามารถปรับตัวเข้าหาได้ ซึ่งตกอยู่ระหว่างลบสามสิบองศาเซลเซียสกับสี่สิบองศาเซลเซียสโดยประมาณ อุณหภูมิในแผ่นดินต่างๆ จากเหนือจรดใต้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตกอยู่ภายในช่วงนี้ ในภูมิภาคที่หนาวจัด อุณหภูมิสามารถลดฮวบลงได้จนบางทีถึงลบห้าสิบหรือหกสิบองศาเซลเซียส พระเจ้าจะไม่ทรงให้มนุษย์อาศัยอยู่ในภูมิภาคเช่นนั้น ดังนั้นเหตุใดภูมิภาคเยือกแข็งเหล่านี้จึงดำรงอยู่? พระเจ้าทรงมีพระปรีชาญาณของพระองค์เอง และพระองค์ทรงมีเจตนารมณ์ของพระองค์เองสำหรับการนี้ พระองค์จะไม่ทรงให้เจ้าไปใกล้สถานที่เหล่านั้น สถานที่ที่ร้อนเกินไปและเย็นเกินไปได้รับการปกป้องโดยพระเจ้า หมายความว่าพระองค์ไม่ได้ทรงวางแผนให้มนุษย์อาศัยอยู่ที่นั่น สถานที่เหล่านี้ไม่ได้มีไว้สำหรับมวลมนุษย์ แต่เหตุใดพระเจ้าจึงทรงให้มีสถานที่เช่นนั้นดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกเล่า? หากสถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าจะไม่ทรงให้มนุษย์อาศัยอยู่หรือแม้แต่อยู่รอด เช่นนั้นแล้วเหตุใดเล่า พระเจ้าจึงจะทรงสร้างสถานที่เหล่านั้น? นั่นเองคือพระปรีชาญาณของพระเจ้า นั่นก็คือพระเจ้าได้ทรงปรับเทียบช่วงอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อยู่รอดอย่างสมเหตุสมผล ยังมีกฎธรรมชาติกำลังทำงานอยู่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน พระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งต่างๆ เฉพาะอย่างขึ้นก็เพื่อธำรงรักษาและควบคุมอุณหภูมิ สิ่งเหล่านั้นคืออะไรหรือ? อย่างแรกดวงอาทิตย์สามารถนำพาความอบอุ่นมาให้ผู้คนได้ แต่ผู้คนมีความสามารถที่จะสู้ทนความอบอุ่นนี้ได้หรือไม่เมื่อมันสูงมากเกินไป? มีผู้ใดบ้างที่กล้าเข้าหาดวงอาทิตย์? มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ใดบ้างบนแผ่นดินโลกที่สามารถเข้าหาดวงอาทิตย์ได้? (ไม่มี) ทำไมจึงไม่มี? ดวงอาทิตย์ร้อนเกินไป สิ่งใดที่มาใกล้เกินไปจะหลอมละลาย เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงพระราชกิจอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อกำหนดความสูงของดวงอาทิตย์เหนือมวลมนุษย์และระยะห่างของมันจากเขาโดยสอดคล้องกับการทรงคำนวณอย่างละเอียดรอบคอบของพระองค์และกับมาตรฐานของพระองค์ แล้วยังมีขั้วทั้งสองของแผ่นดินโลก ที่ทิศใต้และทิศเหนือ ภูมิภาคทั้งสองนี้เยือกแข็งและเป็นธารน้ำแข็ง มวลมนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ในภูมิภาคที่เป็นธารน้ำแข็งได้หรือ? สถานที่ต่างๆ เช่นนั้นเหมาะสมต่อการอยู่รอดของมนุษย์หรือไม่? (ไม่) ผู้คนไม่ไปยังสถานที่เหล่านี้เนื่องจากไม่เหมาะสำหรับการอยู่รอด ในเมื่อผู้คนไม่ไปที่ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ ธารน้ำแข็งของที่นั่นจึงได้รับการอนุรักษ์และมีความสามารถที่จะทำหน้าที่ตามจุดประสงค์ของพวกมันได้ซึ่งก็คือการควบคุมอุณหภูมิ เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่? หากไม่ได้มีขั้วโลกใต้และไม่ได้มีขั้วโลกเหนือ เช่นนั้นแล้วความร้อนต่อเนื่องของดวงอาทิตย์คงจะทำให้ผู้คนบนแผ่นดินโลกพินาศ ว่าแต่พระเจ้าทรงรักษาอุณหภูมิไว้ภายในช่วงที่เหมาะสมต่อการอยู่รอดของมนุษย์โดยผ่านทางสองสิ่งนี้เท่านั้นใช่หรือไม่? ไม่ ยังมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทุกจำพวกอีกด้วย อาทิ หญ้าในทุ่งหญ้า ต้นไม้หลากชนิด และพืชทุกประเภทในป่าไม้ที่ดูดซับความร้อนของดวงอาทิตย์ และโดยการทำเช่นนั้น จึงทำให้พลังงานความร้อนของดวงอาทิตย์เป็นกลางอยู่ในหนทางที่บังคับควบคุมอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ ยังมีแหล่งน้ำต่างๆ เช่นแม่น้ำและทะเลสาบอีกด้วย ไม่มีผู้ใดสามารถตัดสินใจได้เกี่ยวกับพื้นที่ที่แม่น้ำและทะเลสาบครอบคลุม ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่มีบนแผ่นดินโลก หรือที่ใดที่น้ำไหลไป ทิศทางการไหลของน้ำ ปริมาตรของการไหลหรือความเร็วของการไหล พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ แหล่งน้ำหลากหลายเหล่านี้ ตั้งแต่น้ำใต้ดินไปจนถึงแม่น้ำและทะเลสาบที่มองเห็นได้เหนือพื้นดิน สามารถควบคุมอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ได้ นอกเหนือจากแหล่งน้ำต่างๆ แล้วยังมีการก่อตัวทางภูมิศาสตร์ทุกประเภท อาทิ ภูเขา ที่ราบ หุบผาชันและพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งทั้งหมดควบคุมอุณหภูมิในขอบข่ายที่เป็นสัดส่วนเหมาะสมกับวงเขตและพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของพวกมัน ตัวอย่างเช่น หากภูเขาลูกหนึ่งมีเส้นรอบวงหนึ่งร้อยกิโลเมตร เช่นนั้นแล้ว หนึ่งร้อยกิโลเมตรนั้นก็จะมีส่วนร่วมสนับสนุนการใช้ประโยชน์เทียบเท่ากับหนึ่งร้อยกิโลเมตร สำหรับการที่จำนวนเทือกเขาและหุบผาชันดังกล่าวที่พระเจ้าได้ทรงสร้างบนแผ่นดินโลกมีเท่าใดกันแน่นั้น นี่เป็นตัวเลขที่พระเจ้าได้ทรงพิจารณาแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลังการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง และแต่ละสิ่งมีพระปรีชาญาณและแผนการของพระเจ้าบรรจุอยู่ด้วย ลองพิจารณาตัวอย่างเช่นป่าไม้และพืชพรรณหลากหลายประเภท—แนวเขตและขอบข่ายของพื้นที่ที่พวกมันดำรงอยู่และเติบโตนั้นอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์คนใด และไม่มีผู้ใดมีส่วนในการตัดสินใจเหนือสิ่งเหล่านี้ ในทำนองเดียวกันไม่มีมนุษย์คนใดสามารถควบคุมปริมาณน้ำที่พวกมันดูดซับ หรือปริมาณพลังงานความร้อนที่พวกมันดูดซับจากดวงอาทิตย์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดตกอยู่ภายในวงเขตของแผนการที่พระเจ้าได้ทรงทำเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง

เป็นเพราะการทรงวางแผน การทรงพิจารณาและการทรงจัดการเตรียมการอย่างรอบคอบของพระเจ้าในทุกๆ เรื่องนั่นเอง มนุษย์จึงสามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเช่นนี้ได้ เพราะฉะนั้นทุกๆ สิ่งที่มนุษย์มองเห็นด้วยตาของเขา เช่นดวงอาทิตย์ ขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือที่ผู้คนได้ยินเกี่ยวกับพวกมันอยู่บ่อยๆ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายทั้งบนและใต้พื้นดินและในน้ำ และปริมาณของพื้นที่ที่ปกคลุมโดยป่าไม้และพืชพรรณจำพวกอื่นๆ และแหล่งน้ำ น่านน้ำอันหลากหลาย ปริมาณน้ำทะเลและน้ำจืด และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน—เหล่านี้คือทุกสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงใช้ในการธำรงรักษาอุณหภูมิปกติเพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนเด็ดขาด เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงดำริอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสิ่งนี้ทั้งหมดแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงมีความสามารถที่จะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเช่นนั้น มันจะต้องไม่เย็นเกินไปหรือร้อนเกินไป นั่นคือ สถานที่ที่ร้อนเกินไปซึ่งมีอุณหภูมิเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะสามารถปรับเข้าหาได้นั้นพระเจ้าไม่ทรงกันไว้ให้เจ้าอย่างแน่นอน สถานที่ที่เย็นเกินไปที่มีอุณหภูมิต่ำเกินไปซึ่งหลังจากไปถึงที่นั่นแล้ว มนุษย์จะเย็นจนเยือกแข็งไปทั้งตัวในเวลาเพียงไม่กี่นาทีจนถึงระดับที่พวกเขาไม่สามารถพูดได้ สมองของพวกเขาเย็นจนเยือกแข็ง พวกเขาไร้ความสามารถที่จะคิด และในไม่ช้าพวกเขาก็จะทนทุกข์กับภาวะขาดอากาศหายใจ—สถานที่เช่นนั้นพระเจ้าก็ไม่ทรงกันไว้สำหรับมนุษย์เช่นกัน ไม่สำคัญว่ามนุษย์ต้องการดำเนินการศึกษาวิจัยประเภทใดให้เสร็จสิ้น และไม่ว่าพวกเขาต้องการที่จะคิดค้นหรือฝ่าทะลุข้อจำกัดเหล่านี้หรือไม่—ไม่ว่าผู้คนจะมีความคิดอะไรก็ตามพวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะไปเกินขีดจำกัดของสิ่งที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับเข้าหาได้ พวกเขาจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะปลดเปลื้องข้อจำกัดเหล่านี้ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างให้แก่มนุษย์ได้ นี่เป็นเพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ และพระเจ้าทรงรู้ดีที่สุดว่าอุณหภูมิอะไรที่ร่างกายมนุษย์สามารถปรับเข้าหาได้ แต่มนุษย์เองนั้นไม่รู้ ทำไมเราจึงพูดว่ามนุษย์ไม่รู้? มนุษย์ได้ทำสิ่งโง่ๆ อะไรหรือ? ผู้คนมากมายไม่ได้พยายามท้าทายขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เป็นนิตย์หรอกหรือ? ผู้คนเช่นนั้นได้ต้องการไปยังสถานที่เหล่านั้นเสมอ เพื่อยึดครองแผ่นดิน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถตั้งรกรากที่นั่นได้ นี่ไม่ใช่การกระทำที่เป็นการทำลายล้างตนเองหรอกหรือ? สมมุติว่าเจ้าได้ศึกษาวิจัยขั้วโลกทั้งสองอย่างถ้วนทั่วแล้ว—ต่อให้เจ้าสามารถปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิได้และมีความสามารถที่จะอาศัยอยู่ที่นั่น มันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในหนทางใดหนทางหนึ่งหรือไร หากเจ้าจะต้องทำการ “ปรับปรุง” สภาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อชีวิตแห่งขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ? เจ้าจะมีความสุขหรือไม่หากน้ำแข็งทั้งหมดที่ขั้วโลกหลอมละลาย? นี่เป็นเรื่องที่มิอาจนึกภาพได้เลย มันจะเป็นการกระทำที่ไร้สาระ มวลมนุษย์มีสภาพแวดล้อมที่มวลมนุษย์สามารถอยู่รอดได้ในนั้น ทว่ามนุษย์ไม่ได้ยังคงอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ และคล้อยตาม แต่กลับยืนกรานที่จะเสี่ยงไปยังสถานที่ที่พวกเขาไม่สามารถอยู่รอดได้แทน อะไรคือความหมายของการนี้? พวกเขาได้กลายเป็นเบื่อหน่ายและหมดความอดทนกับชีวิตในอุณหภูมิที่เหมาะสมนี้ และได้ชื่นชมพระพรมากมายเกินไป นอกจากนี้สภาพแวดล้อมปกติสำหรับชีวิตนี้ได้ถูกทำลายไปแทบหมดสิ้นโดยมวลมนุษย์ ดังนั้นบัดนี้พวกเขาคิดว่า น่าจะดีเช่นกันหากพวกเขาจะไปยังขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือเพื่อทำความเสียหายมากขึ้นหรือไล่ตามเสาะหา “เหตุ” บางอย่างให้พวกเขาสามารถพบบางหนทางแห่งการ “บุกเบิกลู่ทางใหม่” ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องโง่ๆ หรอกหรือ? กล่าวคือภายใต้การนำของกำพืดซาตานของพวกเขา มวลมนุษย์นี้ทำสิ่งไร้สาระครั้งแล้วครั้งเล่าต่อไป พร้อมกับทำลายบ้านอันสวยงามที่พระเจ้าได้ทรงสร้างให้แก่พวกเขาอย่างบ้าบิ่นและพิเรนทร์ นี่เป็นการกระทำของซาตาน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเห็นว่าการอยู่รอดของมวลมนุษย์บนแผ่นดินโลกนั้นค่อนข้างตกอยู่ในอันตราย ผู้คนมากมายจึงแสวงหาหนทางไปเยี่ยมดวงจันทร์ โดยต้องการจัดตั้งหนทางที่จะอยู่รอดที่นั่น แต่ในท้ายที่สุด ดวงจันทร์นั้นขาดออกซิเจน มนุษย์จะสามารถอยู่รอดโดยปราศจากออกซิเจนได้หรือ? ในเมื่อดวงจันทร์ขาดออกซิเจนจึงไม่ใช่สถานที่ที่มนุษย์สามารถพำนักอยู่ได้ ทว่ามนุษย์ยืนกรานในความอยากของเขาที่จะไปที่นั่น พฤติกรรมนี้ควรเรียกว่าอะไร? เป็นการทำลายล้างตนเองเช่นกันใช่หรือไม่? ดวงจันทร์เป็นสถานที่ที่ไม่มีอากาศ และอุณหภูมิที่นั่นก็ไม่เหมาะกับการอยู่รอดของมนุษย์—ดังนั้นจึงไม่ใช่สถานที่ที่พระเจ้าทรงกันไว้ให้มนุษย์

หัวข้อของเราเมื่อกี้นี้ อุณหภูมิ เป็นบางสิ่งที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันของพวกเขา อุณหภูมิเป็นบางสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ทั้งปวงสามารถสำนึกรับรู้ได้ แต่ไม่มีผู้ใดคิดเกี่ยวกับว่าอุณหภูมิเกิดขึ้นอย่างไร หรือใครเป็นผู้กำกับดูแลอุณหภูมิและควบคุมอุณหภูมิจนถึงระดับที่มันเหมาะสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่เรากำลังเรียนรู้ในขณะนี้ พระปรีชาญาณของพระเจ้าอยู่ภายในสิ่งนี้หรือไม่? การกระทำของพระเจ้าอยู่ภายในสิ่งนี้หรือไม่? (อยู่) เมื่อพิจารณาว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมพร้อมด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ นี่เป็นหนึ่งในหนทางต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่งหรือไม่? (ใช่) มันเป็น

3. เสียง

สิ่งที่สามคืออะไร? ก็เป็นบางสิ่งที่เป็นส่วนจำเป็นอย่างยิ่งของสภาพแวดล้อมปกติของการดำรงอยู่ของมนุษย์ บางสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจำเป็นต้องทำการจัดการเตรียมการเมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน มันสำคัญมากต่อพระเจ้าและต่อมนุษย์ทุกๆ คน หากพระเจ้าไม่ได้ทรงดูแลสิ่งนี้ มันก็คงจะได้มีการแทรกแซงการอยู่รอดของมวลมนุษย์อย่างใหญ่หลวง ซึ่งหมายความว่ามันคงจะได้ส่งผลกระทบซึ่งมีนัยสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์และกายเนื้อของเขามากเสียจนมวลมนุษย์คงจะไม่ได้มีความสามารถที่จะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น อาจพูดได้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดจะสามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ดังนั้นสิ่งที่เราพูดถึงนี้คืออะไร? เรากำลังพูดเกี่ยวกับเสียง พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิตอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า สิ่งต่างๆ ทั้งปวงแห่งการทรงสร้างของพระเจ้ากำลังมีชีวิตและกำลังหมุนอยู่ในการเคลื่อนไหวต่อเนื่องภายในสายพระเนตรของพระองค์ โดยการนี้ เราหมายความว่า แต่ละสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมีคุณค่าและความหมายในการดำรงอยู่ของมัน นั่นคือมีบางสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของแต่ละสิ่งและทุกสิ่ง ในสายพระเนตรของพระเจ้าแต่ละสิ่งนั้นมีชีวิต และในเมื่อทุกสรรพสิ่งนั้นมีชีวิต สิ่งเหล่านี้แต่ละสิ่งจึงให้กำเนิดเสียง ยกตัวอย่างเช่นแผ่นดินโลกกำลังหมุนอย่างต่อเนื่อง ดวงอาทิตย์กำลังหมุนอย่างต่อเนื่อง และดวงจันทร์ก็กำลังหมุนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งแพร่พันธุ์ พัฒนาและเคลื่อนไหว พวกมันก็กำลังส่งกระจายเสียงอย่างต่อเนื่อง สิ่งต่างๆ ทั้งมวลจากการทรงสร้างของพระเจ้าที่ดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกล้วนมีการแพร่พันธุ์ การพัฒนาและการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ฐานของภูเขากำลังเคลื่อนตัวและขยับตำแหน่ง และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในส่วนลึกของทะเลกำลังว่ายน้ำและเคลื่อนที่ไปมา นี่หมายความว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ในสายพระเนตรของพระเจ้าทั้งหมด กำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเป็นปกติโดยสอดคล้องกับแบบแผนที่ได้สถาปนาไว้แล้ว ดังนั้น สิ่งใดหรือที่ถูกทำให้มีขึ้นมา โดยสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมดซึ่งแพร่พันธุ์และพัฒนาอยู่ในความมืดและเคลื่อนไหวอยู่ในความลับ? เสียง—เสียงที่ยิ่งใหญ่ทรงพลัง นอกเหนือจากดาวเคราะห์โลกแล้ว ดาวเคราะห์ทุกประเภทก็มีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน และสิ่งมีชีวิตและจุลชีพต่างๆ บนดาวเคราะห์เหล่านี้ก็กำลังแพร่พันธุ์ กำลังพัฒนาและกำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเช่นกัน นั่นก็คือ ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตและที่ไม่มีชีวิตกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องในสายพระเนตรของพระเจ้า และในขณะที่สิ่งเหล่านั้นทำเช่นนั้น สิ่งเหล่านั้นแต่ละสิ่งก็กำลังส่งเสียงออกมา พระเจ้าได้ทรงทำการจัดการเตรียมการสำหรับเสียงเหล่านี้เช่นกัน และเราเชื่อว่าพวกเจ้ารู้เหตุผลของพระองค์สำหรับการนี้แล้วใช่หรือไม่? เมื่อเจ้าเข้าไปใกล้เครื่องบินลำหนึ่ง เสียงคำรามของเครื่องยนต์มีผลกระทบอะไรต่อเจ้า? หากเจ้าอยู่ใกล้มันนานเกินไป หูของเจ้าก็จะหนวก แล้วหัวใจของเจ้าล่ะ—จะมีความสามารถที่จะทานทนต่อความทุกข์ยากแสนสาหัสเช่นนี้ได้หรือ? ผู้คนบางคนซึ่งมีหัวใจอ่อนแอก็คงจะไม่สามารถ แน่นอนว่าแม้แต่พวกที่มีหัวใจแข็งแกร่งก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้นานเกินไป กล่าวคือผลกระทบของเสียงต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกับหูหรือหัวใจ มีนัยสำคัญอย่างสุดขีดต่อมนุษย์ทุกคน และเสียงที่ดังเกินไปจะเป็นอันตรายต่อผู้คน เพราะฉะนั้นเมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและหลังจากที่ทุกสรรพสิ่งได้เริ่มต้นทำหน้าที่ได้ตามปกติแล้ว พระเจ้าก็ได้ทรงทำการจัดการเตรียมการที่เหมาะสมสำหรับเสียงเหล่านี้ เสียงทั้งหลายของทุกสรรพสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว นี่ก็เป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงต้องพิจารณาเมื่อทรงสร้างสภาพแวดล้อมสำหรับมวลมนุษย์

ก่อนอื่น ความสูงของชั้นบรรยากาศเหนือพื้นผิวของแผ่นดินโลกมีผลกระทบต่อเสียง นอกจากนี้ขนาดของช่องว่างในดินก็จะบงการและส่งผลกระทบต่อเสียงเช่นกัน แล้วก็ยังมีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์อันหลากหลายซึ่งการมาบรรจบกันของพวกมันส่งผลกระทบต่อเสียงด้วยเช่นกัน กล่าวคือพระเจ้าทรงใช้วิธีการเฉพาะที่จะกำจัดเสียงบางเสียงเพื่อที่มนุษย์จะได้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่หูและหัวใจของพวกเขาสามารถทานทนได้ มิฉะนั้นเสียงจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการอยู่รอดของมนุษย์ กลายเป็นสิ่งรบกวนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของพวกเขาและก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงสำหรับพวกเขา นี่หมายความว่าพระเจ้าได้ทรงพิถีพิถันมากในการทรงสร้างแผ่นดิน ชั้นบรรยากาศและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์หลากหลายประเภทของพระองค์ และที่บรรจุอยู่ภายในสิ่งเหล่านี้แต่ละสิ่งคือพระปรีชาญาณของพระเจ้า ความเข้าใจของมวลมนุษย์ในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดมากเกินไป—การที่ผู้คนรู้ว่าการกระทำต่างๆ ของพระเจ้าบรรจุอยู่ในนั้นก็เพียงพอแล้ว ทีนี้พวกเจ้าจงบอกเราว่าพระราชกิจที่พระเจ้าได้ทรงทำนี้—การปรับเทียบเสียงอย่างแม่นยำเพื่อที่จะธำรงรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของมวลมนุษย์และชีวิตปกติของพวกเขา—จำเป็นหรือไม่? (จำเป็น) ในเมื่อพระราชกิจนี้จำเป็น เช่นนั้นแล้วจากมุมมองนี้ จะสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงใช้พระราชกิจนี้เป็นหนทางหนึ่งที่จะจัดเตรียมให้แก่ทุกสรรพสิ่ง? พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบเช่นนี้เพื่อการจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์เพื่อที่ร่างกายมนุษย์จะสามารถมีชีวิตตามปกติอย่างยิ่งภายในนั้นได้โดยไม่ต้องทนทุกข์กับการแทรกแซงใดๆ และเพื่อที่มวลมนุษย์จะมีความสามารถที่จะดำรงอยู่และมีชีวิตตามปกติได้ เช่นนั้นแล้วนี่ไม่ใช่หนึ่งในหนทางทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์หรอกหรือ? นี่ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญมากที่พระเจ้าได้ทรงทำหรอกหรือ? (เป็น) มีความต้องการที่จำเป็นอย่างมากสำหรับสิ่งนี้ ดังนั้นพวกเจ้าซาบซึ้งต่อสิ่งนี้อย่างไร? แม้ว่าพวกเจ้าจะไม่สามารถรู้สึกว่านี่คือการกระทำของพระเจ้า และพวกเจ้าไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงปฏิบัติการกระทำนี้อย่างไร ณ กาลสมัยนั้น เจ้ายังคงสามารถสำนึกรับรู้ความจำเป็นของการที่พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งนี้ได้หรือไม่? เจ้าสามารถรู้สึกถึงพระปรีชาญาณของพระเจ้าและความห่วงใยและพระดำริที่พระองค์ได้ทรงใส่ลงไปหรือไม่? (ใช่ เราสามารถ) หากพวกเจ้ามีความสามารถที่จะรู้สึกถึงสิ่งนี้ เช่นนั้นแล้วนั่นก็เพียงพอแล้ว มีการกระทำมากมายที่พระเจ้าได้ทรงปฏิบัติท่ามกลางสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้ทรงสร้างซึ่งผู้คนไม่สามารถรู้สึกหรือมองเห็น เรายกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เพียงเพื่อแจ้งให้พวกเจ้ารู้เกี่ยวกับการกระทำต่างๆ ของพระเจ้าเพื่อที่พวกเจ้าจะได้มารู้จักพระเจ้า เหล่านี้คือเบาะแสต่างๆ ที่สามารถทำให้พวกเจ้าสามารถรู้จักและเข้าใจพระเจ้าได้ดียิ่งขึ้น

4. แสง

สิ่งที่สี่เกี่ยวข้องกับดวงตาของผู้คน นั่นคือ แสง นี่ก็สำคัญมากเช่นกัน เมื่อเจ้าเห็นแสงจ้าและความจ้าของแสงนั้นไปถึงความแรงเฉพาะระดับหนึ่ง มันก็จะสามารถทำให้ดวงตามนุษย์บอดได้ จะว่าไปแล้วดวงตามนุษย์เป็นดวงตาแห่งเนื้อหนัง ตามนุษย์ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อความเสียหาย มีผู้ใดกล้าจ้องมองเข้าไปในดวงอาทิตย์โดยตรงหรือไม่? ผู้คนบางคนได้ลองดูแล้ว และหากพวกเขากำลังสวมแว่นกันแดดมันก็ทำงานได้ดีทีเดียว—แต่นั่นพึงต้องมีการใช้เครื่องมือ หากปราศจากเครื่องมือ ดวงตาเปลือยเปล่าของมนุษย์ย่อมไม่มีความสามารถที่จะเผชิญหน้ากับดวงอาทิตย์และจ้องมองดวงอาทิตย์โดยตรงได้ อย่างไรก็ตามพระเจ้าได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์เพื่อนำแสงมาให้มวลมนุษย์ และแสงนี้ก็เป็นบางสิ่งที่พระองค์ได้ทรงดูแลด้วยเช่นกัน พระเจ้าไม่เพียงได้ทรงสร้างดวงอาทิตย์จนเสร็จ วางดวงอาทิตย์ไว้ที่ใดสักแห่ง แล้วก็เพิกเฉยต่อมัน นั่นไม่ใช่วิธีที่พระเจ้าทรงทำสิ่งต่างๆ พระองค์ทรงระมัดระวังอย่างยิ่งในการกระทำของพระองค์ และทรงดำริการกระทำต่างๆ อย่างถ้วนทั่ว พระเจ้าได้ทรงสร้างดวงตาให้แก่มวลมนุษย์เพื่อที่พวกเขาอาจมองเห็น และพระองค์ได้ทรงกำหนดค่าตัวแปรจำกัดต่างๆ ของแสงซึ่งมนุษย์ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ ไว้ล่วงหน้าอีกด้วย คงจะไม่ดีเลยหากแสงสลัวเกินไป เมื่อมันมืดเสียจนผู้คนไม่สามารถมองเห็นนิ้วมือของพวกเขาที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาได้ เช่นนั้นแล้วดวงตาของพวกเขาก็ได้สูญเสียการทำหน้าที่ของพวกมันไปและไม่ให้ประโยขน์อะไรเลย แต่แสงที่จ้าเกินไปก็ส่งผลให้ดวงตามนุษย์ไร้ความสามารถพอกันในการที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆ เพราะความจ้านั้นสุดที่จะทนได้ เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงประดับประดาสภาพแวดล้อมแห่งงการดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วยแสงในจำนวนที่เหมาะสมสำหรับดวงตามนุษย์—จำนวนที่จะไม่ทำร้ายหรือทำลายดวงตาของผู้คน และไม่ทำให้ดวงตามนุษย์สูญเสียการทำหน้าที่ของพวกมันอีกด้วย นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงเพิ่มชั้นเมฆรอบดวงอาทิตย์และแผ่นดินโลก และเหตุผลที่ความหนาแน่นของอากาศมีความสามารถอย่างถูกต้องเหมาะสมที่จะกรองแสงชนิดต่างๆ ซึ่งสามารถทำร้ายดวงตาหรือผิวหนังของผู้คนได้—เหล่านี้ได้สัดส่วนเหมาะสมกัน นอกจากนี้สีต่างๆ ของแผ่นดินโลกที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสะท้อนแสงอาทิตย์และแสงประเภทอื่นๆ ทั้งหมด และมีความสามารถที่จะกำจัดแสงจำพวกที่จ้าเกินกว่าที่ดวงตามนุษย์จะปรับเข้าหา ดังนั้นผู้คนจึงมีความสามารถที่จะเดินอยู่ข้างนอกและดำเนินชีวิตของพวกเขาไปได้โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่นกันแดดที่มืดมิดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ ดวงตามนุษย์สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในลานสายตาของพวกเขาได้โดยไม่ถูกแสงรบกวน กล่าวคือคงจะไม่ดีหากแสงแยงตาเกินไปหรือหากแสงสลัวเกินไป หากแสงสลัวเกินไป ดวงตาของผู้คนก็จะได้รับความเสียหาย และหมดสภาพหลังจากการใช้งานระยะสั้น หากแสงจ้าเกินไป ดวงตาของผู้คนก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้ แสงแท้จริงนี้ที่ผู้คนมีอยู่นั้น เหมาะสมสำหรับดวงตามนุษย์ที่จะมองเห็น และพระเจ้าได้ทรงลดความเสียหายที่แสงก่อให้เกิดต่อดวงตามนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุดโดยผ่านทางวิธีการหลากหลาย และแม้ว่าแสงนี้อาจเป็นประโยชน์หรือเป็นภัยต่อดวงตามนุษย์ แต่มันก็เพียงพอที่จะให้ผู้คนไปถึงบทอวสานแห่งชีวิตของพวกเขาในขณะที่ยังคงธำรงการใช้งานดวงตาของพวกเขาอยู่ พระเจ้าไม่ทรงได้พิจารณาการนี้อย่างถ้วนทั่วแล้วหรอกหรือ? กระนั้นมารซาตานก็ยังปฏิบัติตัวโดยไม่เคยได้มีการพิจารณาเช่นนั้นทะลุผ่านไปถึงจิตใจของมันเลย กับซาตานแล้ว แสงจ้าเกินไปหรือสลัวเกินไปเสมอ นี่คือวิธีที่ซาตานปฏิบัติตัว

พระเจ้าได้ทรงทำสิ่งเหล่านี้กับทุกด้านของร่างกายมนุษย์—กับการมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส การหายใจ ความรู้สึก และอื่นๆ—เพื่อที่จะเพิ่มความความสามารถปรับตัวเพื่อการอยู่รอดของมวลมนุษย์จนถึงขีดสุด เพื่อที่พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตตามปกติและทำเช่นนั้นต่อไปได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมปัจจุบันที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นเพื่อชีวิตเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุดต่อการอยู่รอดของมวลมนุษย์ ผู้คนบางคนอาจคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา ว่าเป็นสิ่งธรรมดามากที่สุดสิ่งหนึ่ง เสียง แสงและอากาศเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้สึกว่าเป็นสิทธิแต่กำเนิดของพวกเขาซึ่งพวกเขาได้ชื่นชมตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาเกิด แต่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ซึ่งเจ้ามีความสามารถที่จะชื่นชม พระเจ้าได้ทรงพระราชกิจอยู่ นี่คือบางสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจ บางสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้จัก ไม่สำคัญว่าเจ้าจะรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือรู้จักสิ่งเหล่านี้หรือไม่ โดยสังเขปแล้ว เมื่อพระเจ้าได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงดำริมากมายเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงมีแผนการ พระองค์ได้ทรงมีแนวคิดเฉพาะบางอย่าง พระองค์ไม่ทรงวางมวลมนุษย์ไว้ในสภาพแวดล้อมสำหรับชีวิตเช่นนั้นอย่างขอไปทีหรืออย่างง่ายๆ โดยปราศจากพระดำริใดๆ ในเรื่องนี้ พวกเจ้าอาจคิดว่าเราได้พูดเกี่ยวกับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แต่ละอย่างอย่างคุยโวเกินไป แต่ในทรรศนะของเรา แต่ละสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมให้แก่มนุษย์นั้น จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษยชาติ มีการกระทำของพระเจ้าอยู่ในการนี้

5. กระแสลม

สิ่งที่ห้าคืออะไร? สิ่งนี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับชีวิตของแต่ละบุคคลในแต่ละวัน ความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ใกล้ชิดมากเสียจนร่างกายมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ในโลกเชิงวัตถุนี้ได้หากปราศจากมัน สิ่งนี้คือกระแสลม ลางที ผู้ใดก็สามารถเข้าใจคำนามว่า “กระแสลม” โดยที่เพิ่งได้ยินได้ ดังนั้นกระแสลมคืออะไรหรือ? เจ้าสามารถพูดได้ว่า “กระแสลม” เป็นเพียงความเคลื่อนไหวที่ไหลเลื่อนไปของอากาศ กระแสลมเป็นลมที่ดวงตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ มันยังเป็นหนทางหนึ่งที่ก๊าซต่างๆ เคลื่อนที่ด้วย กระนั้นในการพูดคุยนี้ ในเบื้องต้นแล้ว “กระแสลม” อ้างอิงถึงอะไร? ทันทีที่เราพูด พวกเจ้าจะเข้าใจ แผ่นดินโลกบรรทุกภูเขา ทะเลและสรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างไปด้วยเมื่อมันหมุน และเมื่อมันหมุน มันก็หมุนด้วยความเร็ว แม้ว่าเจ้าจะไม่รู้สึกถึงการปั่นหมุนนี้แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามการหมุนรอบตัวของแผ่นดินโลกก็ยังดำรงอยู่ การหมุนรอบตัวของแผ่นดินโลกก่อให้เกิดสิ่งใด? เมื่อเจ้าวิ่ง ลมจะไม่เกิดขึ้นและแล่นผ่านหูของเจ้าไปหรอกหรือ? หากสามารถสร้างลมได้เมื่อเจ้าวิ่ง จะไม่สามารถมีลมเมื่อแผ่นดินโลกหมุนรอบตัวได้อย่างไร? เมื่อแผ่นดินโลกหมุนรอบตัว ทุกสรรพสิ่งก็อยู่ในการเคลื่อนที่ แผ่นดินโลกเองกำลังอยู่ในการเคลื่อนที่และหมุนรอบตัวด้วยความเร็วเฉพาะ ในขณะที่ทุกสรรพสิ่งบนแผ่นดินโลกก็กำลังแพร่พันธุ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเฉพาะจะทำให้เกิดกระแสลมโดยธรรมชาติ นี่คือสิ่งที่เราให้ความหมาย “กระแสลม” กระแสลมนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ในขอบข่ายหนึ่งหรอกหรือ? ลองพิจารณาพายุไต้ฝุ่นดูสิว่าพายุไต้ฝุ่นปกติไม่มีพลังเป็นพิเศษ แต่เมื่อพวกมันซัดกระหน่ำ ผู้คนจะไม่สามารถแม้แต่จะยืนได้อย่างไม่สั่นคลอน และมันจะยากที่พวกเขาจะเดินในลม แม้แต่ก้าวเดียวก็ลำบากยากเข็ญ และผู้คนบางคนอาจถึงกับถูกลมผลักไปชนกับบางสิ่งบางอย่างโดยไร้ความสามารถที่จะขยับได้ นี่คือหนึ่งในหนทางทั้งงหลายที่กระแสลมสามารถส่งผลกระทบต่อมวลมนุษย์ หากทั้งแผ่นดินโลกถูกปกคลุมด้วยที่ราบ เช่นนั้นแล้วเมื่อโลกและทุกสรรพสิ่งหมุนรอบตัว ร่างกายมนุษย์ก็จะไม่มีความสามารถที่จะทานทนได้โดยสิ้นเชิงต่อกระแสลมที่ถูกผลิตขึ้นจากการนั้น มันจะลำบากยากเย็นอย่างสุดขีดที่จะตอบโต้ต่อสถานการณ์เช่นนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริงกระแสลมเช่นนี้คงจะไม่เพียงแค่นำอันตรายมาสู่มวลมนุษย์ แต่เป็นการทำลายล้างโดยสมบูรณ์ มนุษย์จะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเพื่อแก้ปัญหากระแสลมเช่นนั้น—ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันกระแสลมจะอ่อนลง เปลี่ยนทิศทางของพวกมัน เปลี่ยนความเร็วของพวกมันและเปลี่ยนกำลังของพวกมัน นั่นคือเหตุผลที่ผู้คนสามารถเห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเช่นภูเขา เทือกเขาขนาดใหญ่ ที่ราบ เนินเขา ลุ่มน้ำ หุบเขา, ที่ราบสูงและแม่น้ำสายใหญ่ ด้วยคุณสมบัติหลักทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันเหล่านี้ พระเจ้าก็ทรงเปลี่ยนความเร็ว ทิศทางและกำลังของกระแสลม นี่คือวิธีการที่พระองค์ทรงใช้เพื่อลดหรือบงการกระแสลมให้เป็นลมที่มีความเร็ว ทิศทางและกำลังที่เหมาะสม เพื่อที่มนุษย์จะได้มีสภาพแวดล้อมปกติที่จะใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้ มีความจำเป็นต้องมีสิ่งนี้หรือไม่? (มี) การทำบางสิ่งเช่นนี้ดูเหมือนจะลำบากยากเย็นสำหรับมนุษย์ แต่เป็นเรื่องง่ายสำหรับพระเจ้าเพราะพระองค์ทรงสังเกตการณ์ทุกสรรพสิ่ง สำหรับพระองค์แล้วการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีกระแสลมที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ไม่สามารถเรียบง่ายหรือง่ายดายไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นในสภาพแวดล้อมที่พระเจ้าทรงสร้างเช่นนี้ แต่ละสิ่งภายในการทรงสร้างทั้งหมดของพระองค์จึงมิอาจขาดไปได้ มีคุณค่าและความจำเป็นในการดำรงอยู่ของทุกๆ สิ่ง อย่างไรก็ตามซาตานหรือมนุษย์ซึ่งถูกทำให้เสื่อมทรามแล้วนั้นไม่เข้าใจหลักการนี้ พวกเขายังทำลายและพัฒนาและหาประโยชน์ต่อไป ด้วยความฝันอันสูญเปล่าที่จะแปรสภาพภูเขาให้กลายเป็นพื้นที่ราบ ถมหุบผาชันให้เต็มและสร้างตึกระฟ้าบนพื้นที่ราบเพื่อสร้างป่าคอนกรีต เป็นความหวังของพระเจ้าว่ามวลมนุษย์จะสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุข เติบโตอย่างมีความสุขและใช้แต่ละวันอย่างมีความสุขในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดนี้ ซึ่งพระองค์ได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเขา นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าไม่ทรงได้เคยประมาทในวิธีที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ จากอุณหภูมิถึงอากาศ จากเสียงถึงแสง พระเจ้าได้ทรงทำแผนการและการจัดการเตรียมการที่สลับซับซ้อนเพื่อที่ร่างกายของพวกมนุษย์และสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของพวกเขาจะไม่อยู่ภายใต้การแทรกแซงใดๆ จากสภาพเงื่อนไขทางธรรมชาติทั้งหลาย และเพื่อที่มวลมนุษย์จะมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตและเพิ่มทวีคูณตามปกติ และมีชีวิตตามปกติกับทุกสรรพสิ่งในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนแทน พระเจ้าทรงจัดเตรียมทั้งหมดนี้ให้แก่ทุกสรรพสิ่งและให้แก่มวลมนุษย์

ในหนทางที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการสภาพเงื่อนไขพื้นฐานทั้งห้านี้เพื่อการอยู่รอดของมนุษย์ เจ้าสามารถเห็นวิธีที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่มวลมนุษย์หรือไม่? (เห็น) กล่าวคือพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างแห่งสภาพเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ และพระเจ้าก็ทรงกำลังบริหารจัดการและควบคุมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยเช่นกัน แม้แต่ในตอนนี้หลังจากที่มนุษย์ได้ดำรงอยู่มาเป็นพันๆ ปีแล้ว พระเจ้าก็ทรงยังคงกำลังทำการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมที่สุดให้แก่พวกเขาเพื่อที่ชีวิตของพวกเขาจะสามารถได้รับการธำรงรักษาไว้ได้ในหนทางปกติ สถานการณ์เช่นนั้นจะได้รับการธำรงรักษาไว้ได้นานเท่าใด? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระเจ้าจะทรงยังจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่าใด? สิ่งนี้จะยืนยาวจนกระทั่งพระเจ้าทรงเสร็จสิ้นพระราชกิจแห่งการบริหารจัดการของพระองค์อย่างครบถ้วน จากนั้นพระเจ้าก็จะทรงเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของมวลมนุษย์ อาจจะเป็นว่าพระองค์จะทรงทำการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วยวิธีการเดียวกัน หรืออาจจะเป็นด้วยวิธีการที่แตกต่างไป แต่สิ่งที่ผู้คนต้องรู้ในตอนนี้คือพระเจ้ากำลังทรงจัดเตรียมสิ่งที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมี กำลังบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ และกำลังทรงอนุรักษ์ กำลังทรงปกป้องและทรงธำรงรักษาสภาพแวดล้อมนั้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรรย่อมมีความสามารถที่จะใช้ชีวิตในลักษณะที่ปกติและยอมรับความรอดและการตีสอนและการพิพากษาของพระเจ้าได้ ทุกสรรพสิ่งอยู่รอดต่อไปเพราะอธิปไตยของพระเจ้า และมวลมนุษย์ทั้งปวงเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปเพราะการจัดเตรียมต่างๆ เช่นนั้นจากพระเจ้า

ส่วนสุดท้ายนี้ของสามัคคีธรรมของพวกเราได้นำความคิดใหม่ๆ มาให้พวกเจ้าบ้างหรือไม่? บัดนี้พวกเจ้าได้กลายเป็นตระหนักรู้ถึงความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์แล้วหรือไม่? ในท้ายที่สุด ผู้ใดเป็นเจ้านายของทุกสรรพสิ่ง? เป็นมนุษย์หรือ? (ไม่ใช่) เช่นนั้นแล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างวิธีที่พระเจ้าและมนุษย์ปฏิบัติต่อสิ่งทรงสร้างทั้งหมด? (พระเจ้าทรงปกครองและจัดการเตรียมการทุกสรรพสิ่งขณะที่มนุษย์ชื่นชมสิ่งเหล่านั้น) พวกเจ้าเห็นด้วยกับการนี้หรือไม่? ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์คือการที่พระเจ้าทรงปกครองและจัดเตรียมให้แก่สิ่งทรงสร้างทั้งหมด พระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง และในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่สรรพสิ่งทรงสร้างทั้งปวง มวลมนุษย์ก็ชื่นชมทุกสิ่งทุกอย่าง กล่าวคือ มนุษย์ชื่นชมสรรพสิ่งทั้งปวงแห่งการทรงสร้างเมื่อเขายอมรับชีวิตที่พระเจ้าประทานให้แก่ทุกสรรพสิ่ง พระเจ้าทรงเป็นองค์เจ้านาย และมวลมนุษย์ชื่นชมดอกผลของการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง เช่นนั้นแล้วจากมุมมองของทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระเจ้า สิ่งใดหรือ คือความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมวลมนุษย์? พระเจ้าทรงสามารถมองเห็นกฎต่างๆ แห่งวิธีที่ทุกสรรพสิ่งเติบโตได้อย่างชัดเจน และพระองค์ทรงควบคุมและมีอำนาจครอบครองอยู่เหนือกฎเหล่านี้ นั่นคือทุกสรรพสิ่งอยู่ภายในสายพระเนตรของพระเจ้าและภายในวงเขตแห่งการพินิจพิเคราะห์ของพระองค์ มวลมนุษย์สามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งได้หรือ? สิ่งที่มวลมนุษย์สามารถมองเห็นได้ถูกจำกัดอยู่กับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาโดยตรง หากเจ้าปีนขึ้นภูเขา เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้ามองเห็นก็คือภูเขานั้นเท่านั้น เจ้าไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งของภูเขาได้ หากเจ้าไปที่ชายฝั่ง สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นเพียงด้านหนึ่งของมหาสมุทร และเจ้าไม่สามารถรู้ได้ว่าอีกด้านของมหาสมุทรเป็นเหมือนอะไร หากเจ้าเข้าไปในป่าไม้เจ้าจะสามารถมองเห็นพืชพรรณที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าและรอบๆ เจ้า แต่เจ้าจะไม่สามารถเห็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไกลออกไปข้างหน้า มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นสถานที่ที่สูงกว่า ไกลกว่า ลึกกว่าได้ ทั้งหมดที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้คือสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาโดยตรง ภายในลานสายตาของพวกเขา ต่อให้มนุษย์จะรู้จักกฎที่สั่งการฤดูกาลทั้งสี่ของปี หรือกฎต่างๆ แห่งวิธีที่ทุกสรรพสิ่งเติบโต พวกเขาก็ยังคงไร้ความสามารถที่จะบริหารจัดการหรือสั่งการทุกสรรพสิ่งได้ กระนั้นหนทางที่พระเจ้าทรงมองเห็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งปวงเป็นเช่นเดียวกับที่พระองค์จะทรงมองเห็นเครื่องจักรที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้นด้วยพระองค์เองไม่มีผิด พระองค์ทรงคุ้นเคยอย่างลึกซึ้งกับทุกส่วนประกอบและทุกการเชื่อมต่อ สิ่งที่เป็นหลักการของสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่เป็นแบบแผนของสิ่งเหล่านั้นและสิ่งที่เป็นจุดประสงค์ของสิ่งเหล่านั้น—พระเจ้าทรงรู้ทั้งหมดนี้ด้วยความกระจ่างแจ้งระดับสูงสุด ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า และมนุษย์ก็เป็นมนุษย์! แม้ว่ามนุษย์อาจลงลึกในการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ของเขาและกฎต่างๆ ที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง แต่การศึกษาวิจัยนั้นมีวงเขตที่จำกัด ในขณะที่พระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับมนุษย์แล้วการควบคุมของพระเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ผู้หนึ่งสามารถใช้เวลาทั้งชีวิตทำการศึกษาวิจัยกิจการที่เล็กที่สุดของพระเจ้าโดยไม่สัมฤทธิ์ผลลัพธ์ที่แท้จริงอันใด นี่คือเหตุผลที่เจ้าจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักพระเจ้าหรือเข้าใจพระองค์ได้หากเจ้าใช้แค่ความรู้และสิ่งที่เจ้าได้เรียนรู้เพื่อศึกษาพระเจ้า แต่หากเจ้าเลือกวิธีแห่งการแสวงหาความจริงและแสวงหาพระเจ้า และมองดูพระเจ้าจากมุมมองแห่งการมารู้จักพระองค์ เช่นนั้นแล้วสักวันหนึ่งเจ้าจะระลึกได้ว่า การกระทำของพระเจ้าอยู่ทุกหนแห่งและพระปรีชาญาณของพระเจ้าอยู่ทุกหนแห่งในเวลาเดียวกัน และเจ้าจะรู้เหตุผลที่พระเจ้าทรงได้รับการเรียกขานว่า องค์เจ้านายแห่งทุกสรรพสิ่งและแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง ยิ่งเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนี้มากขึ้นเท่าใด เจ้าก็จะยิ่งเข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงทรงได้รับการเรียกขานว่า องค์เจ้านายแห่งทุกสรรพสิ่งมากขึ้นเท่านั้น ทุกสรรพสิ่งและทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งเจ้า กำลังได้รับการจัดเตรียมของพระเจ้าที่หลั่งไหลแบบไม่สั่นคลอนอย่างต่อเนื่อง เจ้าจะมีความสามารถที่จะสำนึกรับรู้ได้อย่างชัดเจนอีกด้วยว่า ในโลกนี้และท่ามกลางมวลมนุษย์นี้ ไม่มีผู้ใดเลยนอกเหนือจากพระเจ้าที่จะสามารถมีความสามารถและแก่นแท้ที่พระองค์ทรงใช้ปกครอง บริหารจัดการและธำรงรักษาการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง เมื่อเจ้าไปถึงความเข้าใจนี้ เจ้าก็จะระลึกได้อย่างแท้จริงว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า เมื่อเจ้าไปถึงจุดนี้ เจ้าก็จะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงและได้ให้โอกาสพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้าและองค์เจ้านายของเจ้าแล้ว เมื่อเจ้าได้รับความเข้าใจเช่นนั้นแล้วและชีวิตของเจ้าได้ไปถึงจุดดังกล่าวแล้ว พระเจ้าก็จะไม่ทรงทดสอบเจ้าและพิพากษาเจ้าอีกต่อไป และพระองค์จะไม่ทรงทำการเรียกร้องใดๆ จากเจ้า เพราะเจ้าจะเข้าใจพระเจ้า จะรู้จักพระทัยของพระองค์และจะได้ยอมรับพระเจ้าอย่างแท้จริงในหัวใจของเจ้าแล้ว นี่คือเหตุผลสำคัญที่จะสามัคคีธรรมในหัวข้อเหล่านี้เกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงมีอำนาจครอบครองและทรงบริหารจัดการทุกสรรพสิ่ง การทำเช่นนี้หมายที่จะให้ความรู้และความเข้าใจมากขึ้นแก่ผู้คน—ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เจ้ายอมรับรู้ แต่เพื่อให้เจ้ารู้จักและเข้าใจการกระทำทั้งหลายของพระเจ้าในหนทางที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงมากขึ้น

อาหารและเครื่องดื่มประจำวันที่พระเจ้าทรงตระเตรียมให้แก่มวลมนุษย์

เมื่อกี้นี้พวกเราได้พูดเกี่ยวกับส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป ซึ่งโดยเฉพาะเจาะจงแล้วก็คือสภาพเงื่อนไขทั้งหลายที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของมนุษย์ที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้เมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างโลก พวกเราได้พูดเกี่ยวกับห้าสิ่ง ห้าองค์ประกอบของสภาพแวดล้อม หัวข้อถัดไปของพวกเรามีความเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับชีวิตทางกายภาพของมนุษย์ทุกคน และตรงประเด็นกับชีวิตนั้นมากกว่าและเป็นการลุล่วงสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นต้องมีได้มากกว่าห้าองค์ประกอบก่อนหน้า กล่าวคือ อาหารที่ผู้คนกินนั่นเอง พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์และวางเขาไว้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับชีวิต หลังจากนั้นมนุษย์ได้ต้องการอาหารและน้ำ มนุษย์ได้มีความต้องการที่จำเป็นนี้ ดังนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงทำการตระเตรียมที่สอดคล้องกันสำหรับเขา เพราะฉะนั้นแต่ละขั้นตอนของพระราชกิจของพระเจ้าและแต่ละสิ่งที่พระองค์ทรงทำไม่ใช่พระวจนะอันไร้แก่นสารซึ่งกำลังถูกตรัส แต่เป็นการกระทำอันเป็นจริงซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่กำลังทรงทำ อาหารไม่ใช่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของผู้คนหรอกหรือ? อาหารสำคัญกว่าอากาศหรือไม่? ทั้งสองสิ่งสำคัญเท่ากัน ทั้งสองสิ่งเป็นสภาพเงื่อนไขและสสารที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์และสำหรับพิทักษ์การดำนินต่อไปของชีวิตมนุษย์ สิ่งใดสำคัญกว่ากัน—อากาศหรือน้ำ? อุณหภูมิหรืออาหาร? สิ่งเหล่านี้ล้วนสำคัญเท่ากัน ผู้คนไม่สามารถเลือกระหว่างพวกมันเพราะพวกเขาไม่สามารถอยู่โดยปราศจากสิ่งอันใดในสิ่งเหล่านี้ได้ นี่เป็นประเด็นอันเป็นจริงซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่ใช่ประเด็นของการที่เจ้าต้องเลือกระหว่างสิ่งหลายๆ สิ่ง เจ้าไม่รู้ แต่พระเจ้าทรงรู้ เมื่อเจ้าเห็นอาหารเจ้าคิดว่า “ฉันไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีอาหาร!” แต่ทันทีหลังจากเจ้าได้ถูกสร้าง เมื่อตอนที่เจ้าได้ถูกวางลงในโลกนี้ครั้งแรก เจ้าได้รู้หรือไม่ว่าเจ้าต้องการอาหาร? เจ้าไม่ได้รู้ แต่พระเจ้าได้ทรงรู้ ต่อเมื่อเจ้ากลายเป็นหิวขึ้นมา และเห็นผลไม้บนต้นไม้และเมล็ดธัญพืชบนพื้นดินสำหรับให้เจ้ากินเท่านั้นเอง เจ้าจึงได้ตระหนักว่าเจ้าต้องการอาหาร ต่อเมื่อเจ้ากลายเป็นกระหายน้ำขึ้นมาและสายตาไพล่ไปเห็นน้ำพุธรรมชาติ—เมื่อเจ้าได้ดื่มแล้วเท่านั้น เจ้าจึงได้ตระหนักว่าเจ้าต้องการน้ำ พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมน้ำไว้ล่วงหน้าสำหรับมวลมนุษย์ ไม่สำคัญว่าคนเราจะกินสามมื้อต่อวันหรือสองมื้อ หรือแม้จะมากกว่านั้น โดยสังเขปแล้วอาหารก็คือบางสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับมนุษย์ในชีวิตประจำวันของพวกเขา เป็นหนึ่งในสิ่งทั้งหลายที่จำเป็นต่อการธำรงรักษาการอยู่รอดตามปกติแบบต่อเนื่องของร่างกายมนุษย์ ดังนั้นแล้ว อาหารส่วนใหญ่มาจากที่ใดกัน? แรกที่สุด อาหารมาจากดิน พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมดินไว้ล่วงหน้าสำหรับมวลมนุษย์ และเหมาะสำหรับการอยู่รอดของพืชมากมายหลายประเภท ไม่เพียงแค่ต้นไม้หรือต้นหญ้า พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมเมล็ดพันธุ์ของเมล็ดธัญพืชทุกประเภทและเมล็ดพันธุ์ของอาหารอื่นๆ หลากหลายไว้สำหรับมวลมนุษย์ และพระองค์ได้ทรงให้ดินและแผ่นดินที่เหมาะสมแก่มวลมนุษย์เพื่อหว่านเพาะ และมวลมนุษย์จึงได้รับอาหารด้วยสิ่งเหล่านี้ อาหารหลากหลายประเภทนั้นคืออะไรบ้าง? เป็นไปได้ที่พวกเจ้าอาจรู้อยู่แล้ว แรกที่สุดก็มีเมล็ดธัญพืชอันหลากหลาย เมล็ดธัญพืชประเภทต่างๆ มีอะไรบ้าง? ข้าวสาลี ข้าวฟ่างหางหมา ลูกเดือย ข้าวฟ่างไม้กวาด และเมล็ดธัญพืชกะเทาะเปลือกชนิดอื่นๆ ธัญญาหารก็มากันในทุกจำพวกด้วยเช่นกัน ด้วยสารพัดพันธุ์ที่แตกต่างกันจากภาคใต้จรดภาคเหนือ นั่นคือ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต บัควีตและอื่นๆ สายพันธุ์ที่แตกต่างกันเหมาะสำหรับการเพาะปลูกในภูมิภาคที่แตกต่างกัน ยังมีข้าวหลากหลายประเภทอีกด้วย ภาคใต้มีพันธุ์ต่างๆ ของตัวเองซึ่งเป็นเมล็ดธัญพืชที่ยาวกว่าและเหมาะกับผู้คนจากภาคใต้เพราะภูมิอากาศทางนั้นร้อนกว่า หมายความว่าผู้คนท้องถิ่นต้องกินพันธุ์ต่างๆ อาทิ ข้าวอินดิกาซึ่งไม่เหนียวเกินไป ข้าวของพวกเขาไม่อาจเหนียวจนเกินไปได้ มิฉะนั้นแล้ว พวกเขาก็จะสูญเสียความอยากอาหารและไร้ความสามารถที่จะกลืนลงท้องไปได้ ชาวเหนือกินข้าวที่เหนียวกว่าเพราะภาคเหนือเย็นเสมอ ดังนั้นผู้คนที่นั่นต้องกินสิ่งต่างๆ ที่ยึดติดกันมากกว่า ถัดไปยังมีถั่วเปลือกอ่อนมากมายหลายพันธุ์ที่เติบโตเหนือพื้นดินและผักมีหัวต่างๆ ที่เจริญเติบโตใต้ดินอีกด้วย อาทิ มันฝรั่ง มันเทศ เผือกและอื่นๆ อีกมากมาย พวกมันฝรั่งเติบโตในภาคเหนือที่ซึ่งคุณภาพของพวกมันสูงมาก เมื่อผู้คนไม่มีเมล็ดธัญพืชให้กิน มันฝรั่งสามารถให้พวกเขาได้กินเป็นอาหารหลักได้สามมื้อต่อวัน มันฝรั่งยังสามารถใช้เป็นอาหารสำรองได้อีกด้วย คุณภาพของมันเทศค่อนข้างด้อยกว่าของมันฝรั่ง แต่ก็ยังสามารถใช้เป็นอาหารหลักเพื่อให้ได้กินครบสามมื้อทุกวัน เมื่อเมล็ดธัญพืชหายากขึ้นผู้คนก็สามารถปัดเป่าความหิวไปได้ด้วยมันเทศ เผือกซึ่งผู้คนในภาคใต้กินกันบ่อยๆ สามารถนำไปใช้ในหนทางเดียวกันได้ และยังสามารถทำหน้าที่เป็นอาหารหลักได้ด้วยเช่นกัน เหล่านี้คือพืชผลอันหลากหลายมากมายซึ่งเป็นส่วนจำเป็นของอาหารและเครื่องดื่มประจำวันของผู้คน ผู้คนใช้เมล็ดธัญพืชหลากหลายเพื่อทำบะหมี่ ขนมปังนึ่ง ข้าวและเส้นหมี่ พระเจ้าได้ประทานเมล็ดธัญพืชอันหลากหลายเหล่านี้แก่มวลมนุษย์อย่างอุดม เหตุผลที่มีหลายพันธุ์มากมายเหลือเกินเป็นเรื่องของน้ำพระทัยของพระเจ้า นั่นคือ พันธุ์พืชเหล่านั้นเหมาะที่จะเติบโตในดินและภูมิอากาศที่แตกต่างกันของภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ในขณะที่สิ่งที่ประกอบและสิ่งที่บรรจุอยู่ในพันธุ์พืชเหล่านั้นสอดรับกับสิ่งที่ประกอบและสิ่งที่บรรจุอยู่อันหลากหลายในร่างกายมนุษย์ โดยการกินเมล็ดธัญพืชเหล่านี้เท่านั้น ผู้คนจึงสามารถธำรงรักษาสารอาหารและสสารต่างๆ ที่ร่างกายของพวกเขาพึงต้องมีได้ อาหารเหนือและอาหารใต้แตกต่างกัน แต่มีความคล้ายคลึงกันมากกว่าความแตกต่าง ทั้งสองสามารถตอบสนองความต้องการที่จำเป็นตามปกติของร่างกายมนุษย์และสนับสนุนการอยู่รอดตามปกติของร่างกายมนุษย์ได้ ดังนั้นมีความอุดมของสายพันธุ์ที่ผลิตในแต่ละภูมิภาคก็เพราะร่างกายทางกายภาพของมนุษย์จำเป็นต้องมีสิ่งที่อาหารซึ่งแตกต่างกันเหล่านี้จัดหามาให้—พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการจัดหามาให้โดยอาหารต่างๆ เหล่านี้ซึ่งปลูกขึ้นจากดินเพื่อค้ำชูการดำรงอยู่ตามปกติของร่างกาย เพื่อที่พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตมนุษย์ตามปกติ โดยสังเขปแล้วพระเจ้าได้ทรงมีความคำนึงถึงอย่างมากต่อมวลมนุษย์ อาหารหลากหลายที่พระเจ้าได้ประทานแก่ผู้คนมิใช่ไม่หลากหลาย—ในทางตรงกันข้ามอาหารเหล่านี้คัดสรรผสมผสานมาจากหลากหลายแหล่งมากทีเดียว หากผู้คนต้องการกินธัญญาหารพวกเขาก็สามารถกินธัญญาหารได้ ผู้คนบางคนชอบข้าวเจ้ามากกว่าข้าวสาลี และหากไม่ชอบข้าวสาลีก็สามารถกินข้าวเจ้าได้ มีข้าวเจ้ามากมายหลายประเภท—เมล็ดยาว เมล็ดสั้น—และแต่ละประเภทสามารถตอบสนองความอยากอาหารของผู้คนได้ เพราะฉะนั้นหากผู้คนกินเมล็ดธัญพืชเหล่านี้—ตราบเท่าที่พวกเขาไม่จู้จี้จุกจิกเกินไปกับอาหารของพวกเขา—พวกเขาจะไม่ขาดสารอาหารและได้รับการรับประกันที่จะมีชีวิตอย่างมีสุขภาพดีจนกระทั่งพวกเขาตาย นั่นคือแนวคิดที่พระเจ้าได้ทรงมีอยู่ในพระหฤทัยเมื่อตอนที่พระองค์ได้ประทานอาหารแก่มวลมนุษย์ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากสิ่งเหล่านี้—นั่นไม่ใช่ความเป็นจริงหรอกหรือ? เหล่านี้คือปัญหาอันสัมพันธ์กับชีวิตจริงที่มนุษย์ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง แต่พระเจ้าก็ได้ทรงเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาเหล่านั้น กล่าวคือพระองค์ได้ทรงดำริถึงพวกมันล่วงหน้าและได้ทรงทำการตระเตรียมให้แก่มวลมนุษย์

แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงให้แก่มวลมนุษย์—พระองค์ยังได้ทรงให้พืชผักต่างๆ แก่มวลมนุษย์อีกด้วย! ด้วยข้าวแล้ว หากนั่นคือทั้งหมดที่เจ้ากิน ไม่มีสิ่งอื่นใด เจ้าก็อาจจะไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอ ในอีกแง่หนึ่ง หากเจ้าผัดผักสักสองสามอย่างหรือผสมสลัดเพื่อกินกับมื้ออาหารของเจ้า เช่นนั้นแล้ววิตามินต่างๆ ในผักและจุลธาตุต่างๆ และสารอาหารอื่นๆ ของาพวกผักก็จะมีความสามารถที่จะสนองความต้องการที่จำเป็นของร่างกายของเจ้าตามธรรมชาติได้ และผู้คนยังสามารถกินผลไม้เล็กน้อยในระหว่างมื้ออาหารได้ด้วยใช่หรือไม่? บางครั้งผู้คนต้องการของเหลวมากขึ้นหรือสารอาหารอื่นๆ หรือรสชาติที่แตกต่างออกไป และผลไม้และผักต่างๆ อยู่ที่นั่นเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านี้ ในขณะที่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกมีดินและภูมิอากาศแตกต่างกัน จึงผลิตผักและผลไม้หลายหลากชนิดแตกต่างกัน เนื่องจากภูมิอากาศในภาคใต้ร้อนเกินไป ผลไม้และผักส่วนใหญ่ที่นั่นจึงเป็นชนิดที่ให้ความเย็นซึ่งเมื่อกินแล้วจะมีความสามารถที่จะสร้างสมดุลของความเย็นและความร้อนในร่างกายมนุษย์ได้ ในทางตรงกันข้ามมีผักและผลไม้หลากหลายชนิดน้อยกว่าในภาคเหนือ แต่ก็เพียงพอสำหรับผู้คนท้องถิ่นที่จะชื่นชม อย่างไรก็ตามเนื่องจากพัฒนาการในสังคมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและสิ่งที่เรียกกันว่าความก้าวหน้าทางสังคม ตลอดจนการปรับปรุงในการสื่อสารและการขนส่งเชื่อมโยงภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ผู้คนในภาคเหนือก็มีความสามารถที่จะกินผลไม้ภาคใต้และผลิตภัณฑ์ภูมิภาคหรือผักบางอย่างจากภาคใต้ได้ด้วย และพวกเขาก็สามารถทำเช่นนั้นได้ในทั้งสี่ฤดูกาลของปี แม้ว่าการนี้จะมีความสามารถที่จะตอบสนองความอยากอาหารและความต้องการทางวัตถุของผู้คนได้ แต่ร่างกายของพวกเขาตกอยู่ภายใต้อันตรายในระดับแตกต่างกันโดยมิได้เฉลียวรู้เลย นี่เป็นเพราะท่ามกลางอาหารต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมให้แก่มวลมนุษย์ มีอาหารและผลไม้และผักที่หมายให้แก่ผู้คนในภาคใต้ เช่นเดียวกันกับอาหารและผลไม้และผักที่หมายให้แก่ผู้คนในภาคเหนือ กล่าวคือหากเจ้าเกิดในภาคใต้ มันก็เหมาะสมที่เจ้าจะกินสิ่งต่างๆ จากภาคใต้ พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมอาหารและผลไม้และผักเหล่านี้อย่างเฉพาะเจาะจงเพราะภาคใต้มีภูมิอากาศเฉพาะตัว ภาคเหนือมีอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของผู้คนในภาคเหนือ กระนั้นเพราะผู้คนมีความอยากอาหารอย่างตะกละตะกลาม พวกเขาจึงยอมให้ตัวเองถูกพัดพาไปตามสายธารของแนวโน้มทางสังคมใหม่ๆ โดยไม่รู้ และพวกเขาก็ฝ่าฝืนกฎเหล่านี้โดยไม่รู้สึกตัว แม้ว่าผู้คนจะรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาดีกว่าในอดีต แต่ความก้าวหน้าทางสังคมประเภทนี้ก่อเกิดอันตรายเคลือบแฝงต่อร่างกายของผู้คนในจำนวนที่มากขึ้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการเห็น และไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ทรงมีเจตนารมณ์คราที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์ไว้ให้มวลมนุษย์ รวมถึงอาหาร ผลไม้และผักเหล่านี้ มนุษย์เองก็ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์ปัจจุบันโดยการฝ่าฝืนธรรมบัญญัติของพระเจ้า

แม้แต่นอกเหนือจากทั้งหมดนั่นแล้ว ความอารีที่พระเจ้าได้ประทานแก่มวลมนุษย์ก็มั่งคั่งอย่างแท้จริงไปด้วยความอุดม และแต่ละแห่งก็มีผลผลิตท้องถิ่นของตัวเอง ตัวอย่างเช่นบางสถานที่มั่งคั่งด้วยเรดเดต (หรือที่รู้จักกันในชื่อพุทราจีน) สถานที่อื่นๆ มั่งคั่งด้วยวอลนัท และสถานที่อื่นๆ มั่งคั่งด้วยถั่วลิสงหรือถั่วเปลือกแข็งอื่นๆ อีกหลากหลาย สิ่งเชิงวัตถุเหล่านี้ทั้งหมดให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่พระเจ้าทรงจัดหาให้กับมวลมนุษย์ด้วยสิ่งต่างๆ ในปริมาณที่ถูกต้องและในเวลาที่ถูกต้องโดยสอดคล้องกับฤดูกาลและเวลาของปี มวลมนุษย์ละโมบในความชื่นชมทางกายภาพและตะกละตะกลาม ทำให้ง่ายต่อการฝ่าฝืนและทำให้กฎธรรมชาติแห่งการเติบโตของมนุษย์ที่พระองค์ได้ทรงสถาปนาไว้เมื่อพระองค์ได้ทรงสร้างมวลมนุษย์นั้นเสียหาย พวกเรามาใช้ผลเชอร์รี่เป็นตัวอย่าง ผลเชอร์รี่จะกลายเป็นสุกประมาณเดือนมิถุนายน ภายใต้รูปการณ์แวดล้อมปกติ ภายในเดือนสิงหาคมจะไม่มีผลเชอร์รี่เหลืออยู่เลย ผลเชอร์รี่สามารถเก็บให้สดอยู่ได้นานสองเดือน แต่โดยการใช้กลวิธีทางวิทยาศาสตร์ บัดนี้ผู้คนมีความสามารถที่จะขยายช่วงเวลานั้นเป็นสิบสองเดือน จนถึงขั้นผ่านฤดูเชอร์รี่ของปีถัดไปได้ด้วยซ้ำ นี่หมายความว่ามีผลเชอร์รี่ตลอดทั้งปี ปรากฏการณ์นี้ปกติหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว เมื่อใดจึงเป็นฤดูที่ดีที่สุดที่จะกินผลเชอร์รี่? นั่นคงจะเป็นช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนสิงหาคม เลยเวลานี้ไป ไม่สำคัญว่าเจ้าจะรักษาความสดใหม่ไว้มากเท่าใด ผลเชอร์รี่ก็จะไม่มีรสชาติเช่นเดิม และผลเชอร์รี่จะไม่ให้สิ่งที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ เมื่อวันหมดอายุได้ผ่านไปแล้ว ไม่สำคัญว่าเจ้าจะใช้สารเคมีใด เจ้าก็จะไม่มีความสามารถที่จะใส่ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันมีเมื่อปลูกให้โตโดยธรรมชาติลงไปในผลเชอร์รี่เหล่านั้น นอกจากนี้อันตรายที่สารเคมีทำกับมนุษย์เป็นบางสิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่สำคัญว่าพวกเขาจะพยายามทำอะไร ดังนั้นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดปัจจุบันนำอะไรมาสู่ผู้คนหรือ? ชีวิตของผู้คนดูเหมือนจะดีขึ้น การขนส่งระหว่างภูมิภาคต่างๆ ได้กลายเป็นสะดวกอย่างสูง และผู้คนสามารถกินผลไม้ทุกประเภทในฤดูกาลใดก็ได้จากทั้งสี่ฤดูกาล ผู้คนในภาคเหนือมีความสามารถที่จะกินกล้วยเป็นประจำ ตลอดจนอาหารอร่อย ผลไม้หรืออาหารประจำภาคอื่นใดจากภาคใต้ แต่นี่ไม่ใช่ชีวิตที่พระเจ้าทรงต้องการให้แก่มวลมนุษย์ ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดประเภทนี้อาจนำประโยชน์มาให้แก่ชีวิตของผู้คนบ้าง แต่ก็สามารถนำอันตรายมาได้ด้วยเช่นกัน เพราะความอุดมในตลาดผู้คนมากมายจึงกินโดยไม่คิดถึงสิ่งที่พวกเขากำลังใส่เข้าไปในปากของพวกเขา พฤติกรรมนี้เป็นการฝ่าฝืนกฎแห่งธรรมชาติ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คน ดังนั้นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดไม่สามารถนำความสุขที่แท้จริงมาให้ผู้คนได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่? จงดูด้วยตัวพวกเจ้าเอง องุ่นไม่ได้ถูกขายในตลาดทั้งสี่ฤดูกาลหรอกหรือ? โดยข้อเท็จจริงแล้ว องุ่นจะคงความสดใหม่ในช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากที่ถูกเด็ดแล้วเท่านั้น หากเจ้าเก็บองุ่นไว้จนถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไป พวกมันจะยังคงสามารถถูกเรียกว่าองุ่นได้หรือไม่? หรือว่า “ขยะ” คงจะเป็นชื่อที่ดีกว่าสำหรับพวกมัน? พวกมันไม่เพียงแค่ขาดเนื้อแท้ขององุ่นสด—พวกมันมีผลิตภัณฑ์เคมีในตัวเองเพิ่มมากขึ้น หลังจากหนึ่งปีพวกมันจะไม่สดอีกต่อไปและสารอาหารอะไรที่พวกมันเคยมีก็จะหายไปนานแล้ว เมื่อผู้คนกินองุ่นพวกเขามีความรู้สึกเช่นนี้ว่า “พวกเราโชคดีจัง! พวกเราจะมีความสามารถที่จะกินองุ่นในฤดูกาลนี้เมื่อสามสิบปีที่แล้วได้หรือ? คุณคงไม่สามารถทำได้ต่อให้คุณจะต้องการก็ตาม! บัดนี้ชีวิตดีเหลือเกิน!” นี่คือความสุขจริงๆ หรือไม่? หากเจ้าสนใจ เจ้าก็สามารถทำการศึกษาวิจัยของเจ้าเองเกี่ยวกับองุ่นที่ถนอมด้วยสารเคมีและเห็นว่าพวกมันทำขึ้นจากอะไรกันแน่ และสสารเหล่านี้สามารถมีประโยชน์ต่อมนุษย์ได้หรือไม่ ในยุคธรรมบัญญัติเมื่อตอนที่คนอิสราเอลได้ออกจากอียิปต์และกำลังเดินทาง พระเจ้าได้ทรงให้นกคุ่มและมานาแก่พวกเขา แต่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้คนถนอมอาหารเหล่านี้ไว้หรือไม่? พวกเขาบางคนสายตาสั้น และด้วยกลัวว่าจะไม่มีเพิ่มอีกในวันถัดไป ดังนั้นพวกเขาจึงกันบางส่วนไว้สำหรับคราวหลัง แล้วเกิดอะไรขึ้นนะหรือ? ในวันต่อมามันก็เน่า พระเจ้าไม่ทรงอนุญาตให้เจ้ากันไว้เผื่อ เพราะพระองค์ได้ทรงทำการตระเตรียมซึ่งรับประกันว่าเจ้าจะไม่ต้องหิวไว้แล้ว แต่มวลมนุษย์ไม่มีความมั่นใจเช่นนี้ และพวกเขาไม่มีความเชื่อที่แท้จริงในพระเจ้า พวกเขาต้องการเสมอที่จะให้ตัวเองมีพื้นที่ว่างเพื่อเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการ และไม่เคยมีความสามารถที่จะมองเห็นความใส่พระทัยและพระดำริทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังการตระเตรียมของพระเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ พวกเขาไม่สามารถรู้สึกถึงการนั้นได้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถวางความเชื่อของพวกเขาในพระเจ้าได้อย่างสุดใจ โดยคิดอยู่เสมอว่า “การกระทำของพระเจ้าไม่น่าไว้วางใจ! ใครจะรู้ว่าพระเจ้าจะทรงให้สิ่งที่พวกเราต้องการแก่พวกเราหรือไม่ หรือพระองค์จะทรงให้พวกเราเมื่อใด! หากฉันอดอยากและพระเจ้าไม่ทรงจัดเตรียมให้ เช่นนั้นแล้วฉันจะไม่อดอาหารหรือ? ฉันจะไม่ขาดสารอาหารหรือ?” จงเห็นเถิดว่าความมั่นใจของมนุษย์บางเบาผิวเผินเพียงใด!

เมล็ดธัญพืช ผลไม้และผักต่างๆ และถั่วเปลือกแข็งทุกชนิด—เหล่านี้เป็นอาหารมังสวิรัติทั้งสิ้น อาหารเหล่านี้ประกอบด้วยสารอาหารเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการที่จำเป็นของร่างกายมนุษย์แม้ว่าพวกมันเป็นอาหารมังสวิรัติก็ตาม อย่างไรก็ตามพระเจ้าไม่ได้ตรัสว่า “เราจะให้เพียงแค่อาหารเหล่านี้แก่มนุษย์ ให้พวกเขากินสิ่งเหล่านี้เท่านั้น!” พระเจ้าไม่ได้ทรงหยุดตรงนั้น แต่ได้ทรงไปต่อเพื่อตระเตรียมอาหารต่างๆ ที่อร่อยยิ่งขึ้นไปอีกไว้ให้มวลมนุษย์มากขึ้น อาหารเหล่านี้คืออะไร? อาหารเหล่านี้คือเนื้อสัตว์และปลาหลากหลายประเภทที่พวกเจ้าส่วนใหญ่มีความสามารถที่จะมองเห็นและกินได้ พระองค์ได้ทรงตระเตรียมทั้งเนื้อสัตว์และปลามากมายหลายประเภทไว้ให้มนุษย์ ปลาอาศัยอยู่ในน้ำ และเนื้อหนังของปลาในน้ำแตกต่างอย่างมีสาระสำคัญจากเนื้อหนังของสัตว์ที่อาศัยบนแผ่นดิน และมันสามารถให้สารอาหารต่างๆ แก่มนุษย์ได้ ปลายังมีคุณสมบัติที่สามารถกำกับควบคุมความเย็นและความร้อนในร่างกายมนุษย์ได้ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์อีกด้วย แต่อาหารอร่อยต้องไม่กินมากจนเกินไป อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วพระเจ้าประทานปริมาณที่ถูกต้องแก่มวลมนุษย์ ณ เวลาที่ถูกต้องเพื่อที่ผู้คนจะสามารถชื่นชมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับการประทานของพระองค์ในหนทางปกติและสอดคล้องกับฤดูกาลและเวลา ทีนี้ อาหารประเภทใดหรือที่รวมอยู่ในหมวดหมู่สัตว์ปีก? ไก่ นกคุ่ม นกพิราบและอื่นๆ เป็นต้น ผู้คนมากมายกินเป็ดและห่านด้วย แม้ว่าพระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมเนื้อสัตว์ประเภทเหล่านี้ไว้ทั้งหมด แต่พระองค์ก็ได้ทรงตั้งข้อพึงประสงค์บางประการสำหรับประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรและวางขีดจำกัดเฉพาะเจาะจงกับอาหารการกินของพวกเขาในระหว่างยุคธรรมบัญญัติ ทุกวันนี้ขีดจำกัดเหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของรสนิยมของแต่ละบุคคลและการตีความด้วยตนเอง เนื้อสัตว์ต่างๆ นานาเหล่านี้จัดเตรียมสารอาหารหลากหลายให้ร่างกายมนุษย์ โดยเติมโปรตีนและธาตุเหล็ก เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับเลือด เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก และสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่ผู้คนปรุงและกินอาหารเหล่านี้ เนื้อสัตว์เหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้คนปรับปรุงรสชาติอาหารของพวกเขาและเสริมเพิ่มความอยากอาหารของพวกเขา ในขณะเดียวกันก็ทำให้ท้องของพวกเขาพึงพอใจอีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคืออาหารเหล่านี้สามารถจัดหาความต้องการที่จำเป็นทางโภชนาการรายวันให้กับร่างกายมนุษย์ นี่คือการทรงพิจารณาของพระเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงเตรียมอาหารให้พร้อมสำหรับมวลมนุษย์ มีผักต่างๆ มีเนื้อสัตว์—นี่ไม่ใช่ความอุดมหรอกหรือ? แต่ผู้คนควรเข้าใจว่าเจตนารมณ์ของพระเจ้าคืออะไรเมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงตระเตรียมอาหารต่างๆ ให้มวลมนุษย์ ใช่การให้มวลมนุษย์ตามใจตัวเองเกินไปในของกินเหล่านี้หรือ? อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์กลายเป็นติดกับดักในการพยายามตอบสนองความอยากทางวัตถุเหล่านี้? เขาจะไม่กลายเป็นได้รับการบำรุงเลี้ยงมากเกินไปหรอกหรือ? การได้รับการบำรุงเลี้ยงมากเกินไปไม่ทำให้ร่างกายมนุษย์เจ็บป่วยในหลายๆ ทางหรอกหรือ? (ทำ) นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงจัดสัดส่วนให้มีปริมาณที่ถูกต้อง ณ เวลาที่ถูกต้อง และทรงให้ผู้คนชื่นชมกับอาหารที่แตกต่างกันโดยสอดคล้องกับช่วงเวลาและฤดูกาลที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่นหลังจากฤดูร้อนที่ร้อนมาก ผู้คนสะสมความร้อนอย่างมากไว้ในร่างกายของพวกเขา รวมถึงความแห้งกร้านและความชื้นแฉะซึ่งก่อให้เกิดโรค เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ผลไม้หลายประเภทก็สุก และเมื่อผู้คนกินผลไม้เหล่านี้ ความชื้นแฉะในร่างกายของพวกเขาจะถูกขับออกไป ณ เวลานี้ฝูงสัตว์ใช้งานและแกะก็ได้เติบโตแข็งแรงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นเวลาที่ผู้คนควรกินเนื้อสัตว์มากขึ้นเพื่อการบำรุงเลี้ยง โดยการกินเนื้อสัตว์หลากหลายประเภท ร่างกายของผู้คนจะได้รับพลังงานและความอบอุ่นเพื่อช่วยให้พวกเขาทานทนต่อความหนาวเย็นของฤดูหนาวได้ และพวกเขาก็มีความสามารถที่จะผ่านฤดูหนาวได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดีเป็นผลลัพธ์ ด้วยความใส่พระทัยและความแม่นยำสูงสุด พระเจ้าทรงควบคุมและประสานงานว่าจะทรงจัดเตรียมอะไรให้แก่มวลมนุษย์ และเมื่อไร และเมื่อไรที่พระองค์จะทรงให้สิ่งต่างๆ เติบโต ออกผลและสุก สิ่งนี้อ้างอิงถึง “วิธีที่พระเจ้าทรงตระเตรียมอาหารที่มนุษย์ต้องการในชีวิตประจำวันของเขา” นอกเหนือจากอาหารหลายประเภทแล้วพระเจ้ายังทรงจัดเตรียมแหล่งน้ำให้มวลมนุษย์อีกด้วย หลังจากกินแล้วผู้คนยังคงต้องการดื่มน้ำ ผลไม้เพียงลำพังจะเพียงพอหรือไม่? ผู้คนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยเพียงผลไม้เพียงลำพัง และนอกจากนี้ ผลไม้ก็ไม่มีในบางฤดูกาล ดังนั้นปัญหาเรื่องน้ำของมวลมนุษย์จะสามารถแก้ไขได้อย่างไร? พระเจ้าได้แก้ไขปัญหานั้นโดยการตระเตรียมแหล่งน้ำมากมายทั้งบนและใต้พื้นดิน รวมถึงทะเลสาบ แม่น้ำและน้ำพุ แหล่งน้ำเหล่านี้สามารถดื่มได้ตราบเท่าที่ไม่มีการปนเปื้อน และตราบเท่าที่ผู้คนไม่ได้ไปบงการหรือทำให้เสียหาย กล่าวอีกนัยหนึ่งในแง่ของแหล่งอาหารที่ค้ำชูชีวิตของร่างกายทางกายภาพของมวลมนุษย์ พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมที่แม่นยำมาก เที่ยงตรงมากและเหมาะสมมาก เพื่อที่ชีวิตของผู้คนจะได้มั่งคั่งและล้นเหลือและไม่ขาดแคลนสิ่งใด นี่คือบางสิ่งที่ผู้คนสามารถรู้สึกและมองเห็นได้

นอกจากนี้พระเจ้าได้ทรงสร้างพืช สัตว์บางอย่าง และสมุนไพรอันหลากหลายซึ่งหมายอย่างเฉพาะเจาะจงให้รักษาอาการบาดเจ็บหรือเยียวยาความเจ็บป่วยในร่างกายมนุษย์ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ยกตัวอย่างเช่น ใครบางคนควรทำอะไรหากถูกไฟไหม้หรือบังเอิญทำน้ำร้อนลวกตัวเอง? เจ้าสามารถชำระล้างแผลไฟไหม้ด้วยน้ำเท่านั้นได้หรือ? เจ้าสามารถพันแผลด้วยผ้าเก่าๆ สักผืนเท่านั้นได้หรือ? หากเจ้าทำเช่นนั้นแผลอาจเต็มไปด้วยหนองหรือกลายเป็นติดเชื้อ ยกตัวอย่างเช่น หากใครบางคนเป็นไข้หรือติดหวัด ได้รับบาดเจ็บขณะกำลังทำงาน เกิดการเจ็บป่วยเกี่ยวกับกระเพาะอาหารจากการกินสิ่งที่ผิด หรือเป็นโรคบางอย่างที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ทางลีลาชีวิตหรือประเด็นปัญหาด้านภาวะอารมณ์ รวมถึงโรคหลอดเลือด สภาพเงื่อนไขทางจิตวิทยาหรือโรคของอวัยวะภายใน เช่นนั้นแล้วก็มีพืชที่สอดรับกันซึ่งเยียวยาสภาพเงื่อนไขของพวกเขา มีพืชที่ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้นและขจัดความเมื่อยล้า บรรเทาปวด ห้ามเลือด ให้ยาสลบ ช่วยรักษาผิวหนังและฟื้นฟูสู่สภาพเงื่อนไขปกติ และสลายเลือดหนืดและกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย—โดยสังเขปแล้วพืชเหล่านี้มีการใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้คนสามารถใช้พืชเหล่านี้ได้ และพวกมันได้ถูกตระเตรียมโดยพระเจ้าสำหรับร่างกายมนุษย์ในกรณีที่จำเป็น พระเจ้าได้ทรงอนุญาตให้มนุษย์ค้นพบพืชเหล่านี้บางส่วนโดยบังเอิญ ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ถูกค้นพบโดยผู้คนที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรให้ค้นพบ หรือเป็นผลลัพธ์จากปรากฏการณ์พิเศษที่พระองค์ได้ทรงจัดวางเรียบเรียง หลังการค้นพบพืชเหล่านี้มวลมนุษย์ก็จะส่งต่อลงไป และผู้คนมากมายจะได้มารู้เกี่ยวกับพืชเหล่านี้ ดังนั้นการที่พระเจ้าทรงสร้างพืชเหล่านี้จึงมีคุณค่าและความหมาย โดยสรุปสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากพระเจ้า ได้รับการตระตระเตรียมและเพาะปลูกโดยพระองค์เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการมีชีวิตของมวลมนุษย์ สิ่งเหล่านี้สำคัญอย่างยิ่ง กระบวนการทรงดำริของพระเจ้าถ้วนทั่วกว่ากระบวนการคิดเหล่านั้นของมวลมนุษย์หรือไม่? เมื่อเจ้ามองเห็นทั้งหมดที่พระเจ้าได้ทรงทำ เจ้ามีสำนึกรับรู้ถึงด้านที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของพระเจ้าหรือไม่? พระเจ้าทรงพระราชกิจในความลับ พระเจ้าได้ทรงสร้างทั้งหมดนี้เมื่อมนุษย์ยังไม่ได้มาอยู่ในพิภพนี้ เมื่อพระองค์ยังไม่ทรงได้มีการติดต่อกับมวลมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างทรงทำโดยทรงคำนึงถึงมวลมนุษย์ เพื่อประโยชน์แห่งการดำรงอยู่ของมนุษย์และด้วยพระดำริเพื่อการอยู่รอดของพวกเขา เพื่อที่มวลมนุษย์จะมีชีวิตอย่างมีความสุขในโลกเชิงวัตถุอันมั่งคั่งและล้นเหลือนี้ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้พวกเขา โดยปราศจากความกังวลเกี่ยวกับอาหารหรือเสื้อผ้า ไม่ขาดแคลนสิ่งใดเลย ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ มวลมนุษย์ย่อมสามารถขยายพันธุ์และอยู่รอดต่อไปได้

ในบรรดากิจการของพระเจ้าทั้งหมด ทั้งใหญ่และเล็ก มีกิจการใดที่ปราศจากคุณค่าหรือความหมายหรือไม่? ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำมีคุณค่าและความหมาย พวกเรามาเริ่มการหารือของพวกเราด้วยหัวข้อทั่วไปหัวข้อหนึ่งเถิด บ่อยครั้งที่ผู้คนถามว่า สิ่งใดมาก่อน ไก่หรือไข่? (ไก่) เจ้าคิดคำนวณอย่างไร? ไก่ได้มาก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย! เหตุใดไก่จึงได้มาก่อน? เหตุใดไข่จึงไม่สามารถมาก่อนได้? ไก่ไม่ใช่ฟักออกจากไข่หรอกหรือ? ไก่ฟักออกจากไข่ และไข่ถูกกกโดยไก่ หลังจากยี่สิบเอ็ดวัน ไก่ก็ฟักเป็นตัว และไก่ตัวนั้นก็วางไข่เพิ่ม และไก่ก็ฟักออกมาจากไข่เหล่านั้นมากขึ้น ดังนั้นไก่หรือไข่ได้มาก่อน? พวกเจ้าตอบว่า “ไก่” ด้วยความแน่นอนอย่างเด็ดขาด แต่เหตุใดนี่จึงเป็นคำตอบของเจ้า? (พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างนกและสัตว์ป่า) ดังนั้นคำตอบของเจ้าอยู่บนพื้นฐานของพระคัมภีร์ แต่เราต้องการให้พวกเจ้าพูดคุยเกี่ยวกับความเข้าใจของพวกเจ้าเองเพื่อที่เราจะได้สามารถมองเห็นว่าพวกเจ้ามีความรู้ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงอันใดเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้าหรือไม่ ทีนี้พวกเจ้าแน่ใจเกี่ยวกับคำตอบของพวกเจ้าหรือไม่? (พระเจ้าได้ทรงสร้างไก่ แล้วทรงให้ความสามารถในการขยายพันธ์แก่ไก่ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการกกไข่และความสามารถในการทำให้ชีวิตดำเนินต่อไป) การตีความนี้ถูกต้องไม่มากก็น้อย ไก่ได้มาก่อนแล้วก็ไข่ นี่แน่นอน มันไม่ใช่ความล้ำลึกที่ลุ่มลึกเป็นพิเศษ แต่อย่างไรก็ตามผู้คนของโลกพิจารณาเห็นว่าเป็นเช่นนั้นและพยายามแก้ไขมันด้วยทฤษฎีเชิงปรัชญา โดยไม่เคยได้มาถึงบทสรุป นี่ก็เป็นเหมือนเมื่อตอนที่ผู้คนไม่รู้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างพวกเขาไม่มีผิด พวกเขาไม่รู้หลักการพื้นฐานนี้ ทั้งพวกเขาก็ไม่มีแนวคิดชัดเจนว่าไข่หรือไก่ควรมาก่อน พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งใดควรมาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีวันมีความสามารถที่จะพบคำตอบได้ มันเป็นธรรมดามากทีเดียวที่ไก่ได้มาก่อน หากมีไข่ก่อนไก่นั่นจะผิดปกติ! มันเป็นเรื่องที่เรียบง่ายนัก—ไก่ได้มาก่อนอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่คำถามที่พึงต้องใช้ความรู้ขั้นสูง พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเจตนารมณ์ให้มนุษย์ได้ชื่นชมมัน ทันทีที่ไก่ดำรงอยู่ ไข่ก็จะตามหลังมาโดยปกติอยู่แล้ว นี่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่พร้อมใช้หรอกหรือ? หากไข่ได้ถูกสร้างขึ้นก่อน มันจะไม่ต้องการไก่เพื่อกกมันหรอกหรือ? การสร้างไก่โดยตรงเป็นการแก้ปัญหาที่พร้อมใช้กว่า ด้วยวิธีนี้ไก่จะสามารถวางไข่และกกลูกไก่ข้างใน และผู้คนจะสามารถมีไก่ให้กินได้ ช่างสะดวกอะไรเช่นนี้! หนทางที่พระเจ้าทรงทำสิ่งต่างๆ นั้นเรียบร้อยและสะอาด ไม่ยุ่งยากซับซ้อนแม้แต่น้อย ไข่มาจากไหน? มันมาจากไก่ ไม่มีไข่หากไม่มีไก่ สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง! มวลมนุษย์ไร้สาระและน่าขัน มักจะกลายเป็นพัวพันยุ่งเหยิงกับสิ่งเรียบง่ายต่างๆ เช่นนั้น และจบลงด้วยความเข้าใจผิดที่ไร้สาระพวงหนึ่ง มนุษย์ช่างเหมือนเด็กนัก! สัมพันธภาพระหว่างไข่กับไก่นั้นชัดเจน นั่นคือ ไก่ได้มาก่อน นี่คือคำอธิบายที่เที่ยงตรงที่สุด หนทางที่เที่ยงตรงที่สุดในการเข้าใจเรื่องนี้ และคือคำตอบที่เที่ยงตรงที่สุด มันถูกต้อง.

หัวข้ออะไรหรือที่พวกเราเพิ่งได้หารือกันไป? พวกเราได้เริ่มต้นด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่และสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อสภาพแวดล้อมนั้นและการตระเตรียมต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำ พวกเราได้หารือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงจัดการเตรียมการ สัมพันธภาพระหว่างสิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้าง ซึ่งพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ และวิธีที่พระเจ้าได้ทรงจัดการเตรียมการสัมพันธภาพเหล่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งต่างๆ แห่งการทรงสร้างของพระองค์ทำอันตรายมวลมนุษย์ พระเจ้ายังได้ทรงทำให้อันตรายที่ปัจจัยต่างๆ มากมายในการทรงสร้างของพระองค์อาจได้มีต่อสภาพแวดล้อมของมวลมนุษย์ได้ทุเลาลง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกสรรพสิ่งทำหน้าที่ต่อจุดประสงค์สูงสุดของพวกมัน และนำพาสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์พร้อมด้วยองค์ประกอบที่เป็นประโยชน์มาสู่มวลมนุษย์ ด้วยเหตุนั้น จึงทำให้มวลมนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนั้นได้ และดำเนินวงจรชีวิตและการขยายพันธ์ต่อไปอย่างไม่สั่นคลอน ถัดมา พวกเราได้พูดคุยเกี่ยวกับอาหารที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ—อาหารและเครื่องดื่มประจำวันของมวลมนุษย์ นี่ก็เป็นสภาพเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดของมวลมนุษย์เช่นกัน กล่าวคือร่างกายมนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหายใจเพียงลำพัง โดยมีเพียงแค่แสงอาทิตย์เพื่อการยังชีพ หรือลม หรืออุณหภูมิที่เหมาะสม มนุษย์ยังจำเป็นต้องเติมท้องของพวกเขาให้เต็มอีกด้วย และพระเจ้าได้ทรงตระเตรียมแหล่งที่มาของสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาจะได้ใช้เพื่อทำเช่นนั้น ซึ่งก็คือแหล่งอาหารของมวลมนุษย์ ไว้สำหรับมวลมนุษย์แล้วโดยไม่มองข้ามสิ่งใดเลย เมื่อเจ้าได้เห็นผลิตผลที่มั่งคั่งและเอื้ออารีเช่นนี้—แหล่งที่มาของอาหารและเครื่องดื่มของมวลมนุษย์—เจ้าจะสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดของการจัดหาสำหรับมวลมนุษย์และสำหรับทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์? หากในระหว่างเวลาแห่งการทรงสร้าง พระเจ้าได้ทรงสร้างเพียงแค่ต้นไม้และต้นหญ้าหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จำนวนเท่าใดก็ตาม และหากสิ่งมีชีวิตและพืชต่างๆ เหล่านี้มีไว้ให้วัวและแกะกินทั้งหมด หรือมีไว้ให้ม้าลาย กวางและสัตว์ประเภทอื่นๆ อีกหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่นสิงโตต้องกินสิ่งต่างๆ อาทิ ม้าลายและกวาง และเสือต้องกินสิ่งต่างๆ อาทิ แกะและหมู—แต่ไม่มีแม้สักสิ่งเดียวที่เหมาะสมให้มนุษย์กินแล้ว มันจะใช้ได้หรือไม่? มันจะใช้ได้ มวลมนุษย์คงจะไม่มีความสามารถที่จะอยู่รอดได้นาน จะเกิดอะไรขึ้นหากมนุษย์กินแต่ใบไม้เท่านั้น? มันจะใช้ได้หรือไม่? มนุษย์สามารถกินต้นหญ้าที่มีไว้เพื่อแกะหรือไม่? มันอาจจะไม่เป็นไรหากพวกเขาได้ลองสักนิดหน่อย แต่หากพวกเขาได้กินสิ่งต่างๆ เช่นนั้นเป็นเวลานาน ท้องของพวกเขาก็คงจะไม่มีความสามารถที่จะทนรับได้ และผู้คนก็คงจะไม่ได้มีชีวิตอยู่ยาวนาน มีแม้แต่สิ่งต่างๆ ที่สัตว์สามารถกินได้แต่เป็นพิษต่อมนุษย์—สัตว์กินพวกมันโดยไม่มีผลสืบเนื่อง แต่ไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับมนุษย์ กล่าวคือพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ ดังนั้นพระเจ้าทรงรู้หลักการและโครงสร้างของร่างกายมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์ต้องการดีที่สุด พระเจ้าทรงรู้จักสิ่งประกอบและสิ่งที่บรรจุอยู่ของร่างกาย ความต้องการที่จำเป็นของร่างกายและการทำหน้าที่ของอวัยวะภายในของร่างกาย และวิธีที่พวกมันดูดซับ กำจัดและเผาผลาญสสารต่างๆด้วยความกระจ่างแจ้งที่เพียบพร้อม มนุษย์ไม่รู้ บางครั้งพวกเขากินอย่างผลีผลาม หรือมีส่วนร่วมในการดูแลตนเองอย่างบ้าบิ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่มากเกินไปเป็นเหตุให้เกิดความไม่สมดุล หากเจ้ากินและชื่นชมสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมไว้ให้เจ้าในหนทางปกติ เช่นนั้นแล้วเจ้าย่อมจะไม่มีปัญหาสุขภาพ ต่อให้บางครั้งเจ้าจะมีประสบการณ์กับอารมณ์เสีย และเจ้ามีภาวะเลือดหนืด นี่ก็ไม่สร้างปัญหาอะไรเลย เจ้าเพียงแค่จำเป็นต้องกินพืชบางประเภทและภาวะเลือดหนืดก็จะหายไป พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมสำหรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ดังนั้นในสายพระเนตรของพระเจ้า มวลมนุษย์อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่นใดอย่างมาก พระเจ้าได้ทรงตระเตรียมสภาพแวดล้อมสำหรับพืชแต่ละประเภท และพระองค์ได้ทรงตระเตรียมอาหารและสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์แต่ละประเภท แต่มวลมนุษย์มีความต้องการที่จำเป็นอันเคร่งครัดชัดเจนที่สุดต่อสภาพแวดล้อม และความต้องการเหล่านั้นไม่อาจถูกมองข้ามได้แม้เพียงเล็กน้อย หากเป็นเช่นนั้นมวลมนุษย์ก็คงจะไร้ความสามารถที่จะพัฒนาและมีชีวิตอยู่และขยายพันธุ์พันธุ์ต่อไปได้ในหนทางปกติ เป็นพระเจ้านั่นเองที่ทรงรู้ดีที่สุดในพระทัยของพระองค์ เมื่อพระเจ้าได้ทรงทำเช่นนี้ พระองค์ได้ทรงให้ความสำคัญกับการนั้นมากกว่าสิ่งอื่นใด ลางทีเจ้าอาจไร้ความสามารถที่จะสำนึกรับรู้ความสำคัญของสิ่งที่ไม่น่าสนใจบางสิ่งที่เจ้าสามารถมองเห็นและชื่นชมในชีวิตของเจ้า หรือบางสิ่งที่เจ้ามองเห็นและชื่นชมซึ่งเจ้าได้มีมาตั้งแต่เกิด แต่พระเจ้าได้ทรงทำการตระเตรียมไว้แล้วสำหรับเจ้านานมาแล้วหรือไม่ก็ในความลับ พระเจ้าได้ทรงขจัดและทำให้องค์ประกอบเชิงลบทั้งหมดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อมวลมนุษย์และอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ทุเลาลงจนถึงขอบข่ายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้ การนี้แสดงให้เห็นอะไรหรือ? แสดงให้เห็นท่าทีที่พระเจ้าได้ทรงมีต่อมวลมนุษย์เมื่อตอนที่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาคราวนี้หรือไม่? ท่าทีนั้นคืออะไร? ท่าทีของพระเจ้ารอบคอบและเอาจริงเอาจัง และไม่ได้ยอมทนให้มีการแทรกแซงโดยกองกำลังศัตรูหรือปัจจัยภายนอกหรือสภาพเงื่อนไขอันใดที่ไม่ใช่ของพระองค์ ในการนี้สามารถมองเห็นท่าทีของพระเจ้าในการทรงสร้างและบริหารจัดการมวลมนุษย์คราวนี้ได้ และท่าทีของพระเจ้าคืออะไรหรือ? โดยผ่านทางสภาพแวดล้อมเพื่อการอยู่รอดและชีวิตที่มวลมนุษย์ชื่นชม รวมถึงในอาหารและเครื่องดื่มประจำวันและความต้องการที่จำเป็นรายวันของพวกเขา พวกเราสามารถมองเห็นท่าทีแห่งความรับผิดชอบของพระเจ้าต่อมวลมนุษย์ซึ่งพระองค์ได้ทรงถือครองตั้งแต่พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ ตลอดจนความมุ่งมั่นของพระองค์ที่จะทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ณ เวลานี้ ความจริงแท้ของพระเจ้าสามารถมองเห็นได้ในสิ่งเหล่านี้หรือไม่? ความน่าอัศจรรย์ของพระองค์เล่า? ความไม่สามารถหยั่งลึกของพระองค์เล่า? ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์เล่า? พระเจ้าทรงใช้หนทางอันทรงพระปรีชาญาณและเปี่ยมมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์เพื่อจัดเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์ทั้งปวง ตลอดจนการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ทั้งหมดแห่งการทรงสร้างของพระองค์ บัดนี้ ที่เราได้พูดกับเจ้าไปมากมายยิ่งนักแล้ว พวกเจ้าสามารถพูดได้หรือไม่ว่าพระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง? (ได้) นั่นเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน เจ้ามีข้อสงสัยใดๆ หรือไม่? (ไม่) การจัดเตรียมของพระเจ้าสำหรับทุกสรรพสิ่งเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่งเพราะพระองค์ทรงเป็นแหล่งที่มาของการจัดเตรียมที่ได้ทำให้ทุกสรรพสิ่งสามารถดำรงอยู่ มีชีวิต ขยายพันธ์และดำเนินต่อไป และไม่มีแหล่งกำเนิดอื่นใดยกเว้นพระเจ้าพระองค์เอง พระเจ้าทรงจัดเตรียมเพื่อความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของทุกสรรพสิ่งและความต้องการที่จำเป็นทั้งหมดของมวลมนุษย์ ไม่ว่าเหล่านั้นเป็นความต้องการที่จำเป็นด้านสภาพแวดล้อมพื้นฐานที่สุดของผู้คน ความต้องการที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกเขา หรือความต้องการที่จำเป็นสำหรับความจริงที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้แก่จิตวิญญาณของผู้คน โดยการมองดูที่พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าและพระสถานภาพของพระองค์จากมุมมองของมนุษย์ในทุกหนทาง พระเจ้าพระองค์เองเท่านั้นทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง นี่ถูกต้องหรือไม่? (ถูกต้อง) กล่าวคือพระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ปกครอง องค์เจ้านายและองค์ผู้จัดเตรียมแห่งโลกเชิงวัตถุนี้ โลกนี้ที่ผู้คนสามารถมองเห็นและรู้สึกได้ สำหรับมวลมนุษย์แล้ว นี่ไม่ใช่พระอัตลักษณ์ของพระเจ้าหรอกหรือ? ไม่มีสิ่งใดเป็นเท็จในการนี้ ดังนั้นเมื่อเจ้าเห็นนกกำลังบินบนท้องฟ้า เจ้าควรรู้ว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถบินได้ มีสิ่งมีชีวิตที่ว่ายในน้ำ และพวกมันมีหนทางของพวกมันเองในการอยู่รอด ต้นไม้และพืชพรรณที่อาศัยอยู่ในดินผลิดอกและงอกงามในฤดูใบไม้ผลิและออกผล และผลัดใบในฤดูใบไม้ร่วง และเมื่อถึงฤดูหนาวใบไม้ทั้งหมดก็ร่วงไปเมื่อพืชพรรณเหล่านั้นตระเตรียมที่จะรอดผ่านฤดูหนาวไปได้ นั่นคือวิถีแห่งการอยู่รอดของพวกมัน พระเจ้าได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และแต่ละสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างกันและหนทางที่แตกต่างกันและใช้วิธีการที่แตกต่างกันเพื่อจัดแสดงพลังชีวิตของมันและรูปทรงที่มันมีชีวิตอยู่ ไม่สำคัญว่าสิ่งต่างๆ จะดำเนินชีวิตอย่างไร สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้า อะไรคือพระประสงค์ของพระเจ้าในการปกครองชีวิตและสิ่งมีชีวิตในรูปทรงที่แตกต่างกัน? เพื่อประโยชน์แห่งการอยู่รอดของมวลมนุษย์ใช่หรือไม่? (ใช่) พระองค์ทรงควบคุมกฎแห่งชีวิตทั้งมวล ทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์แห่งการอยู่รอดของมวลมนุษย์ นี่แสดงให้เห็นว่าการอยู่รอดของมนุษย์สำคัญเพียงใดสำหรับพระเจ้า

ความสามารถของมวลมนุษย์ในการอยู่รอดและขยายพันธุ์ไปตามปกติสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อพระเจ้า เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงกำลังจัดเตรียมไว้ให้มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้างของพระองค์อยู่เป็นนิตย์ พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่งในหนทางที่แตกต่างกัน และโดยการธำรงรักษาการอยู่รอดของทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงทำให้มวลมนุษย์สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปได้ ธำรงรักษาความอยู่รอดตามปกติของมวลมนุษย์ เหล่านี้คือสองแง่มุมของสามัคคีธรรมของพวกเราในวันนี้ สองแง่มุมเหล่านี้คืออะไร? (จากมุมมองมหัพภาค พระเจ้าได้ทรงสร้างสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ นั่นคือแง่มุมแรก พระเจ้ายังได้ทรงตระเตรียมสิ่งต่างๆ ด้านวัตถุที่มวลมนุษย์จำเป็นต้องมีและสามารถมองเห็นและสัมผัสได้) พวกเราได้สามัคคีธรรมหัวข้อหลักของพวกเราผ่านทางสองแง่มุมนี้ หัวข้อหลักของพวกเราคืออะไรหรือ? (พระเจ้าทรงเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตสำหรับทุกสรรพสิ่ง) บัดนี้เจ้าควรมีความเข้าใจบ้างแล้ว ถึงเหตุผลที่สามัคคีธรรมของเราในหัวข้อนี้ได้มีเนื้อหาเช่นนี้ ได้มีการหารือใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลักหรือไม่? ไม่มีเลย! บางทีหลังจากได้ยินสิ่งเหล่านี้ พวกเจ้าบางคนอาจได้รับความเข้าใจบ้างแล้ว และบัดนี้รู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้มีน้ำหนัก ว่าคำพูดเหล่านี้สำคัญมาก แต่คนอื่นอาจมีเพียงความเข้าใจตามตัวอักษรบ้างเท่านั้นและรู้สึกว่า โดยตัวของพวกมันเองแล้ว คำพูดเหล่านี้ช่างไม่มีความสำคัญเลย โดยไม่คำนึงว่าพวกเจ้าเข้าใจเรื่องนี้ในชั่วขณะปัจจุบันอย่างไร เมื่อประสบการณ์ของพวกเจ้าได้มาถึงวันเฉพาะวันหนึ่ง เมื่อนั้นความเข้าใจของพวกเจ้าไปถึงจุดเฉพาะจุดหนึ่ง นั่นคือเมื่อความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับการกระทำของพระเจ้าและพระเจ้าพระองค์เองไปถึงระดับหนึ่ง เช่นนั้นแล้วพวกเจ้าจะใช้คำพูดของพวกเจ้าเองซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตจริงในการนำส่งคำพยานอันลึกและจริงแท้ต่อการกระทำของพระเจ้า

เราคิดว่า ความเข้าใจในปัจจุบันของพวกเจ้ายังคงตื้นเขินและเป็นไปตามตัวอักษรมากทีเดียว แต่เมื่อได้ฟังสามัคคีธรรมของเราทั้งสองแง่มุมเหล่านี้แล้ว อย่างน้อยเจ้าสามารถระลึกได้หรือไม่ว่า วิธีการอะไรที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อจัดเตรียมให้กับมวลมนุษย์ หรือสิ่งใดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับมวลมนุษย์? เจ้ามีมโนทัศน์พื้นฐาน ความเข้าใจพื้นฐานหรือไม่? (มี) แต่สองแง่มุมเหล่านี้ที่เราได้สามัคคีธรรมกันไปเกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์หรือไม่? (ไม่) สองแง่มุมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการพิพากษาและการตีสอนของพระเจ้าในยุคแห่งราชอาณาจักรหรือไม่? (ไม่) เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเล่า เราจึงได้สามัคคีธรรมเกี่ยวกับสองแง่มุมนั้น? เป็นเพราะผู้คนต้องเข้าใจสองแง่มุมนั้นเพื่อที่จะรู้จักพระเจ้าใช่หรือไม่? (ใช่) จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้และก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ในขณะที่เจ้าพยายามเข้าใจพระเจ้าในความครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ จงไม่จำกัดตัวเองกับพระคัมภีร์ และจงไม่จำกัดตัวเองกับการที่พระเจ้าทรงพิพากษาและทรงตีสอนมนุษย์ จุดประสงค์ของเราที่พูดเรื่องนี้คืออะไร? ให้ผู้คนรู้ว่าพระเจ้าไม่ทรงเป็นเพียงพระเจ้าของประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรร ในเวลานี้เจ้าติดตามพระเจ้า และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเจ้า แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของพวกที่ไม่ติดตามพระองค์หรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของพวกผู้คนเหล่านั้นทั้งหมดที่ไม่ติดตามพระองค์หรือไม่? พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของทุกสรรพสิ่งหรือไม่? (เป็น) เช่นนั้นแล้วพระราชกิจและการกระทำของพระเจ้าถูกจำกัดในวงเขตเฉพาะบรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์เท่านั้นหรือไม่? (ไม่) อะไรคือวงเขตของพระราชกิจและการกระทำของพระองค์? ในระดับที่เล็กที่สุดวงเขตของพระราชกิจและการกระทำของพระองค์โอบล้อมมวลมนุษย์ทั้งปวงและทุกสรรพสิ่งแห่งการทรงสร้าง ในระดับสูงสุด วงเขตนั้นโอบล้อมทั้งจักรวาล ดังนั้นเราอาจพูดว่าพระเจ้าทรงพระราชกิจของพระองค์และทรงแสดงการกระทำของพระองค์ท่ามกลางมวลมนุษย์ทั้งปวง และนี่ก็เพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนมารู้จักพระเจ้าพระองค์เองในความครบถ้วนทั้งมวลของพระองค์ หากเจ้าต้องการรู้จักพระเจ้า รู้จักพระองค์อย่างแท้จริง เข้าใจพระองค์อย่างแท้จริง เช่นนั้นแล้ว จงไม่จำกัดตัวเองอยู่กับพระราชกิจทั้งสามช่วงระยะของพระเจ้า หรืออยู่กับเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระราชกิจที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติในอดีตเท่านั้น หากเจ้าพยายามรู้จักพระองค์ในหนทางนั้น เช่นนั้นแล้วเจ้าก็กำลังวางข้อจำกัดต่อพระเจ้า กำลังจำกัดขอบเขตพระองค์ เจ้ากำลังเห็นพระเจ้าทรงเป็นบางสิ่งที่เล็กมาก การทำเช่นนั้นจะส่งผลต่อเจ้าอย่างไร? เจ้าคงจะไม่มีวันมีความสามารถที่จะรู้จักความน่าอัศจรรย์และมไหศวรรย์ของพระเจ้า และฤทธานุภาพและฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์และวงเขตแห่งสิทธิอำนาจของพระองค์ ความเข้าใจเช่นนั้นคงจะมีผลกระทบต่อความสามารถของเจ้าที่จะยอมรับความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงเป็นองค์ผู้ปกครองของทุกสรรพสิ่ง ตลอดจนความรู้ของเจ้าเกี่ยวกับพระอัตลักษณ์และพระสถานภาพที่แท้จริงของพระเจ้า กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากความเข้าใจของเจ้าเกี่ยวกับพระเจ้ามีวงเขตที่จำกัด เช่นนั้นแล้วสิ่งที่เจ้าสามารถรับได้ก็จำกัดเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่เจ้าต้องทำให้วงเขตของเจ้ากว้างขึ้นและขยายเส้นขอบฟ้าของเจ้า เจ้าควรพยายามเข้าใจสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด—วงเขตของพระราชกิจของพระเจ้า การบริหารจัดการของพระองค์ การปกครองของพระองค์ และทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงบริหารจัดการและที่พระองค์ทรงปกครอง โดยผ่านทางสิ่งเหล่านี้นั่นเองที่เจ้าควรมาเข้าใจการกระทำของพระเจ้า ด้วยความเข้าใจเช่นนี้เจ้าจะมารู้สึกโดยไม่ทันตระหนักว่าพระเจ้าทรงปกครอง ทรงบริหารจัดการ และทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่งท่ามกลางพวกเขา และเจ้าก็จะรู้สึกอย่างแท้จริงว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งและสมาชิกคนหนึ่งของทุกสรรพสิ่งด้วยเช่นกัน ในขณะที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ทุกสรรพสิ่ง เจ้าก็กำลังยอมรับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธได้ ทุกสรรพสิ่งอยู่ภายใต้กฎของตัวเองภายใต้การปกครองของพระเจ้า และภายใต้การปกครองของพระเจ้า ทุกสรรพสิ่งมีกฎเพื่อการอยู่รอดของตัวเอง ชะตากรรมและความต้องการของมวลมนุษย์ก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยกันกับการปกครองและการจัดเตรียมของพระเจ้าเช่นกัน นั่นคือเหตุผลที่มวลมนุษย์และทุกสรรพสิ่งเชื่อมต่อกัน พึ่งพากันและกันและถักทอเข้าด้วยกันภายใต้อำนาจครอบครองและการปกครองของพระเจ้า นี่คือจุดประสงค์และคุณค่าของการที่พระเจ้าทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง บัดนี้เจ้าเข้าใจเรื่องนี้แล้วใช่ไหม? (ใช่) เช่นนั้นแล้ว ด้วยการนั้น พวกเรามาสรุปปิดสามัคคีธรรมของวันนี้กันเถิด ลาก่อน! (ขอขอบพระคุณพระเจ้า!)

2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014

ก่อนหน้า: พระเจ้าพระองค์เอง พระผู้ทรงเอกลักษณ์ 4

พระเจ้าได้เสด็จมาอย่างลับๆ ก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงและได้ทรงสร้างกลุ่มผู้มีชัยชนะขึ้นแล้ว จากนั้น พระเจ้าจะทรงปรากฏอย่างเปิดเผยและทรงให้รางวัลคนดีและลงโทษคนชั่ว คุณต้องการต้อนรับองค์พระผู้เป็นเจ้าและให้พระเจ้าช่วยให้รอดก่อนความวิบัติอันใหญ่หลวงหรือไม่? อย่าลังเลที่จะติดต่อเราตอนนี้เพื่อหาวิธี
ติดต่อเราผ่าน Messenger
ติดต่อเราผ่าน Line

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เหล่าผู้เชื่อฟังพระเจ้าด้วยใจจริงย่อมได้รับการรับไว้โดยพระเจ้าอย่างแน่นอน

พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเปลี่ยนแปลงรายวัน เพิ่มระดับสูงขึ้นทีละขั้น วิวรณ์ของวันพรุ่งนี้จะสูงส่งกว่าของวันนี้...

การตั้งค่า

  • ข้อความ
  • ธีม

สีเข้ม

ธีม

แบบอักษร

ขนาดตัวอักษร

ระยะห่างบรรทัด

ระยะห่างบรรทัด

ความกว้างของหน้า

เนื้อหา

ค้นหา

  • ค้นหาข้อความนี้
  • ค้นหาในหนังสือนี้